
ลาวครั่ง – กรุงเทพฯ เมื่อแรกสร้าง 244 ปีที่แล้ว พ.ศ.2325 ประชากรมีไม่มาก จึงจำเป็นต้องกวาดต้อนผู้คนจากที่ต่างๆ มาเพิ่มให้กรุงเทพฯ มีแรงงานเพื่อทำสิ่งต่างๆ ได้แก่ สร้างบ้านแปลงเมือง, ผลิตอาหารเลี้ยงเมือง, และเป็นไพร่พลสู้รบในสงคราม ฯลฯ
แผ่นดิน ร.2 มอบให้เจ้าเวียงจันท์กวาดต้อนคนในลาวลงไปกรุงเทพฯ เจ้าเวียงจันท์รวบรวมคนจากเมืองภูคังไปกรุงเทพฯ พ.ศ.2358 จากนั้นทางกรุงเทพฯ กำหนดให้คนจากเมืองภูคังไปตั้งหลักแหล่งบ้านเรือนอยู่เมืองนครชัยศรี (อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม) นับแต่นั้นเจ้าเวียงจันท์ส่งคนจากลาวอีกหลายครั้งให้กรุงเทพฯ ทำให้ชาวเมืองภูคังกระจายไปอยู่ที่ต่างๆ เช่น สุพรรณบุรี, อุทัยธานี, กำแพงเพชร ฯลฯ
ชาวเมืองภูคัง (ภูชื่อ “คัง” ไม่มี ร) ในลาวถูกกวาดต้อนลงไปไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์ จึงถูกเรียกจากทางการไทยว่าพวกลาวเมืองภูครัง (ภูชื่อ “ครัง” มี ร) แต่ปัจจุบันเรียก “ลาวครั่ง” (มีไม้เอก) ซึ่งพบล่าสุดในข่าวมติชน ดังนี้
น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมสร้างการรับรู้เส้นทางท่องเที่ยววิถีชุมชนของสุดยอดชุมชนต้นแบบ เที่ยวชุมชนยลวิถี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ที่ชุมชนบ้านสะนำ ต.บ้านไร่ อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี โดยมีนายสมบัติ ไตรศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วยผู้นำชุมชน หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียงและลาวครั่ง
(ที่มา : มติชน ฉบับวันอังคารที่ 20 มกราคม 2569 หน้า 12)
เมืองภูคัง เชียงขวาง
“ลาวครั่ง” (อุทัยธานี) มีรากเหง้าแท้จริงคือลาวคัง เพราะมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองภูคัง หมายถึงเมืองในหุบเขาที่มีภูเขาลูกหนึ่งถูกเรียกว่า “คัง” อยู่แขวงเชียงขวาง ในลาว
คำว่า “คัง” หมายถึงบริเวณที่มีต้นหญ้าปกคลุม หรือมีทุ่งหญ้ากว้างขวางที่แสดงความอุดมสมบูรณ์ [อ.ภัททิยา ยิมเรวัต (อดีตอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหิดล) สอบถามได้คำอธิบายจาก อ.หุมพัน รัดตะนะวง (นักปราชญ์ลาวร่วมสมัย) ว่าภูคังคือ “ภูที่มีต้นหญ้า บ่มีต้นไม้ใหญ่ อยู่เชียงขวาง”]
คำว่าคังในภาษาลาวมีหลายความหมาย มีรายการอยู่ใน วัดจะนานุกมพาสาลาว ของ ดร.ทองคำ อ่อนมะนีสอน [พิมพ์ครั้งแรกที่เวียงจันท์ ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) หน้า 151]
เวียงจันท์-พิษณุโลก-กรุงเทพฯ
เส้นทางกวาดต้อนชาวเมืองภูคังจากเวียงจันท์ลงไปกรุงเทพฯ ผ่านเมือพิษณุโลก พบหลักฐานใน “จดหมายเหตุรัชกาลที่ 2” พ.ศ. 2360 ว่ากำหนดให้พักก่อนที่เมืองพิษณุโลก เพื่อรอกำหนดลงไปกรุงเทพฯ
แต่บางคราวชาวเมืองภูคังจำนวนหนึ่งคิดถึงบ้าน จึงหนีกลับไปทางเมืองเวียงจันท์ ดังนั้นเจ้าเมืองเวียงจันท์ต้องหากำลังเพิ่มเพื่อควบคุมชาวเมืองภูคังส่งกลับกรุงเทพฯ (จากหนังสือ ลาวในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ของ บังอร ปิยะพันธุ์ มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2541 หน้า 50)
จากเวียงจันท์และหลวงพระบางไปเมืองพิษณุโลก เป็นเส้นทางดั้งเดิมหลายพันปีมาแล้ว (สมัยก่อนประวัติศาสตร์) ผ่านเมืองเชียงคานและเมืองด่านซ้าย (จ. เลย) เมืองนครไทย (จ. พิษณุโลก) ล่องตามแม่น้ำแควน้อยลงแม่น้ำแควใหญ่ (แม่น้ำน่าน) เข้าเมืองพิษณุโลก [เคยเป็นเส้นทางความขัดแย้งทางการเมือง แล้วมีสงครามระหว่างกษัตริย์เมืองเชียงใหม่ (คือพระเจ้าติโลกราช) กับกษัตริย์อยุธยา (คือพระเจ้าบรมไตรโลกนาถ)]

ชาวเมืองภูคังเมื่อถูกส่งถึงกรุงเทพฯ เอกสารราชการของกรุงเทพฯ ในแผ่นดิน ร.2 เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรว่า “ลาวเมืองภูครัง” โดยคำดั้งเดิมในลาวว่า “คัง” (ไม่มี ร แทรก) ถูกเขียนว่า “ครัง” (มี ร แทรก) ซึ่งหาคำแปลและความหมายไม่ได้ เพราะไม่พบในพจนานุกรมทั้งภาษาไทยและภาษาลาว
คำลาวว่า “คัง” ถูกกลายคำเป็นไทยว่า “ครัง” ในแผ่นดิน ร.2 ต่อมาหลังจากนั้นเมื่อหาคำแปลและความหมายไม่ได้ก็กลายคำตามประสบการณ์ของตนเป็น “ครั่ง” เพื่อให้หมายถึงขี้ครั่งจากแมลงหรือตัวครั่งที่ใช้ในอุตสาหกรรม จะได้คำอธิบายว่า “ลาวครั่ง” เป็นพวกผลิตครั่งส่งกรุงเทพฯ แต่หลักฐานไม่เป็นตามนั้น
นอกจากนั้นยังลากคำว่าคังเป็น “ฆัง” เพื่ออธิบายว่า “ภูฆัง” เป็นภูเขารูปทรงเหมือนระฆัง ซึ่งยังไม่พบตามนั้น
เศรษฐกิจสร้างสรรค์
ชื่อบ้านนามเมือง หรือภูมินาม หรือชื่อเสียงเรียงนามของภูมิประเทศ ได้แก่ ภูเขา, แม่น้ำลำคลอง, หนองบึง, บุ่งทาม ฯลฯ มีคำแปลและความหมายบอกเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนคนกลุ่มนั้น ล้วนเป็นประวัติศาสตร์สังคมที่มีชีวิตชีวาเคลื่อนไหวไม่ตายซาก เช่น ลาวคัง ฯลฯ เหล่านี้กระตุ้นพลังเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างแท้จริงและดึงดูดการท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่นเป็นนิรันดร์
การศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อนิยามและคำอธิบายชื่อต่างๆ ทางประวัติศาสตร์สังคมของไทยอย่างง่ายๆ ไม่วิชาการ และทำซ้ำสม่ำเสมอ เป็นภาระของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ซึ่งมีหน่วยงานราชการทรงพลังเรื่องเหล่านี้ เช่น ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ตลิ่งชัน), สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร (เทเวศร์) แต่ วธ. ไม่มอบหมายสิ่งเหล่านี้ด้วยเหตุต่างๆ ที่ไม่เปิดเผย
โดยหลักการแล้ว วธ. ต้องทยอยค้นคว้าหาคำอธิบายชื่อบ้านนามเมือง ฯลฯ ทั่วประเทศตามกระแสสังคมขณะนั้น แล้วแบ่งปันเผยแพร่สู่สาธารณะผ่านสื่อหลากหลาย และต่อเนื่อง เช่น ขอม, เขมร, สระแก้ว, อรัญประเทศ, ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย, รวมทั้งชื่อเทศกาล เช่น ตรุษจีน, สงกรานต์ ฯลฯ คืออะไร? หมายถึงอะไร? มีความเป็นมาอย่างไร?
กรณี “ลาวคัง” ถูกทำให้เสียหายกลายเป็น “ลาวครั่ง” เพี้ยนเป็น “ลาวคลั่ง” วธ. ควรมอบหมายหน่วยงานในกำกับตรวจสอบแล้วแสดงหลักฐานเผยแพร่ให้ชาวบ้าน “ลาวคัง-ลาวครั่ง-ลาวคลั่ง” รู้ความจริงที่มีหลักฐานยืนยัน เพื่อความภาคภูมิใจร่วมกันในความเป็นมาและกระตุ้นให้มีการท่องเที่ยวชุมชนท้องถิ่นเพื่อสร้างรายได้ตามสภาพที่ควรจะเป็น
สำคัญยิ่งกว่านั้นขึ้นไป คือการทำความเข้าใจร่วมกันว่าประวัติศาสตร์ไทยประกอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์ และความเป็นไทยคือ “ลูกผสม” ของชนเผ่าพื้นเมืองหลายชาติพันธุ์ จะได้เลิกสำคัญตนผิดคิดว่ามี “เชื้อชาติไทยแท้” ทั้งๆ ไม่มีจริงในโลก แต่ถูกประวัติศาสตร์แห่งชาติหลอกว่ามีจริง และ วธ. ไม่แก้ไข
