โซมาลีแลนด์ – ข่าวที่ดูเหมือนจะเล็กในสายตาผู้อ่านทั่วไป แต่กลับสร้างแรงสะเทือนในหมู่นักการทูตและนักรัฐศาสตร์ไม่น้อย คือเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ.2568 อิสราเอลได้สร้างประวัติศาสตร์ทางการทูตด้วยการประกาศรับรองสาธารณรัฐโซมาลีแลนด์ (Republic of Somaliland) ในฐานะรัฐอธิปไตยอย่างเป็นทางการ ซึ่งอิสราเอลกลายเป็นประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (UN) ประเทศแรกที่ให้การรับรองเอกราชของโซมาลีแลนด์อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ดินแดนนี้ประกาศแยกตัวออกมาจากโซมาเลียตั้งแต่ปี 1991 (กว่า 34 ปี) โดยนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล และประธานาธิบดีอับดิราห์มัน โมฮาเหม็ด อับดุลลาฮี ของโซมาลีแลนด์ ได้ร่วมกันลงนามในประกาศร่วมเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบ และทั้งสองประเทศตกลงที่จะร่วมมือกันในด้านเกษตรกรรม, สาธารณสุข, เทคโนโลยี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความมั่นคงบริเวณทะเลแดง
การที่อิสราเอลประกาศรับรองสาธารณรัฐโซมาลีแลนด์ในฐานะรัฐอธิปไตยอย่างเป็นทางการ ทั้งที่โซมาลีแลนด์แยกตัวออกจากสาธารณรัฐโซมาเลียมาตั้งแต่ พ.ศ.2534 และดำรงอยู่ในสภาพรัฐที่ไม่มีใครรับรองมานานกว่าสามทศวรรษ
คำถามที่ควรถามไม่ใช่เพียงว่า โซมาลีแลนด์เป็นรัฐหรือไม่ หากแต่ควรถามให้ลึกลงไปกว่านั้นว่า เหตุใดอิสราเอลจึงเลือกเป็นประเทศแรกๆ ที่ก้าวข้ามเส้นแดงทางการทูตนี้ และการรับรองรัฐในศตวรรษที่ 21ยังยึดถือหลักกฎหมายระหว่างประเทศแบบเดิมอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากโซมาลีแลนด์เป็นรัฐที่เกิดแล้วแต่โลกไม่ยอมรับเองต่างหาก เพราะว่าโซมาลีแลนด์ไม่ใช่รัฐที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ หากเป็นรัฐที่มีประวัติศาสตร์ชัดเจนเสียยิ่งกว่ารัฐเกิดใหม่จำนวนมากในโลกปัจจุบัน ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในชื่อ British Somaliland และได้รับเอกราชใน พ.ศ.2503 ก่อนจะรวมเข้ากับอดีต Italian Somaliland กลายเป็นประเทศโซมาเลีย
การรวมตัวเป็นประเทศเดียวกันในครั้งนั้นเป็นผลผลิตของยุคชาตินิยมแอฟริกา มิใช่เหตุผลของการตกลงเชิงโครงสร้างทางการเมืองที่รอบคอบ ผลคือโซมาเลียกลายเป็นรัฐรวมศูนย์ที่เปราะบาง เมื่อรัฐบาลกลางล่มสลายใน พ.ศ.2534 โซมาลีแลนด์จึงประกาศแยกตัวกลับไปสู่การเป็นรัฐเอกราชต่างหากเหมือนเมื่อ พ.ศ.2503 เท่านั้นเอง นับแต่นั้นมาโซมาลีแลนด์ได้สร้างรัฐพฤตินัย (de facto) ที่มี
1.ดินแดนชัดเจน 2.มีประชากร 3.มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 4.มีอำนาจอธิปไตยที่มั่นคงเพราะมีระบบกฎหมาย ความมั่นคง และการคลังของตนเองซึ่งหากยึดตาม Montevideo Convention โซมาลีแลนด์มีคุณสมบัติครบถ้วนของ “รัฐ” มาโดยตลอด
แต่ปัญหาอยู่ที่โลกไม่ต้องการสร้างแบบอย่างให้กับการแบ่งแยกรัฐในแอฟริกา ซึ่งเคยผ่านความบอบช้ำจากการแตกแยกมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่การที่อิสราเอลเป็นผู้รับรองโซมาลีแลนด์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นผลจากประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ของตนเอง กล่าวคือ อิสราเอลคือรัฐที่ถูกประกาศสถาปนาขึ้นใน พ.ศ.2491 แต่ถูกปฏิเสธการรับรองจากรัฐอาหรับจำนวนมากและยังคงถูกตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการดำรงอยู่ในสถานะแห่งรัฐจนถึงปัจจุบัน อิสราเอลจึงเข้าใจดีว่า “การรับรองรัฐ” เป็นอาวุธทางการเมืองที่ทรงพลังเพียงใด การที่รัฐหนึ่งมีอยู่จริง แต่ถูกปฏิเสธการรับรอง ย่อมถูกตัดขาดจากระบบโลกในหลายมิติ
ในมุมมองของอิสราเอล โซมาลีแลนด์คือภาพสะท้อนในกระจกเงาของตนเอง คือการเป็นรัฐที่ดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการรับรอง แต่ถูกกีดกันด้วยเหตุผลทางการเมืองของผู้อื่นเพราะจากหลักกฎหมาย สู่ยุทธศาสตร์ภูมิรัฐศาสตร์ อ้างในตำรากฎหมายระหว่างประเทศ มาตรา 3 ของ Montevideo Convention ระบุชัดว่า การดำรงอยู่ของรัฐ ไม่ขึ้นอยู่กับการรับรองจากรัฐอื่น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การรับรองคือ กุญแจสู่การค้า การทูต และความมั่นคง การที่อิสราเอลรับรองโซมาลีแลนด์จึงไม่ใช่เพียงการยอมรับตามหลักกฎหมาย หากเป็นการเคลื่อนไหวเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออกและทะเลแดง เพราะโซมาลีแลนด์มีทำเลที่ตั้งสำคัญใกล้ช่องแคบ Bab el-Mandeb ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าระหว่างยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง ในยุคที่อิสราเอลต้องเผชิญภัยคุกคามจากกลุ่มติดอาวุธในเยเมนและการขยายอิทธิพลของอิหร่าน การมีพันธมิตรใหม่ในจุดยุทธศาสตร์เช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะการรับรองโซมาลีแลนด์โดยอิสราเอลถือเป็นการท้าทายอธิปไตยโดยตรง และอาจสร้างแรงกระเพื่อมในภูมิภาคที่รัฐชาติยังเปราะบาง หลายประเทศในแอฟริกากังวลว่า หากโซมาลีแลนด์ได้รับการรับรองเพิ่มขึ้น จะกลายเป็นแบบอย่างให้กับหลายประเทศ เช่น เอธิโอเปียซูดาน หรือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ซึ่งล้วนมีดินแดนต่างๆ ที่มีแนวโน้มแยกตัวออกจากประเทศดังกล่าวเช่นเดียวกัน
แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักรัฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยกลับตั้งคำถามว่า การยึดมั่นในเส้นเขตแดนยุคอาณานิคมอย่างแข็งทื่อ ยังช่วยรักษาเสถียรภาพของประเทศต่างๆ ในแอฟริกาที่ถูกบรรดาชาติยุโรปขีดเส้นเขตแดนแบ่งกันยึดเป็นอาณานิคมทั้งทวีปนั้นเหมาะสมถูกต้องแล้วหรือ? หรือเป็นเพียงการแช่แข็งปัญหาไว้เท่านั้น โซมาลีแลนด์อาจยังต้องรออีกนานกว่าจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่ก้าวแรกที่อิสราเอลได้ทำลงไปแล้ว ย่อมทำให้โลกไม่อาจเมินเฉยต่อรัฐที่มีอยู่จริงแห่งนี้ได้อีกต่อไป และในโลกที่เส้นแบ่งระหว่างหลักการกับผลประโยชน์เลือนรางลงทุกที การรับรองรัฐจึงไม่ใช่เพียงเรื่องกฎหมาย หากคือภาพสะท้อนของอำนาจในศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

