
ศิลปะการแสดง เป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่งในชุดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ (ซึ่งมีหลายเล่ม) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม พิมพ์แจกครั้งแรก พ.ศ. 2559
เฉพาะเล่มนี้ผมเห็นว่ากระทรวงวัฒนธรรม ควรทบทวนกิจกรรมแบ่งปันเผยแพร่ข้อมูลความรู้ที่จะทำต่อไป เพราะมีข้อสงสัยหลายประเด็นที่พบในหนังสือ อันเป็นเรื่องข้อมูล ที่ไม่ควรวิปลาสคลาดเคลื่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องความเห็นที่อาจแตกต่างได้
ถ้ายกข้อมูลเลอะเทอะไปแบ่งปัน แล้วเด็กรุ่นใหม่ไม่เอาด้วย ก็อย่าไปโทษพวกเขา เพราะผู้ใหญ่ไม่ได้เรื่องต่างหาก
จะยกจากหนังสือ (โดยบอกเลขหน้ากำกับในวงเล็บ) มาเฉพาะที่สำคัญดังต่อไปนี้
ขับเสภา
“การขับเสภา มีมาตั้งแต่สมัยกรุงเก่า แต่จะมีขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏ” (หน้า 24)
ขับเสภา ถ้าหมายถึงมีคนขับเสภาพร้อมตีกรับ ดังที่ปฏิบัติทั่วไปทุกวันนี้ พบหลักฐานว่าเพิ่งมียุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ไม่เคยพบหลักฐานว่ามีในยุคอยุธยาหรือกรุงเก่า
ในกฎมณเฑียรบาลยุคต้นอยุธยา มีข้อความว่า “หกทุ่มเบิกเสภาดนตรี” ตรงนี้ไม่ใช่ตีกรับขับเสภาอย่างปัจจุบัน แต่เสภา แปลว่า ชาวพนักงานซึ่งเป็นผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง ทำหน้าที่บรรเลงเครื่องมีสายเรียก ดนตรี เพื่อเห่กล่อมยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดินในห้องบรรทม ซึ่งเป็นพระราชฐานชั้นใน (ห้ามผู้ชายเข้าไป)
อีแซว
“ลักษณะกลอนเพลงอีแซวนั้น มีลักษณะเป็นกลอนแปดหัวเดียว แต่มีคำมากเป็นพิเศษ ไม่ได้มีเพียง 8 คำ อาจมีถึง 10-12 คำ ในแต่ละวรรค” (หน้า 48)
กลอนเพลงอีแซว จัดเป็น “กลอนเพลง” ประเภท “กลอนหัวเดียว” หมายถึง ส่งสัมผัสท้ายวรรคทุกวรรคด้วยเสียงเดียวกัน ไม่เปลี่ยนเสียง
กลอนแปด เป็นกลอนส่งสัมผัสสลับ หมายถึง สัมผัสท้ายวรรคจะเปลี่ยนไปแต่ละบทไม่เหมือนกัน เช่น กลอนสุนทรภู่, กลอนเสภา, กลอนบทละคร เป็นต้น
กลอนเพลงอีแซว ควรเรียกว่าฉันทลักษณ์กลอนหัวเดียว จึงไม่เรียกกลอนแปดหัวเดียว เพราะกลอนแปดไม่ใช่กลอนหัวเดียว และกลอนหัวเดียวไม่ใช่กลอนแปด
รำโทน
“รำโทน หรือเรียกอีกอย่างว่า รำมะนา เรียกตามชื่อเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง” (หน้า 132)
รำโทน หมายถึง ฟ้อนกับกลองขนาดเล็กอย่างหนึ่ง กลองชนิดนี้เรียกตามเสียงที่ตีดังว่า โทน เป็นการละเล่นของชาวบ้านสืบมาตั้งแต่ยุคก่อนอยุธยา และพบทั่วไปในภาคพื้นทวีปสุวรรณภูมิ มีทำนองหรือหน้าทับอย่างปัจจุบันเรียก หน้าทับเขมร
รัฐบาลยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม พัฒนารำโทนเป็นรำวง บางทีเรียก รำวงมาตรฐาน
รำมะนา ไม่ใช่ ฟ้อนกับมะนา แต่ “รำ” เป็นพยางค์หนึ่งของคำเต็มว่ารำมะนา กลายจากคำชวา-มลายู เรียกกลองชนิดหนึ่งว่า Rebana ที่เชื่อกันว่ามีต้นแบบจากกลองในวัฒนธรรมเปอร์เซีย-อาหรับ มีทั้งรำมะนาวงลำตัด กับรำมะนาวงมโหรี
