หากจะกล่าวถึงบุคคลผู้หนึ่งซึ่งโลกสมัยใหม่พร้อมใจกันยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะผู้เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์อย่างถอนรากถอนโคน ชื่อของ สตีฟ จอบส์ ย่อมผุดขึ้นมาโดยไม่ต้องออกแรงนึกมากนัก ชายผู้ทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นของใช้ในบ้าน ทำให้โทรศัพท์มือถือกลายเป็นอวัยวะส่วนที่สาม และทำให้ผู้คนยอมต่อคิวข้ามคืนเพื่อซื้อวัตถุทรงสี่เหลี่ยมที่เขาออกแบบ แต่หากเรามัวเพ่งดูสตีฟ จอบส์เพียงบนเวทีเปิดตัวไอโฟน เสื้อคอเต่าสีดำ และเสียงปรบมือกึกก้อง เราอาจมองไม่เห็นเวทีอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเงียบกว่าแคบกว่า และเจ็บปวดกว่า นั่นคือ เวทีครอบครัวที่เป็นเวทีที่หล่อหลอมสตีฟ จอบส์ ให้เป็นทั้งอัจฉริยะและมนุษย์ที่เปราะบางในเวลาเดียวกัน สตีฟ จอบส์ เริ่มต้นชีวิตไม่ต่างจากพัสดุชิ้นหนึ่ง เขาเกิดมาแล้วถูกส่งต่อจากมือหนึ่งไปสู่อีกมือหนึ่ง ก่อนจะรู้จักคำว่าบ้านเสียด้วยซ้ำ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดยังไม่พร้อมจะยอมรับการมีอยู่ของเขาอย่างเปิดเผย เด็กชายจึงต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยสถานะที่ไม่มั่นคงยิ่งกว่าคนใด
บิดาผู้ให้กำเนิดของสตีฟ จอบส์ คือ นายอับดุลฟัตตาห์ จันดาลี นักเศรษฐศาสตร์ชาวซีเรีย ผู้มีการศึกษาสูง และมารดาผู้ให้กำเนิดคือ โจแอนน์ ชีเบิล นักศึกษาชาวอเมริกัน ทั้งสองรักกัน แต่ความรักนั้นไม่อาจเอาชนะข้อจำกัดทางสังคมและครอบครัวได้ เมื่อโจแอนน์ตั้งครรภ์ในยุคที่การมีบุตรนอกสมรสยังเป็นตราบาป โดยเฉพาะเมื่อบิดาของเธอไม่ยอมรับชายหนุ่มต่างชาติเป็นลูกเขย ดังนั้นเด็กชายคนหนึ่งจึงต้องถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับคำตัดสินว่า ควรถูกส่งต่อให้คนอื่นเลี้ยง
สำหรับสตีฟ จอบส์ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดจึงเป็นเหมือนเงามากกว่าเป็นที่พึ่ง เขารู้ตัวตนของพวกเขาในภายหลัง แต่ไม่เคยสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง โดยเฉพาะกับบิดาผู้ให้กำเนิด ซึ่งเขาไม่เคยเรียกว่าพ่อเลย ความรู้สึกของสตีฟ จอบส์ต่อพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดนั้น ไม่ใช่ความเกลียด หากเป็นความเฉยที่เจือความเจ็บ เจ็บจากการถูกทอดทิ้งตั้งแต่ยังไม่รู้จักโลก และเฉยเพราะไม่อาจย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้
ส่วนพ่อแม่บุญธรรม นายพอล จอบส์ และ นางคลารา จอบส์ เป็นคนธรรมดาที่ไม่เคยคิดจะสร้างอัจฉริยะ หากเพียงต้องการเลี้ยงลูกชายคนหนึ่งให้เติบโตอย่างดีที่สุด พอล จอบส์ สอนลูกชายซ่อมเครื่องยนต์ สอนให้ทำงานอย่างประณีต และสอนว่า “งานที่มองไม่เห็น ก็ต้องทำให้ดีที่สุด” หลักคิดนี้ฝังลึกจนกลายเป็นปรัชญาการออกแบบผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลในเวลาต่อมา และคลารา จอบส์ มอบความรักแบบแม่บ้านอเมริกันธรรมดา อบอุ่น อดทน และไม่ตั้งคำถามกับความประหลาดของลูกชาย
สตีฟ จอบส์ เรียกพ่อแม่บุญธรรมว่า พ่อกับแม่ของผม อย่างไม่ลังเล และเคยกล่าวอย่างชัดเจนว่า การเรียกพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดว่า พ่อแม่ กลับเป็นเรื่องน่ารังเกียจสำหรับเขา คำพูดนี้อาจฟังแรง แต่ก็สะท้อนความจริงใจอย่างไม่อ้อมค้อมในแบบของจอบส์ ความรักที่เขามีต่อพ่อแม่บุญธรรม จึงเป็นความรักแบบรู้คุณ และยึดถือเป็นรากฐานของชีวิต
อย่างไรก็ดี แผลจากการถูกทอดทิ้งตั้งแต่วัยทารกไม่เคยหายสนิท ความรู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการ กลายเป็นแรงผลักดันให้จอบส์ไม่ยอมรับคำว่า พอแล้ว จากใครง่ายๆ เขาต้องพิสูจน์ว่าตนเองคู่ควรกับโลกใบนี้แรงผลักนี้ทำให้เขาเป็นอัจฉริยะผู้ไม่ประนีประนอม แต่ก็ทำให้เขาเป็นมนุษย์ที่ยากจะอยู่ใกล้ บาดแผลจากวัยเด็กปรากฏชัดอีกครั้ง เมื่อจอบส์มีบุตรสาวกับ นางคริสแอนน์ เบรนแนน และลูกสาวคนนั้นคือ ลิซา เบรนแนน-จอบส์ ในช่วงแรก จอบส์ปฏิเสธความเป็นบิดาอย่างแข็งกร้าว ทั้งที่ผลตรวจทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเด็กหญิงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเขา ลิซาเติบโตขึ้นท่ามกลางความขาดแคลน ขณะที่บิดาของเธอกำลังสร้างอาณาจักรเทคโนโลยีระดับโลก ถึงแม้ว่าภายหลังสตีฟ จอบส์จะยอมรับลูกสาว และพยายามชดเชยสิ่งที่ขาดหาย แต่รอยร้าวนั้นไม่เคยเลือนหาย ดังที่ลิซาได้บันทึกไว้ในหนังสือ Small Fry (คนตัวเล็กตัวน้อย) ด้วยถ้อยคำที่ทั้งสุขุมและเจ็บปวด เรื่องของลิซาคือบทเรียนที่โลกควรจดจำว่าอัจฉริยะอาจสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ให้มนุษยชาติได้ แต่ไม่อาจหลบเลี่ยงบททดสอบทางศีลธรรมในชีวิตส่วนตัว ลิซาเป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนในหนังสือนิตยสารต่างๆ
ชีวิตครอบครัวของสตีฟ จอบส์เริ่มมีรูปทรงมั่นคง เมื่อเขาแต่งงานกับ นางลอรีน พาวเวลล์ จอบส์ หญิงสาวผู้สุขุม รอบคอบ และไม่พยายามแข่งขันกับอัจฉริยะของสามี ลอรีนไม่ทำให้สตีฟ จอบส์ อ่อนโยนลงในทันที แต่ทำให้เขามีหลักในชีวิต เป็นหลักที่ไม่ตะโกน ไม่อวดอ้าง และไม่เรียกร้องความสนใจ ทั้งคู่มีบุตรร่วมกัน3 คน และสตีฟ จอบส์พยายามอย่างที่สุดจะเป็นพ่อที่ดีกว่าเดิม แม้จะยังห่างไกลจากคำว่าสมบูรณ์แบบ
บุตรชายคนเดียวคือ นายรีด จอบส์ เลือกเส้นทางการแพทย์ สนใจการวิจัยโรคมะเร็งซึ่งเป็นโรคเดียวกับที่คร่าชีวิตบิดาของเขาในเวลาต่อมา ราวกับต้องการทำความเข้าใจโลกผ่านการเยียวยามากกว่าการสร้างสิ่งใหม่ ส่วนบุตรสาวคนกลาง เอริน จอบส์ เลือกใช้ชีวิตเงียบงัน ห่างจากสื่อและแสงไฟ ส่วนบุตรสาวคนเล็ก อีฟ จอบส์ ก้าวเข้าสู่โลกสาธารณะอย่างมั่นใจ เป็นทั้งนักกีฬาขี่ม้าและนางแบบระดับโลก ดังนั้นลูกทั้ง 4 คนเติบโตไปคนละทิศทาง ราวกับเป็นการยืนยันว่า ความเป็นอัจฉริยะไม่ใช่มรดกที่ส่งต่อได้ง่ายๆ
ครอบครัวของสตีฟ จอบส์ ไม่ใช่ครอบครัวในอุดมคติ แต่เป็นครอบครัวที่จริงอย่างยิ่ง จริงในแบบที่เต็มไปด้วยความรัก ความผิดพลาด และบาดแผลที่ไม่อาจลบเลือน และบางที โลกไม่ได้ถูกเปลี่ยนด้วยคนที่มีชีวิตสมบูรณ์แบบ หากถูกเปลี่ยนด้วยคนที่พยายามเยียวยาความไม่สมบูรณ์ของตนเองผ่านงานที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเขาเองและแน่นอนครอบครัวจอบส์ก็เหมือนดังที่ เลโอ ตอลสตอย ได้เขียนไว้ในเรื่อง แอนนา คาเรนินา ที่ว่า
“ครอบครัวที่มีความสุขทุกครอบครัวล้วนเหมือนกันแต่ครอบครัวที่ไม่มีความสุขแต่ละครอบครัวก็ไม่มีความสุขในแบบของตัวเอง”

