วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้มีความหมายแค่ประชาชนคนไทยจะมีโอกาสใช้อำนาจตัดสินใจเลือกใครเป็นตัวแทนไปทำหน้าที่ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอีกวาระหนึ่งเท่านั้น
แต่เป็นโอกาสที่จะได้ประกาศฉันทมติต่อกฎหมายสูงสุดของประเทศครั้งใหญ่ หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ใช้บังคับมาเป็นเวลา 8 ปี
ในห้วงเวลาที่ผ่านมาเกิดข้อถกเถียงทั้งประเด็นที่มาและเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ความเห็นแบ่งเป็นสองขั้วใหญ่ๆ
ฝ่ายแรกเห็นว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดี เป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาความขัดแย้งมากมายหลายประเด็น แก้ไขเปลี่ยนแปลงยาก ทำให้เกิดสภาวะการเมืองไร้เสถียรภาพ
อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่ามีข้อดีมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งป้องกันนักการเมืองใช้อำนาจฉ้อฉล แสวงหาผลประโยชน์ จนเรียกว่าฉบับปราบโกง
เมื่อข้อถกเถียงไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้ความพยายามที่จะยกร่างฉบับใหม่ยกร่างใหม่ ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า
จนในที่สุดต้องหาบทสรุปด้วยการเปิดให้ประชาชนลงประชามติ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
ถ้าไม่เห็นชอบก็เท่ากับว่า ให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ต่อไป
ถ้าเห็นชอบ ก็เท่ากับว่ายกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และยกร่างใหม่
แต่ระหว่างการยกร่างใหม่ รัฐธรรมนูญ 2560 ยังคงใช้บังคับอยู่ การยกร่างจึงต้องดำเนินตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญ 2560 บัญญัติไว้
ตามเอกสารเผยแพร่เพื่อออกเสียงประชามติของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง อธิบายขั้นตอนการดำเนินการว่า ผู้มีสิทธิเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ขั้นตอนลำดับที่ 2 รัฐสภาพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระทำเป็น 3 วาระ ในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ขั้นตอนลำดับที่ 2 นี่แหละครับ ต้องดำเนินการตามมาตรา 256 ของรัฐธรรมนูญ 2560 (1) ถึง (9)
โดยเฉพาะ (6) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สามขั้นสุดท้ายต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา โดยในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมืองที่สมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละยี่สิบของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา (67 คน)
การลงคะแนนวาระสุดท้าย ถ้าเสียงส่วนใหญ่ของวุฒิสมาชิกเห็นชอบเกิน 67 เสียงก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าไม่ถึงประชามติก็ไร้ความหมาย ประชาธิปไตยทางตรงก็หมดท่า
ฝ่ายรณรงค์เห็นชอบกับการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มองโลกในแง่ดี ว่าผลการลงประชามติจะทำให้ วุฒิสมาชิกส่วนใหญ่ยอมรับ ลงคะแนนให้ความเห็นชอบกับร่างแก้ไขเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
แต่ผมไม่เชื่อ ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าวุฒิสมาชิกจะเห็นชอบเกิน 67 เสียง
เพราะ ส.ว.กลัวว่าอำนาจเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยเสียง 1 ใน 3 จะถูกตัดออกไปในการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นั่นเอง
กฎหมายประชามติมีแต่สภาพบังคับทางการเมือง การลงมติไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หมวด 15/1 อาจถูกลงโทษทางการเมือง โดยประชาชนตำหนิ ติเตียน ประณาม ไม่เลือกให้กลับเข้ามาอีก
แต่ถ้าคนเหล่านี้ ไม่แคร์ ไม่รู้สึกว่าการฝืนประชามติจะทำให้เสียผู้เสียคน เสียความเชื่อถือลงมติ
ที่สำคัญ ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ถูกลงโทษทางอาญาใดๆ
ถ้าการลงมติในรัฐสภาเป็นไปในทำนองนี้ ใครจะทำอะไรพวกเขาได้
แต่ไม่ว่าผลการลงคะแนนของวุฒิสมาชิกจะออกมาว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็ตาม
การลงประชามตินอกจากเป็นโอกาสให้การศึกษาแก่พี่น้องประชาชนแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมและความตื่นตัวทางการเมืองโดยตรง
หากเกิดขึ้นบ่อยๆ และพัฒนาจากประเด็นใหญ่ ไปสู่รายประเด็นย่อยที่สำคัญต่อไป สังคมไทยได้เรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ทางการเมืองมากขึ้น
ประเด็นย่อย อาทิ ควรยกเลิกอำนาจ ส.ว. 1 ใน 3ในการให้ความเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือไม่ เป็นต้น
เมื่อมีบทสรุปจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน ต่อประเด็นย่อยเหล่านี้ จะทำให้ความขัดแย้งที่ดำเนินมายาวนานลดลง
เสียดาย เอกสารเผยแพร่ของ กกต.บอกแต่เพียงว่ารัฐธรรมนูญ 2560 มีปัญหาในการบังคับใช้ ไม่ลงลึกถึงแก่น ข้อดี กับข้อเสียมีอย่างไร และส่งผลกระทบอะไร
ขณะที่การต่อต้านการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ค่อยๆ ก่อกระแส ดังขึ้นเรื่อยๆ อย่างน่าสังเกต
ฉะนั้น พรรคการเมืองทุกพรรค นอกจากให้น้ำหนักไปที่การรณรงค์เพื่อช่วงชิงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งเป็นหลักแล้ว
ต้องถือเป็นหน้าที่ในการให้ข้อมูล ความคิด ต่อประเด็นการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ควบคู่กันไปด้วย
ต้องประกาศจุดยืนของพรรคให้ชัดว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ กับการยกร่างใหม่ ด้วยเหตุผลใด
ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะได้ฟันธงถูก ควรหย่อนบัตรให้แก่พรรคและ ส.ส.คนไหน หรือไม่

