หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | ลุงแซม…ซื้อเกาะ 3 แห่ง จากเดนมาร์กมาก่อนแล้ว

19.01.26 | 12:10 น.

Uncle Sam หรือลุงแซม เป็นชื่อเล่นของรัฐบาลกลางอเมริกา ที่คนอเมริกันเองก็ใช้เรียกรัฐบาลตัวเองและชาวโลกก็ขี้เกียจออกเสียงยาวยืดยาดว่า United States of America …เลยพากันเรียกอเมริกาว่า Uncle Sam ซึ่งมีตัวตนจริงมาจากชื่อของ นายซามูเอล วิลสัน (Samuel Wilson) ที่เป็นพ่อค้าในสมัยอเมริกาทำสงครามกับอังกฤษ

เกือบ 200 ปีที่ผ่านมา ลุงแซม…ใช้เงินซื้อดินแดนต่างๆ มารวมกันเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา มีทั้งผลตอบแทนที่เย้ายวนใจ ผสมกับการกดดันด้วยพลังอำนาจทุกมิติ

ทรัมป์…บ่นพึมพำมานานว่า…อเมริกาจะต้องครอบครองเกาะกรีนแลนด์

ตั้งแต่ทรัมป์รับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐเมื่อ 20 มกราคม 2568 ผู้นำสหรัฐคนนี้ “เป็นข่าว” ในสื่อทั่วโลกแทบทุกวัน ที่แน่นอนที่สุดคือ อเมริกา ต้องมาก่อน มีทั้งคนชอบ คนชัง

มกราคม 2569 หลังเฉลิมฉลองคริสต์มาส ตามด้วยวันหยุดปีใหม่ ทรัมป์ประกาศด้วยใบหน้ายิ้มแบบโหดๆ ว่า จะขอเจรจาซื้อเกาะกรีนแลนด์จากเดนมาร์ก ท่ามกลางความมึนงงของชาวโลกที่มองว่า “การล่าอาณานิคมสมัยใหม่” กำลังฟื้นคืนชีพมาจริง

Advertisement

ผู้เขียนไปขุดค้นประวัติศาสตร์อเมริกา เลยขอนำมาบอกเล่าครับ…

พ.ศ.2150 (ตรงกับรัชสมัยแผ่นดินพระเอกาทศรถ แห่งอยุธยา) ประเทศสหรัฐอเมริกาเริ่มต้นจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยมีชาวอังกฤษกลุ่มแรกมาตั้งรกรากที่เจมส์ทาวน์ (Jamestown) และมีชาวยุโรปอื่นๆ อพยพตามมามากมาย เพื่อแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจและเสรีภาพทางศาสนา

พ.ศ.2318-2326 เกิดสงครามปฏิวัติอเมริกา ซึ่งนำไปสู่การประกาศเอกราชจากอังกฤษ และก่อตั้งเป็นสหรัฐอเมริกา (United States of America) เริ่มจาก 13 รัฐแรกของอเมริกา คือกลุ่มอาณานิคมอังกฤษเดิมตามแนวชายฝั่งตะวันออกเท่านั้น

พ.ศ.2346 (ช่วงปลายรัชสมัยในหลวง ร.1) อเมริกาซื้อรัฐลุยเซียนา (Louisiana Purchase) อันกว้างใหญ่ทางตอนกลางของทวีปอเมริกาเหนือจากฝรั่งเศส (ฝรั่งเศสเข้าไปจับจองพื้นที่แห่งนี้ในช่วงชาวยุโรปอพยพไปตั้งรกรากในทวีปอเมริกาที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ) ในสมัยที่นโปเลียน โบนาปาร์ต เป็นผู้นำฝรั่งเศส

ปธน.โทมัส เจฟเฟอร์สัน โดยรัฐสภาสหรัฐจ่ายเงิน 15 ล้านดอลลาร์ ซื้อพื้นที่ประมาณ 2.14 ล้าน ตร.กม. สหรัฐเข้าควบคุมปากแม่น้ำมิสซิสซิปปี และเป็นข้อตกลงซื้อขายที่ดินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ ทำให้ขนาดประเทศขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า

(ประเทศไทยมีพื้นที่ประมาณ 513,120 ตารางกิโลเมตร)

ซื้อจริง…ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สหรัฐอเมริกามุ่งเจรจาซื้อหมู่เกาะเวอร์จิน 3 แห่งจากเดนมาร์ก ข้อตกลงนี้ใช้เวลา 50 ปี

ขายจริง…เดนมาร์กได้ขายเกาะเซนต์โทมัส (St. Thomas) เซนต์จอห์น (St. John) และเซนต์ครอยซ์ (St. Croix) ให้แก่สหรัฐอเมริกาในราคา 25 ล้านดอลลาร์ในรูปเหรียญทองคำ

31 มีนาคม พ.ศ.2460 (ตรงกับรัชสมัยในหลวง ร.6) เดนมาร์กส่งมอบพื้นที่ให้สหรัฐอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นวันโอนย้าย หรือ Transfer Day

ทุกวันที่ 31 มีนาคม หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา ได้แก่ เซนต์โทมัส เซนต์จอห์น และเซนต์ครอยซ์ จะจัดงานวันโอนกรรมสิทธิ์ เพื่อรำลึกถึงการขายเกาะเหล่านี้จากเดนมาร์กให้กับสหรัฐอเมริกา

มีการเจรจาต่อรองเกี่ยวกับเกาะทั้ง 3 แห่งนี้นานกว่า 50 ปี ก่อนที่จะโอนอำนาจกันในที่สุดในปี พ.ศ.2460

ไอแซค ดูคาน นักประวัติศาสตร์ผู้ล่วงลับได้เขียนไว้ในวารสาร Caribbean Studies ฉบับปี 2518. … ในที่สุด สหรัฐอเมริกาก็ประสบความสำเร็จในการกดดันเดนมาร์กให้ขายเกาะต่างๆ โดยการขู่ว่าจะโจมตีทางทหารต่อประเทศที่เป็นกลางในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

ในอดีต…เดนมาร์กได้เข้ายึดครองเกาะทั้ง 3 แห่งนี้ ซึ่งรู้จักกันในชื่อหมู่เกาะอินเดียตะวันตกของเดนมาร์ก ในช่วงศตวรรษที่ 17 และ 18 โดยบังคับให้ชาวแอฟริกันที่ถูกจับมาเป็นทาสทำงานในไร่ เพื่อผลิตสินค้าต่างๆ เช่น น้ำตาล ซึ่งเดนมาร์กได้รับผลกำไรจากสินค้าเหล่านี้จนกระทั่งถึงช่วงทศวรรษ 1840 เมื่อราคาน้ำตาลตกต่ำ

ไร่ที่มีโรงสีและโรงกลั่นน้ำตาลบนเกาะแซงต์-ครัวซ์เป็นของเดนมาร์กจนถึงปี พ.ศ.2460 จึงขายให้สหรัฐ

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2391 เมื่อทาสหลายร้อยคนบนเกาะเซนต์ครอยซ์ก่อการจลาจลและได้รับอิสรภาพโดยการขู่ว่าจะเผาเมืองต่างๆ บนเกาะให้ราบเป็นหน้ากลอง หลังจากยกเลิกการเป็นทาสแล้ว

ผู้ที่ได้รับอิสรภาพเหล่านี้ต้องดิ้นรนเพื่อหาผลกำไรจากที่ดินและไร่ที่เสื่อมโทรม ซึ่งมีขนาดเล็กและล้าสมัยเมื่อเทียบกับการดำเนินงานทางอุตสาหกรรมที่ทันสมัยกว่า

ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 เดนมาร์กพบว่าการบริหารจัดการหมู่เกาะเหล่านี้มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา สหรัฐก็มองหมู่เกาะเหล่านี้ในฐานะสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติที่เป็นไปได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่สหรัฐคิดว่าหมู่เกาะเหล่านี้สามารถช่วยรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกาในทะเลแคริบเบียนได้

ในเวลาเดียวกัน…รัฐบาลสหรัฐตัดสินใจซื้อดินแดน 3 เกาะนี้ ด้วยกังวลว่ามหาอำนาจต่างชาติที่เป็นศัตรูอาจเข้าควบคุมหมู่เกาะเหล่านี้ก่อนที่สหรัฐจะได้ครอบครอง

ประวัติศาสตร์สหรัฐเพ่งความสนใจ มองไปรอบๆ ประเทศของตนด้วยความระแวดระวังเสมอ ไม่ต้องการให้มหาอำนาจอื่นใดมาประชิด

ในช่วงทศวรรษ 1880 และ 1890 สหรัฐระแวงเยอรมนี ซึ่งกำลังพัฒนาความสนใจในลาตินอเมริกา มีข้อมูลบันทึกว่า “ข้อเท็จจริงที่ว่าบริษัทเรือกลไฟของเยอรมันอย่างฮัมบูร์ก-อเมริกันไลน์ ใช้เกาะเซนต์โทมัสเป็นสถานีเติมเชื้อเพลิงประจำ ยิ่งทำให้ความสงสัยเหล่านั้นทวีความรุนแรงขึ้น”

การเจรจาครั้งแรกระหว่างสหรัฐอเมริกาและเดนมาร์กเริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ.2408 ซึ่งเป็นปีที่สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลง วิลเลียม เฮนรี ซีเวิร์ด รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ได้เจรจาสนธิสัญญากับเดนมาร์กเพื่อยกเกาะต่างๆ ให้แก่สหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี พ.ศ.2410 แต่สภาวุฒิสภาสหรัฐปฏิเสธสนธิสัญญาดังกล่าว

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากความรู้สึกต่อต้านการขยายอำนาจที่เกิดขึ้นหลังสงครามกลางเมือง และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาวุฒิสภาไม่พอใจซีเวิร์ดที่ให้การสนับสนุนประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสัน ในระหว่างการพิจารณาคดีถอดถอน

การเจรจาเริ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงทศวรรษ 1890 แต่ก็ยุติลงเมื่อเกิดสงครามสเปน-อเมริกาในปี 1898 หลังสงครามครั้งนั้น สหรัฐอเมริกาได้ดินแดนเปอร์โตริโกในทะเลแคริบเบียน และดินแดนกวมและฟิลิปปินส์ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก (เปอร์โตริโกและกวมยังคงเป็นดินแดนของสหรัฐอเมริกา ส่วนฟิลิปปินส์ได้รับเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่สอง)

ในเวลานั้น สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจจักรวรรดิที่ใหญ่ขึ้น และมีความสนใจในการขยายอิทธิพลมากขึ้น นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายที่จะสร้างคลองปานามา ซึ่งทำให้สหรัฐสนใจที่จะซื้อเกาะเซนต์โทมัส เซนต์จอห์น และเซนต์ครอยซ์ เพื่อรักษาเส้นทางของคลองในอนาคตอีกครั้งหนึ่ง

รัฐมนตรีต่างประเทศคนต่อมาคือ จอห์น เฮย์ ได้เจรจาสนธิสัญญากับเดนมาร์ก วุฒิสภาสหรัฐ ให้สัตยาบันสนธิสัญญาในปี 2445 แต่คราวนี้รัฐสภาเดนมาร์กปฏิเสธ

ในปี พ.ศ.2458 ความหวาดกลัวการยึดครองของเยอรมนีเป็นแรงผลักดันให้สหรัฐพยายามอีกครั้งเพื่อครอบครองหมู่เกาะเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์เรือลูซิเทเนียจม

ประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน และรัฐมนตรีต่างประเทศโรเบิร์ต แลนซิง เกรงว่าเยอรมนีอาจผนวกเดนมาร์กและโจมตีเพิ่มเติมจากหมู่เกาะอินเดียตะวันตกของเดนมาร์ก ผู้นำเดนมาร์กต่อต้านการยกหมู่เกาะและประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นคนผิวดำให้แก่สหรัฐอเมริกาซึ่งมีการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ

หากเดนมาร์กไม่ยอมขายเกาะเหล่านี้ สหรัฐอาจจะเข้ายึดครองเพื่อป้องกันไม่ให้เยอรมนีเข้ามา …คำขู่นี้ได้ผล

ด้วยความกระตือรือร้นที่จะป้องกันการโจมตีทางทหารจากสหรัฐ (ขณะนั้นเดนมาร์กเป็นฝ่ายเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง) เดนมาร์กจึงเจรจาสนธิสัญญากับสหรัฐ ซึ่งประธานาธิบดีวิลสันได้ลงนามเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2460

ต่อมา เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2460 เดนมาร์กได้โอนการปกครองเกาะต่างๆ ให้แก่สหรัฐอย่างเป็นทางการ และสหรัฐก็ตอบแทนด้วยการจ่ายเงินให้เดนมาร์กเป็นจำนวน 25 ล้านเหรียญทอง

ผลกระทบต่อผู้คนที่อาศัยอยู่บนเกาะเซนต์โทมัส เซนต์จอห์น และเซนต์ครอยซ์ (ซึ่งปัจจุบันคือหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐอเมริกา) ยังไม่ชัดเจน ในปี 2463 รัฐมนตรีต่างประเทศรักษาการได้ระบุว่าชาวหมู่เกาะเวอร์จินมี “สัญชาติอเมริกัน” แต่ไม่มี “สถานะพลเมือง”

เรื่องนี้เปลี่ยนไปในปี พ.ศ.2475 เมื่อชาวหมู่เกาะเวอร์จินได้รับสัญชาติอเมริกัน แต่สิทธิในการออกเสียงเลือกตั้งยังคงแยกต่างหาก

หมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐเพิ่งได้รับสิทธิในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐของตนเองในปี 2513

ปัจจุบันพลเมืองอเมริกันในหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐ รวมถึงผู้ที่อยู่ในดินแดนของสหรัฐอย่างเปอร์โตริโก กวม อเมริกันซามัว และหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา ยังคงไม่สามารถเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรส หรือเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐได้

การซื้อดินแดนที่ถูกตราหน้าว่า “โง่เขลา”

พ.ศ.2410 (ปลายรัชสมัยในหลวง ร.4) สหรัฐอเมริกาซื้อดินแดนอลาสกาจากจักรวรรดิรัสเซียในราคา 7.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยวิลเลียม ซีวาร์ด รมว.กต.สหรัฐ เป็นผู้เจรจา ซึ่งการซื้อครั้งนี้ทำให้สหรัฐได้พื้นที่ขนาดใหญ่ (1.5 ล้าน ตร.กม.) ที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ (ทองคำ น้ำมัน) และมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

แม้ตอนแรกจะถูกสังคมวิจารณ์ว่าเป็นการซื้อที่ไร้ประโยชน์และความโง่เขลา แต่ภายหลังกลับกลายเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง

พ.ศ.2502 ดินแดนอลาสกากลายเป็นรัฐที่ 49 ของสหรัฐ ที่สร้างความปวดร้าวให้แก่รัสเซียมาจนถึงทุกวันนี้

แถมท้าย…เรื่องลุงแซม…นักซื้อดินแดนทั่วโลกครับ

พ.ศ.2391 (ช่วงปลายรัชสมัยในหลวง ร.3) สหรัฐอเมริกาได้ดินแดนจำนวนมหาศาลจากเม็กซิโกผ่านเหตุการณ์สำคัญสองเหตุการณ์ : สนธิสัญญา Guadalupe Hidalgo ซึ่งยุติสงครามเม็กซิโก-อเมริกา

เม็กซิโกยกดินแดนกว่า 500,000 ตารางไมล์ ให้แก่สหรัฐ ในราคา 15 ล้านดอลลาร์ และการซื้อดินแดน Gadsden (ช่วงต้นรัชสมัยในหลวง ร.4) ซึ่งเป็นการทำธุรกรรมมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อดินแดนประมาณ 30,000 ตารางไมล์ สำหรับเส้นทางรถไฟสายใต้

การได้มาซึ่งดินแดนเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดินแดนที่เม็กซิโกยกให้ คือ รัฐแคลิฟอร์เนีย เนวาดา ยูทาห์ ทำให้สหรัฐอเมริกาขยายอาณาเขตไปทางตะวันตกอย่างมาก ก่อให้เกิดพรมแดนปัจจุบันกับเม็กซิโกตามแนวแม่น้ำริโอแกรนด์

แผนที่ รูปร่างของสหรัฐอเมริกาที่เห็นทุกวันนี้ พอจะบอกได้ว่า บรรพบุรุษของชาวอเมริกันไปขอซื้อดินแดนเขามาเป็นส่วนใหญ่

มีสงครามบ้าง ประกอบการเจรจาซื้อ-ขาย

กรีนแลนด์เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 2.17 ล้าน ตร.กม. ซึ่งประมาณ 80% ปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ใหญ่กว่าฝรั่งเศส เยอรมนี สเปนสหราชอาณาจักร อิตาลี กรีซ สวิตเซอร์แลนด์ และเบลเยียมรวมกัน ประชากรประมาณ 50,000 คน

ทรัมป์บอกว่า…ที่จะต้องซื้อเกาะกรีนแลนด์ เพราะกลัวว่าจีน หรือรัสเซียจะมาแย่ง-ครอบครองดินแดนตรงนี้
จะเป็นภัยต่ออเมริกา

ทั่วโลกกำลังจับตากรณี…สหรัฐต้องการดินแดนกรีนแลนด์ของเดนมาร์กครับ