ในโค้งท้ายๆ ของการรณรงค์เลือกตั้งสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปที่จะถึงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 69 นี้ การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งของแต่ละพรรคก็มีความเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะพรรคที่เป็นตัวเต็งอย่างพรรคส้ม
โดยในรอบนี้มีในเรื่องของการตรวจสอบและการถกเถียงกันในเรื่องของหลักการของการมีและสรรหา “รัฐมนตรีคนนอก” โดยเฉพาะเมื่่อพรรคส้มเปิดตัวทีมงานมืออาชีพ ที่เรียกทั้งก้อนหินและดอกไม้จากสาธารณชน
และท่ามกลางการดีเบตที่ระบาดไปทุกหย่อมหญ้า และโพลที่แต่ละที่มีผลที่เริ่มรายงานผลไม่ค่อยจะตรงกัน ยังมีเรื่องที่ควรพิจารณาในรายละเอียดมากขึ้นก็คือเรื่องของ “ความรับผิดชอบของพรรคการเมืองและความพร้อมรับผิดของพรรคการเมือง” (partisan accountability/ accountability at the party level) (ดู Auerbach, K.R. (2021). Accountable to whom? How strong parties subvert local democratic institutions. Party Politics, 28(5), p.865-878) โดยเฉพาะในมิติของการคัดสรรผู้สมัคร (ดู Vandeleene, A. (2023). The why of candidate selection: How party selectors handle trade-offs between party goals. Party Politics, 30(1), pp.73-84.)
ประเด็นที่มีความสำคัญคือมันเป็นเรื่องการศึกษาวิเคราะห์และตั้งคำถาม รวมทั้งหาแบบแผนของกระบวนการคัดสรร/คัดเลือกผู้สมัครมาลงเลือกตั้งในนามพรรค ซึ่งในงานวิจัยที่ผ่านมามีการตั้งคำถามที่น่าสนใจนอกเหนือจากเรื่อง “คุณสมบัติ” ของผู้สมัคร ที่เรามักจะเข้าใจในสองแบบ
คือหนึ่ง เป็นเรื่องของคุณสมบัติที่เป็นทางการของผู้สมัครที่เชื่อมโยงอยู่ในกรอบกำกับของกฎหมายเลือกตั้ง (เทาไม่เทา หรือขาดคุณสมบัติข้อไหนตามกฎหมายบ้าง)
และสอง คือเป็นเรื่องของคุณสมบัติประเภทที่ชอบโฆษณาในป้ายหาเสียง ในแผ่นพับ หรือในเว็บไซต์ เช่นมีชื่อเสียงไหม มีระดับการศึกษาไหม หรือมีประสบการณ์อะไรบ้าง
แต่ถ้าวิเคราะห์ให้ลึกซึ้งลงไป เราอาจต้องตั้งหลักในหลายประเด็นตามที่นักวิชาการฝรั่งสนใจ และในอีกประเด็นที่ผมขอเพิ่มเติมเข้ามา
ประเด็นแรก การสรรหาผู้สมัครนั้นเขาพิจารณาในฐานะกระบวนการที่เกิดขึ้นโดย “คณะสรรหา” ของพรรคการเมือง (the selectorate) ซึ่งในความสนใจของคนทั่วไปเราไม่ค่อยสนใจในเรื่องนี้กันเท่าไหร่ก่อนหน้านี้ว่ามีใครบ้าง พวกเขามาอย่างไร และมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน และระหว่างพวกเขากับสมาชิกพรรคและภาคส่วนอื่นๆ อย่างไร
ประเด็นที่สอง การสรรหาผู้สมัครโดยคณะสรรหาของพรรคการเมืองนอกจากจะมีรายละเอียดอย่างไรแล้ว มีข้อค้นพบว่า การสรรหานั้นมันรวมไปถึงลักษณะของการไตร่ตรองและชั่งน้ำหนัก (trade-offs) ของตัวแปรสำคัญสามประการเพื่อให้เป็นไปตาม “เป้าหมายของพรรค”
ซึ่งประกอบด้วย 1) เอกภาพในพรรค 2) นโยบาย และ 3) ชัยชนะของการเลือกตั้ง
ในแง่นี้คณะกรรมการสรรหาจะต้องพิจารณาว่าผู้สมัครแต่ละคนที่เลือกมานั้น จะเน้นเอาเรื่องไหนเป็นหลัก
จะเข้ามาทำให้พรรคแตกแยกไหม? สิ่งนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ไม่ทำให้พรรคขาดเอกภาพ
จะเข้ามาผลักดันนโยบายอะไร? สิ่งนี้มีความสำคัญในฐานะเงื่อนไขเมื่อพรรคเข้าไปทำงานในสภาได้ คนเหล่านี้จะเข้าไปทำงานผลักดันนโยบายเรื่องนั้นให้สำเร็จอย่างไร
และในประเด็นสุดท้ายคือ เขามีความนิยมเพียงพอที่จะได้รับเลือกตั้งเข้ามา (คว้าชัยชนะ) ได้ไหม?
ที่พูดมาทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่ประเด็นที่ผมขอเพิ่มเติมก็คือ บริบทของพรรคการเมืองและการเมืองในบ้านเราเอง ซึ่งถ้าใช้กรอบในการคัดเลือก และการชั่งน้ำหนักของตัวแปรสามตัวนี้ (เอกภาพ นโยบาย และความนิยมที่จะนำไปสู่ชัยชนะ) เราอาจพิจารณาได้ทุกพรรค และยังพิจารณาได้ถึงบริบทการเมืองที่มีกรอบกฎหมายการเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญทำงานอยู่
อาทิ เรามีระบบการเลือกตั้งสองใบ ความท้าทายคือพรรคจะวางน้ำหนักของตัวผู้สมัครที่มีโอกาสชนะ มีนโยบายที่แข็งแรงและความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบาย จึงอาจจะยืดหยุ่นขึ้น
แต่ที่สำคัญคือเมื่อผู้สมัครในพื้นที่มีสี่ร้อยตำแหน่ง พรรคที่ต้องการชนะในพื้นที่ก็จะต้องพิจารณาในเรื่องนี้มากหน่อย
ในอีกกรณีหนึ่ง อย่างพรรคน้ำเงินนั้นรอบนี้อาจต้องการชัยชนะเป็นเบื้องแรก จึงเปิดรับผู้สมัครจากนักการเมืองเก่าที่เป็นเจ้าของพื้นที่ (คือมีโอกาสชนะ) มากกว่าเรื่องนโยบาย และความภักดีต่อพรรคหรือเอกภาพต่อพรรค
ขณะที่ส้มอาจจะต้องเจอความท้าทายเรื่องความภักดีต่อพรรค การขับเคลื่อนนโยบาย และโอกาสในการชนะ (หน้าใหม่ไหม? มีฐานการเมืองมาด้วยไหม? หรือมีชื่อเสียงต่อผู้เลือกตั้งเพียงพอที่จะได้รับชัยชนะไหม?)
ที่กล่าวมาทั้งหมดเราไม่ได้มุ่งไปที่ว่าเขาจะได้รับเลือกจากประชาชนไหม แต่เราสนใจว่าคณะผู้เลือกจะเลือกอย่างไร จากการชั่งน้ำหนักแต่ละปัจจัยทั้งสามประการ
และยังไม่นับว่า ถ้าคณะผู้เลือกคือชนชั้นนำของพรรคที่กุมอำนาจของพรรค และมีความมุ่งมั่นจะได้อำนาจรัฐมาก พวกเขาจะเลือกปัจจัยไหนเป็นหลักในแต่ละพื้นที่ และในระดับบัญชีรายชื่อ รวมทั้งการเลือกเปิดตัวคนนอกที่อาจจะมีผลต่อชัยชนะ
ในด้านกลับกัน การเปลี่ยนตัวอดีต ส.ส.ที่ชนะในครั้งที่แล้วทั้งที่ในระดับพื้นที่ และระดับบัญชีรายชื่อ ถ้าไม่ใช่เรื่องของกรอบกฎหมายที่กำกับว่าขาดคุณสมบัติเรื่องนี้ในด้านกลับอาจกระทบทั้งเรื่องเอกภาพของพรรค (ในกรณีที่สมาชิกเหล่านั้นไม่ได้แสดงความไม่มีเอกภาพกับพรรคในมุมของคนนอก คือผู้เลือกตั้ง และสมาชิกพรรคที่ไม่ใช่ส่วนผู้มีอำนาจในพรรค)
และอาจกระทบปัจจัยระดับนโยบาย เช่นเขาอาจจะมีชื่อเสียงในการผลักดันนโยบายด้านใดด้านหนึ่ง
รวมไปถึงเรื่องของชื่อเสียงที่เขายังเป็นที่นิยมในวงกว้าง และคนข้างนอกไม่รู้ว่าเขามีผลต่อเอกภาพของพรรคมากน้อยแค่ไหน (หรือความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เอกภาพของพรรคเท่ากับเอกภาพของชนชั้นนำในพรรค)
เรื่องเหล่านี้มีมากกว่าเรื่องของความเชื่อว่าการคัดสรรผู้สมัครนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ หรือเราไม่มีประเด็นในการตรวจสอบที่ลึกซึ้ง นอกเหนือไปจากทฤษฎีสมคบคิด ตามหน้าข่าวหรือข้อกล่าวหาจากแต่ละฝ่าย

