

กบฏผู้มีบุญ หรือกบฏผีบุญเป็นรูปแบบหนึ่งของการประท้วงรัฐส่วนกลางที่พบได้ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในยุคที่รัฐเร่งกระชับพื้นที่และเข้าไปอ้างสิทธิเหนือดินแดนของชนกลุ่มน้อย ในไทย กบฏผู้มีบุญพบได้ทั่วไปตั้งแต่ในสมัยอยุธยา และพบถี่ขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ เหตุการณ์ที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดเหตุการณ์หนึ่งคือกบฏผู้มีบุญอีสาน ใน พ.ศ.2444-2445 (ค.ศ.1901-1902) ซึ่งกินพื้นที่ในบริเวณกว้างทั่วทั้งภาคอีสาน และทางการต้องระดมสรรพกำลังมหาศาลเพื่อปราบกบฏผู้มีบุญกลุ่มนี้ ในพม่า ก็มีเหตุการณ์ในทำนองเดียวกันเกิดขึ้น แต่เอกสารในยุคอาณานิคมของฝั่งอังกฤษทำให้เราเห็นภาพของกบฏผู้มีบุญในพม่าชัดกว่าฝั่งไทย แม้กบฏผู้มีบุญในอีสานและในพม่า (หรือในเวียดนาม) จะไม่มีความสัมพันธ์กันโดยตรง แต่แนวคิดและสัญลักษณ์ที่กลุ่มกบฏนำมาใช้กลับมีความคล้ายคลึงกันมากอย่างมีนัยสำคัญ
กบฏผู้มีบุญคือกบฏที่มีผู้นำซึ่งอ้างตนว่าเป็นผู้มีบุญ หรือเป็น “พระเอกขี่ม้าขาว” ที่จะช่วยปลดปล่อยชาวบ้านจากปัญหาปากท้องและจากการคุกคามของศัตรูภายนอก ซึ่งก็คือรัฐ ที่กดขี่และรังแกพวกเขา โดยมากการอ้างความชอบธรรมของผู้นำกบฏทำโดยการใช้สัญลักษณ์เนื่องในศาสนา ที่พบมากคือการอ้างตนว่าเป็นพระศรีอริยเมตไตรย หรือพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่จะมาโปรดโลกมนุษย์ และจะทำให้สังคมโลกมีความสงบสุข พระพุทธศาสนารุ่งเรือง เป็นสังคมในอุดมคติ ที่มนุษย์ทุกคนอยากเห็น การฟื้นฟูสังคมให้งอกงาม รุ่งเรือง และเปี่ยมไปด้วยความดีงาม เป็นธีมหลักที่ผู้นำกบฏพูดถึง และใช้รวบรวมสมัครพรรคพวก
บ่อยครั้งที่ผู้นำก่อการเป็นหัวหน้าชุมชน และมีบ้างที่เป็นพระสงฆ์ แสดงให้เห็นถึงสถานะการเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านที่คับแค้นอุกอั่งจากความฉ้อฉลของทางการและความอยุติธรรมที่ตนได้รับ
“สะยา ซาน” (Saya San บ้างเขียนว่า Hsaya San) เป็นนามของผู้นำกบฏผีบุญที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์พม่า ถึงขนาดที่ชื่อของเขาถูกนำไปเป็นชื่อถนนในย่างกุ้ง (ถนนสะยา ซาน คือ ถนนที่เชื่อมถนนหน้ามหาวิทยาลัยย่างกุ้งเข้ากับถนนเจดีย์กะบ่า เอ แต่เดิมในสมัยอังกฤษปกครองใช้ชื่อว่าถนน Goodliffe) ธนบัตรราคา 90 จ๊าด ที่ออกมาใน ค.ศ.1987 (พ.ศ.2531) ก็มีรูป
สะยา ซานปรากฏอยู่ และยังมีอนุสาวรีย์ของเขาตามเมืองเล็กๆ ทั่วประเทศ สะยา ซานมีพื้นที่เล็กๆ ปรากฏอยู่ในตำราเรียนของพม่า อันเป็นประเทศที่วีรบุรุษในประวัติศาสตร์ชาติทั้งหมดเป็นพระมหากษัตริย์จากราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 3 ราชวงศ์ ได้แก่ พระเจ้าอนิรุทธ (ราชวงศ์พุกาม) พระเจ้าบุเรงนอง (ราชวงศ์ตองอู) และพระเจ้าอลองพญา (ราชวงศ์คองบอง หรืออลองพญา) ประวัติศาสตร์ของคนตัวเล็กตัวน้อยมีพื้นที่ในความรับรู้ของชาวพม่าไม่มากนัก ในบรรดาสามัญชนกู้ชาติ หรือวีรบุรุษที่พอจะมีตำแหน่งในสำนึกทางประวัติศาสตร์ของชาวพม่าอยู่บ้างก็เห็นจะมีสะยา ซาน และมหาบัณฑุละ
(Mahabandula) แม่ทัพหลวงของราชวงศ์คองบองที่นำกองทัพเข้าโรมรันกับกองทัพอังกฤษจนตัวตายในสงครามอังกฤษ-พม่า ครั้งที่ 1 (ค.ศ.1924-1926/พ.ศ.2467-2469)
สะยา ซานเป็นตัวอย่างของวีรบุรุษในท้องถิ่นแถบเมืองธาระวดี (Tharrawaddy) ในพม่าตอนล่าง ที่กลายเป็นวีรบุรุษระดับชาติ ในทศวรรษ 1930 ก่อนที่นักชาตินิยมอย่างออง ซาน และนุ จะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยและเป็นผู้นำขบวนการชาตินิยมเพื่อเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ สะยา ซานได้จัดตั้งมวลชนและกลุ่มกบฏของตัวเองขึ้นแล้ว และท้าทายอำนาจของรัฐอาณานิคมอยู่หลายเดือนก่อนจะถูกจับได้และได้รับโทษประหารชีวิตในที่สุด กบฏ สะยา ซานนับเป็นกบฏผู้มีบุญที่กินระยะเวลานานที่สุด นอกจากความเป็นสามัญชนแท้ๆ ของสะยา ซานแล้ว ความน่าสนใจของกบฏผู้มีบุญภายใต้การนำของเขายังอยู่ที่การนำสัญลักษณ์ต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อต่อต้านระบอบอาณานิคมของฝรั่ง ไม่ปรากฏที่มาของสะยา ซาน (สะยาแปลว่าอาจารย์) ที่แน่นอนว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เอกสารฝั่งอังกฤษให้ข้อมูลคร่าวๆ ว่าสะยา ซาน หรือชื่อจริงว่า “ยา จอ” (Yar Kyaw) เป็นทั้งหมอดูและหมอยาที่เชี่ยวชาญการใช้สมุนไพรพม่ารักษาโรค ด้วยเหตุนี้ สะยา ซาน จึงต่อต้านการรักษาโรคแบบตะวันตก และมองว่าภูมิปัญญาแบบพม่ามิได้ด้อยไปกว่าของตะวันตก ความรู้สึกต่อต้านตะวันตกและระบอบอาณานิคมผลักดันให้เขาเข้าร่วมกับขบวนการชาตินิยมในระดับหมู่บ้าน ซึ่งผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดนับตั้งแต่มีการก่อตั้งขบวนการชาตินิยมกลุ่มแรกๆ ขึ้นในนามสมาคมชาวพุทธหนุ่ม (YMBA ก่อตั้ง ค.ศ.1906/พ.ศ.2449) และ GCBA (General Council of Burmese Associations ก่อตั้ง ค.ศ.1920/พ.ศ.2463)
ต่อมา สะยา ซานหันมาตั้งก๊กของตนเองในลักษณะขบวนการใต้ดิน เขาดึงดูดชาวบ้านได้นับพันคนโดยอ้างตนว่าเป็นพระศรีอริยเมตไตรย ใช้เวทมนตร์คาถา ปลุกเสกวัตถุมงคล เช่น เสื้อยันต์แคล้วคลาดฟันแทงไม่เข้า ตะกรุดและเครื่องรางอื่นๆ และยังสักยันต์ให้กับชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการของเขาด้วย สะยา ซานสร้างพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สมมุติหรือศูนย์บัญชาการของตนเองขึ้นมาบนเนินชื่ออะลองต่อง (Alaungtaung Hill) แถบเมืองธาระวดี และสถาปนาตนเองเป็น “สุบรรณราชา” หรือราชาครุฑ เพราะครุฑคือสัญลักษณ์ของกษัตริย์ตามความเชื่อในศาสนาฮินดู
ผู้ที่เข้าร่วมกับขบวนการสะยา ซาน มีทั้งที่เป็นชาวบ้านทั่วไปและเป็นพระสงฆ์ที่เคียดแค้นระบอบอาณานิคมและมองว่าสะยา ซานเป็นผู้นำที่จะปลดปล่อยพม่าจากยุคมิคสัญญีได้ ผู้คนเหล่านี้รวมกันเป็นกลุ่มภายใต้ขบวนการ “วุนทะนู อะติน” หรือขบวนการชาตินิยมในระดับหมู่บ้านที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ร่วมกับ GCBA และขบวนการชาตินิยมอื่นๆ
กบฏสะยา ซานปะทุขึ้นเมื่อกลุ่มกบฏที่มีกำลังเกือบ 3,000 คน ลงมือสังหารเจ้าหน้าที่ป่าไม้ เป็นชาวพม่า 5 คน และชาวอังกฤษอีก 1 คน ในปลายปี 1930 เมื่อกลุ่มกบฏทราบข่าวว่ารัฐบาลกลางปฏิเสธไม่ยอมลดภาษีรายหัวลง ในกาลต่อมา กลุ่มกบฏก่อการปล้นปืนจากสถานีตำรวจ ทำเนียบผู้ใหญ่บ้าน และสถานที่ราชการอื่นๆ เพื่อมาใช้ต่อกรกับกองกำลังของฝากอังกฤษ การต่อสู้ระหว่างกองทหาร-ตำรวจของทางการกับกองกำลังฝ่ายกบฏดำเนินต่อไปในลักษณะสงครามกองโจร ฝ่ายหลังใช้ความชำนาญพื้นที่ในป่าเป็นจุดแข็งเพื่อต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ชำนาญทาง สะยา ซานยังใช้บรรดาเครื่องรางต่างๆ เพื่อปลุกใจกลุ่มกบฏให้ต่อสู้กับระบอบอาณานิคมอย่างไม่ลดละ กบฏสะยา ซานสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวบ้านที่ไม่พอใจรัฐบาลอาณานิคมในพื้นที่อื่นๆ ทั่วทั้งพม่าตอนล่าง อย่างไรก็ดี การประท้วงโดยการ “ดับเครื่องชน” หรือการใช้กำลังที่น้อยกว่าเข้าแลกนี้ไม่ประสบความสำเร็จ สะยา ซานงัดกลวิธีเพื่อต่อกรกับกองทหารซีปอยจากอินเดียที่อังกฤษอยู่เกือบ 1 ปี แต่ก็พ่ายแพ้อย่างในที่สุด
แม้กบฏฎสะยา ซานจะสูญสิ้นไป แต่จิตวิญญาณการปฏิวัติยังคงมีอยู่ตลอดทศวรรษ 1930 ถึงแม้ว่าสะยา ซานจะเป็นผู้นำปฏิวัติบ้านๆ แต่วีรกรรมของเขาและพวกที่ยืนหยัดท้าทายอำนาจของระบอบอาณานิคมอย่างสง่างามได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักปฏิวัติในเมืองอย่างออง ซาน และนักการเมืองAFPFL อย่างไม่ต้องสงสัย และยังเป็นแรงบันดาลใจให้นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในยุคต่อๆ มา ที่เชิดชูความกล้าหาญของสะยา ซาน แทนที่จะมองว่าการใช้สัญลักษณ์และเวทมนตร์อาคมเป็นเรื่องล้าสมัย หลังธนบัตรรูปหน้าสะยา ซานออกมาไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ปราบปรามนักศึกษาครั้งใหญ่ขึ้นในปี 1988 (พ.ศ.2531) และก็ทำให้ภาพของสะยา ซานพร่ามัวลงไปบ้าง แต่ไม่มีวันจะลบความทรงจำที่ชาวพม่าจากรุ่นสู่รุ่นมีต่อสะยา ซานได้
ลลิตา หาญวงษ์
