หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | สองนคราในแนวโน้มการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง

27.01.26 | 13:10 น.

ในห้วงเวลานี้น่าจะเรียกได้ว่าแทบจะเข้าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ.69
เงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญจะไม่มีการรายงานผลโพลในอีกไม่นานนี้

แต่ก่อนที่จะถึงวันนั้น ดูราวกับว่า ฉันทมติŽ จากการทำนายของโพล ไม่ได้เป็นไปตาม ความคาดหวังŽ ของผู้ชมผู้เชียร์ของแต่ละฝ่าย

โดยภาพรวมของคำทำนายในรอบนี้ มีสองประเด็นที่น่าสนใจ

หนึ่ง คือ จำนวนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกใครนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

สอง คือ แม้ว่าพรรคส้มจะมีคะแนนนำในส่วนของคะแนนพรรค คะแนนส่วนบุคคล และคะแนนพื้นที่ แต่ดูเหมือนจะมีการฟันธงจากสำนักโพลแทบจะทุกสำนักว่าสีนำเงินจะชนะในท้ายที่สุด โดยจะมีเก้าอี้มากกว่าทุกพรรค (เรียกว่าแซงเอาโค้งสุดท้าย)

Advertisement

สำหรับผมเองเรื่องฉันทมติจากการทำนาย ทั้งทำนายเฉยๆ และทำนายจากโพล เป็นเรื่องที่เข้าใจได้

เพราะเขาอาจมีข้อมูลที่ยังไม่ได้เปิดออกมา หรือทิศทางอะไรที่เรามองไม่เห็น

ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ถ้าสิ่งที่การทำนายจากการทำโพลนั้นจริง มันจริงด้วยเงื่อนไขอะไร

คำตอบก็คือมันจริงด้วยเงื่อนไขภายในของประชาธิปไตยที่ถูกสร้างขึ้นด้วย

หมายถึงว่า ชัยชนะในรอบนี้ (ถ้าไม่ด่วนวิจารณ์ว่าเกิดจากการทุจริตการเลือกตั้ง เพราะยังไม่มีหลักฐาน)

เป็นเรื่องของระบบเลือกตั้งที่มีลักษณะที่ให้ความสำคัญกับตัวแทนจากพื้นที่มากกว่านโยบาย

หมายถึงว่าจำนวน ส.ส.ที่มาจากบัญชีรายชื่อนั้นเป็นเพียงหนึ่งในห้าของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดที่มาจากการเลือกตั้ง โดยที่เหลือสี่ร้อยเก้าอี้นั้น (หรือสี่ในห้า) มาจากการเลือกในระดับเขต

ถ้าคำทำนายของนักทำโพลเป็นจริง มันก็เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจว่า ความเป็นจริงทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นเกิดจากกรอบกติกาบางอย่างในระบอบประชาธิปไตยอย่างที่เป็นอยู่

โดยอาจจะเป็นความจริงที่ว่า คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ (บัญชีรายชื่อ) นั้นวัดได้ชัดเจนจากคะแนนโพล และมันสะท้อน ความนิยมในระดับชาติŽ ของพรรคส้ม

และเมื่อคะแนนความนิยมระดับชาตินั้นถูกนำไปรวมกับคะแนนนิยมในระดับท้องที่ที่มีตัวแปรมากมาย ทำให้อาจไม่ได้เก้าอี้ในระดับพื้นที่มากที่สุด

แต่ไม่ว่าคะแนนความนิยมระดับชาตินั้นจะมีแค่ไหน ถ้าไม่ถึงครึ่งก็อาจไม่ใช่คะแนนแลนด์สไลด์ แต่ก็ยังต้องนับว่าพรรคส้มอาจจะครองคะแนนความนิยมสูงสุดในประเทศ

แต่ถ้านับอีกแบบคือถ้าไม่ถึงครึ่ง ก็อาจจะมองได้ว่ามีคนมากกว่านั้นที่ไม่เลือกส้ม แต่ก็ตอบไม่ได้ว่าพวกเขาเลือกกลุ่มอีกให้ชนะได้ ถ้าไม่มีระบบของการเลือกสองรอบ

ยกตัวอย่างเช่นการเลือกประธานาธิบดีแบบอินโดนีเซีย ที่คัดสองคนมีคะแนนสูงสุดในรอบแรก มาเลือกกันอีกรอบ เพื่อให้สังคมยอมรับการเลือกตั้งเพิ่มขึ้นว่าพวกเขามีโอกาสพิจารณาสองรอบ เพราะในรอบสองเขาจะต้องยอมรับว่าเขาจะเลือกใครเท่าที่มีอยู่

กล่าวอีกอย่างก็คือ ถ้าความจริงเป็นไปตามโพล เราสามารถบอกว่าประเทศไทยเข้าสู่ยุคของสองนคร (า) มิติใหม่

เพราะชัยชนะจากการเลือกตั้งในบัตรสองใบนั้นสะท้อนไม่ตรงกัน แต่ละพื้นที่คะแนนของแต่ละพรรคอาจไม่สม่ำเสมอ

ทั้งในแบบเมืองและชนบท

และในแบบพื้นที่แต่ละภูมิภาคด้วย

ความท้าทายทางการเมืองที่ตามมาก็คือ ยังไงการเลือกตั้งถ้าเป็นไปตามผลทำนาย เราจะเจอปัญหาความชอบธรรมของระบบการเมืองอย่างแน่นอน เพราะการเมืองของชุมชนเดียว แต่แบ่งออกเป็นสองสนามที่ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงไม่เหมือนกัน

ความท้าทายนี้นำไปสู่การคิดว่า ถ้าปรับบัญชีรายชื่อเป็นครึ่งหนึ่ง และพื้นที่ครึ่งหนึ่ง คะแนนอาจจะสะท้อนความเป็นจริงทางการเมืองอีกแบบหนึ่งด้วยซ้ำ เหมือนที่เคยมีการเสนอกันมาก่อน

เราจึงเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าความจริงทางการเมืองที่วางอยู่บนเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้เกิดความจริงนี้ได้

จริงอยู่ว่าอาจจะมีคนอธิบายว่า ถ้าได้เสียงไม่ถึงครึ่ง ต่อให้ชนะ ฝ่ายอื่นก็มีส่วนร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้

แต่เราก็พูดแบบนั้นได้โดยไม่ได้คิดในเงื่อนไขว่า คนที่เขาเลือกแต่ละพรรคนั้น เขายอมให้ตัวแทนที่เขาเลือกไปนั้นกระทำการตามที่พวกเขาต้องการหรือไม่ เพราะส่วนหนึ่งในการเลือกตั้งนั้น ตอนหาเสียง
มันมีเรื่องของการประกาศจับมือไม่จับมือกันมาก่อนแล้ว

นี่คือความท้าทายในเรื่องที่สอง หมายถึงว่า
ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ถ้าการเลือกตั้งไม่มีใครได้เสียงข้างมากเกินครึ่ง เราจะพบว่าผลการเลือกตั้งกับผลการจัดตั้งรัฐบาลมักไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และอำนาจอธิปไตยที่อ้างว่าเป็นของประชาชนนั้นก็หลุดลอยไปอยู่ในมือของพรรคการเมืองที่จะไปต่อรองกัน โดยไม่ได้ถูกตรวจสอบจากประชาชนว่าสุดท้ายเขารับได้หรือไม่ในการจัดตั้งรัฐบาลกัน ทั้งจากแต่ละพรรคและจากพรรคเดียวกัน

ความท้าทายประการที่สาม คือสังคมอาจจะต้องยอมรับว่าผลลัพธ์จากการเลือกตั้งคือความเป็นจริงทางการเมืองที่รับได้ยาก เพราะว่า นโยบายทุกอย่างที่เคยหาเสียงนั้นอาจจะต้องถูกประนีประนอมด้วย ไม่ใช่แค่จุดยืนของแต่ละพรรคที่ว่าจะจับมือใครหรือไม่จับมือใคร

เรื่องนโยบายนี้ คิดว่าประชาชนเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักในช่วงนี้ แทบจะเรียกได้ว่า สีสันของการเมืองเรื่องนโยบายกลายไปอยู่ที่นักการเมือง พรรคขนาดนาโนสายคอนเทนต์Ž ต่างๆ ที่นำเสนอนโยบายเป็นที่ฮือฮา แต่ไม่มีใครสนใจว่าจะทำจริงได้ไหม
มีความเป็นไปได้ว่าการนำเสนอนโยบายแบบสุดโต่ง จ่ายเยอะที่สุด อาจไม่ได้รับชัยชนะ เท่ากับนโยบายจ่ายให้แบบไม่มากนักในเชิงลดค่าใช้จ่ายที่พิสูจน์มาแล้วว่าได้แน่ๆ

และถ้าเงื่อนไขของคนละครึ่งทำให้ได้รับชัยชนะจริง มันสะท้อนว่า เรากำลังเข้าสู่วิธีคิดทางเศรษฐกิจใหม่ในระดับหนึ่ง

คือไม่ได้เหมาะว่าทุกคนเป็นคนจน เพราะคนจนที่สุดนั้นเขาไปอยู่ในเงื่อนไขบัตรคนจน คนพิการ คนชราก็ถูกมองไปอีกแบบ

ส่วนคนละครึ่งนั้น คือคนชั้นกลางจากกลางล่างสู่ทุกคนที่เหนือกว่านั้น แต่มีจำนวน และทำงานได้ดีกับชนชั้นกลาง

และชนชั้นกลางเองก็มีแบ่งว่า ชนชั้นกลางล่างได้ก้อนหนึ่ง และชนชั้นกลางที่สูงกว่าหน่อยคือที่เสียภาษีก็จะได้เพิ่มอีกหน่อย

คนที่ไม่ได้เสียภาษีนั้นแปลว่ารายได้ไม่ถึงเกณฑ์ภาษี แต่ก็ยังไม่เท่ากับคนจนที่ถูกแยกออกไปอีกเงื่อนไข

คำอธิบายเช่นนี้อาจพาเราออกจากวังวนง่ายๆ เรื่องอุดมการณ์ขวาซ้ายในการเมืองในช่วงนี้ก็อาจเป็นได้

และถ้าคนชั้นกลางหรือคนที่เรามองว่าชั้นล่างนั้นเลือกน้ำเงิน เงื่อนไขทางเศรษฐกิจในส่วนนี้ก็ทำให้เราเข้าใจเรื่องของนโยบายคนละครึ่งได้อีกทิศทางหนึ่ง

แถมยังมีรายละเอียดอื่นที่น่าสนใจ เช่น กรณีการเล่นเรื่องประกันสังคมของส้ม ทำให้เราเห็นว่าแนวโน้มเรื่องของการเล่นเรื่องสวัสดิการสังคมที่เป็นรูปธรรมในด้านการจัดการกองทุนของ แรงงานในระบบŽ และ แรงงานนอกระบบที่ลงทะเบียนŽ รวมทั้งเรื่องของไรเดอร์ที่จะแก้กฎหมายให้คุ้มครองและปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจกับระบบทุน ซึ่งไรเดอร์เสียเปรียบอยู่ ให้ชัดเจนและเป็นธรรมขึ้น

ขณะที่พรรคเจ้าเก่ายังให้ความสำคัญกับภาพของคนจนมากที่สุด และเน้นการแจกมากกว่าพรรคอื่นๆ

ข้อสรุปในความท้าทายประการที่สองนี้ คือว่าถ้าการเลือกตั้งออกมาตามคำทำนาย และแนวโน้มการตั้งรัฐบาลผสมเกิดขึ้นนั้น สังคมจะอาศัยอำนาจอย่างไรในการกำกับดูแลให้นโยบายของแต่ละพรรคที่เคยนำเสนอนั้นต้องถูกนำมาใช้อย่างถึงที่สุด ไม่ใช่ถึงเวลาทุกพรรคเองก็ปล่อยเกียร์ว่าง แล้วให้ระบบราชการทำงานไปเอง หรือปล่อยให้บางนโยบายเกิดขึ้น แต่นโยบายอื่นเกิดขึ้นไม่ได้

ความท้าทายสุดท้ายในรอบนี้ก็คือ ในช่วงของการหาเสียงและดีเบตนั้น เมื่อพูดถึงนโยบายทางเศรษฐกิจเราพบว่าการพูดถึงการแจกจะเยอะกว่าการพูดถึงการหารายได้ และระบบภาษี

เท่าที่ฟังยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือว่าเราจะหารายได้เข้าประเทศอย่างไรจริงๆ และการถกเถียงเรื่องระบบภาษีนั้นจะชี้ให้เห็นว่าเรามองถึงความเป็นธรรมในสังคม และความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้แค่ไหน

เช่น ถ้าพูดเรื่องภาษีที่ดิน ก็จะเห็นว่าใครมีทรัพย์สินเท่าไหร่

พูดถึงภาษีรายได้ เราจะเห็นว่าเรามองถึงคุณค่าของการทำงานแค่ไหน ใครมีมากใครมีน้อยควรจ่ายหรือยกเว้นอย่างไร (คนจนที่ไม่ได้จ่ายภาษี ไม่ได้แปลว่าเขาเอาเปรียบ แต่หมายถึงว่ารายได้เขาน้อยเกินไปหรือไม่ หรือเขาได้รายได้น้อยเพราะรายได้จาก
เจ้าของกิจการได้ไปเยอะ)

พูดถึงภาษีบริโภค เราก็จะเห็นว่าทุกคนไม่ว่ารวยจนก็ต้องจ่าย และคนจนนั้นจ่ายมากเช่นกัน เมื่อเทียบเคียงกับรายได้ที่เขาได้

การพูดถึงภาษีว่าควรเพิ่มหรือลด ละเว้น หรือหาทางเลือกใหม่ๆ ทำให้สังคมตั้งคำถามกับประเด็นปรัชญาพื้นฐานทางการเมืองเช่นความยุติธรรม ความเป็นธรรมมากขึ้นด้วย และทำให้เราตั้งข้อสังเกตถึงคุณภาพของตัวแทนว่าเขาเอาเงินเราไปบริหารอย่างไร

ส่วนข้อถกเถียงจากข้อเสนอเรื่องหวยบำนาญ กับหวยใบเสร็จนั้น ดูจะเป็นสีสันมากกว่าเรื่องที่เป็นประเด็นจริงจัง ถ้าสื่อยังไม่จับประเด็นนี้มากไปกว่าเรื่องการกล่าวหากันของแต่ละฝ่าย

ท่ามกลางความชุลมุนและอึมครึมก่อนเข้าโค้งสุดท้าย โดยเฉพาะการต่อสู้ของส้มกับน้ำเงิน ที่ส้มเน้นสื่อ น้ำเงินเน้นเครือข่ายพื้นที่ โดยมีสีแดงพยายามเล่นทั้งสองสนาม เราก็เห็นความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในรอบนี้ในส่วนของจิตรกรรมทางเศรษฐกิจที่แตกต่างพอสมควร และเห็นแนวโน้มของความคุกรุ่นจากปัญหาความชอบธรรมของการเลือกตั้งจากระบบการเลือกตั้งและโครงสร้างทางการเมืองที่เป็นอยู่ในช่วงนี้