จาก THACCA ถึงประกันสังคม : ความน่าเสียดาย (และอันตราย) ของการโยนทุกอย่างให้เป็นเรื่องการเมือง

28.01.26 | 13:10 น.
จาก THACCA ถึงประกันสังคม : ความน่าเสียดาย

มีโพสต์หนึ่งของผู้ที่สนับสนุนพรรคประชาชนที่ผมอ่านแล้วเห็นด้วยเอามากๆ เสียดายที่เมื่อกลับไปหาเอามาอ้างอิงและจะได้ใช้ข้อความให้ตรงแล้วกลับไม่เจอต้นทาง

ข้อความนั้นเขียนในทำนองที่ว่า “ไม่เข้าใจคนเป็นลูกจ้างที่แค่ไม่ชอบพรรคส้ม ก็ไปเข้าข้างแก้ต่างออกรับแทนประกันสังคมเลย เหมือนปลาในทะเลเชียร์พ่อครัวซูชิโอมากาเสะ”

ที่ชอบและเห็นด้วยกับข้อความนี้ เพราะมันไปตรงกับสิ่งที่ครั้งหนึ่งผมได้พูดกับมิตรสหายในแวดวงนักเขียนหลายท่าน มีใจความไม่ได้แตกต่างกันเท่าไร เปลี่ยนตัวละครกับฝั่งฝ่ายไปนิดหน่อยเท่านั้นเอง

ในตอนนั้นผมกล่าวว่า “ไม่เข้าใจคนที่เป็นนักเขียน คนในวงการเกม ภาพยนตร์ และงานสร้างสรรค์บางคนเลย แค่ไม่ชอบพรรคเพื่อไทยก็ไปร่วมผสมโรงด่านโยบายซอฟต์พาวเวอร์และ THACCA หรือไม่ก็นั่งทับมือตัวเองเวลาคนอื่นเขาด่ากัน ทั้งๆ ที่บางคนก็รับทุนไปแปลหนังสือขายต่างประเทศ หรือรู้ว่าเขาเพิ่มเอาเกมไทยไปโชว์ในระดับโลกมาแท้ๆ จนมันถูกล้มไปแหละค่อยมาบ่นเสียดายกัน”

มาที่เรื่อง (สำนักงาน) “ประกันสังคม” ที่กำลังตกเป็นเป้าแห่งการวิพากษ์วิจารณ์จาก “สังคม” กันก่อน โดย “ประกายไฟ” ของเรื่องนี้เริ่มมาจากความพยายามแก้ไขระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตน

Advertisement

ในส่วนของกติกาการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม จากเดิมผู้ประกันตน 1 คน จะมีสิทธิเลือกบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้าง แบบยกทีม 7 คน จะมีการเปลี่ยนให้ผู้ประกันตน 1 คน ใช้สิทธิเลือกบอร์ดประกันสังคมฝ่ายลูกจ้างได้ 1 คน ซึ่งถูกมองว่าจะทำให้ไม่สามารถเลือกตัวแทนฝ่ายลูกจ้างแบบเป็นทีมเดียวกัน เหมือนกรณีที่เคยเลือกทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้

ต้องเคลียร์ตรงนี้ก่อนว่า ระเบียบใหม่นี้ไม่ได้ลดจำนวนตัวแทนจากฝั่งลูกจ้าง เพราะจำนวนนี้อย่างไรเสียก็ต้องเป็น 7 คน ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 8 แห่ง พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 อยู่แล้ว ระเบียบใหม่นี้เพียงกำหนดให้ลูกจ้าง 1 คน สามารถเลือกตั้งแทนของตนได้เพียง 1 คนเท่านั้น แม้จะมองว่าเป็นการลดสิทธิ แต่จะมองว่าเป็นการใช้หลักหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงก็อาจจะได้เช่นกัน เพราะหากพิจารณากันแบบไม่เข้าข้างใคร เราก็ตอบไม่ได้เช่นกันว่า การตั้ง“ทีม” ขึ้นมาเพื่อลงสมัครเป็นกรรมการฝ่ายลูกจ้างกันแบบกลุ่มในลักษณะเดียวกับพรรคการเมืองนั้น มันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือไม่

แต่เพราะข้อพิพาทเรื่องความพยายามแก้ไขกติกาการเลือกตั้งนี้เอง ทำให้ “แผลใหม่” แถมเป็น “แผลใหญ่” ของสำนักงานประกันสังคมถูกเปิดขึ้น ได้แก่ กรณีขาดทุนจากการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หอพัก TU Dome ที่มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ลดลงกว่า 90% ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามว่าบอร์ดประกันสังคมที่มีหน้าที่และอำนาจบริหารเงินที่มาจากนับล้านล้านบาทจากน้ำพักน้ำแรงของนายจ้าง แรงงาน และผู้ประกันตนว่า มีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพความเป็นมืออาชีพเพียงพอหรือไม่ มีกระบวนการตัดสินใจอย่างไรในการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนติดลบต่อเนื่องหลายปี โดยไม่มีการตัดขายขาดทุน (Cut Loss) ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็ถูกเอาไปเทียบกับแผลเดิม คือกรณีอาคาร SKYY9 Centre ถนนพระราม 9 ซึ่งสำนักงานประกันสังคมเข้าซื้ออาคารนี้ผ่านกองทรัสต์ที่ตั้งขึ้นด้วยมูลค่าเกือบเจ็ดพันล้านบาท ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการซื้อแพงเกินจริงเพราะมีข้อมูลบ่งชี้ว่าราคาประเมินอันแท้จริงของอาคารดังกล่าวอาจอยู่ที่เพียงราวสามพันถึงไม่เกินสี่พันล้านบาทเท่านั้น จนนำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสในการประเมินราคา

ในขณะที่กฎกระทรวงซึ่งจะส่งผลให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน ได้มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม แม้ทาง สปส.จะพยายามชี้แจงว่านี่คือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในระยะยาว โดยเฉพาะเงินบำนาญชราภาพที่จะสูงขึ้นตามฐานเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น แต่ “ประสบการณ์จริง” ที่ผู้ประกันตนคือมนุษย์เงินเดือนทั้งหลายได้รับจากการใช้สิทธิประกันสังคมกลับดูด้อยกว่าสิทธิบัตรทองในบางกรณี ซ้ำยังมีสัญญาณเตือนจากสมาคมโรงพยาบาลเอกชนที่ขู่จะถอนตัวออกจากระบบ เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมปรับลดงบประมาณการรักษาโรครักษายากลงอย่างมีนัยสำคัญอันเป็นระเบิดเวลาที่น่ากังวลใจ ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ชวนให้หัวร้อน ทั้งเรื่องการพิมพ์ปฏิทินที่แทบไม่มีใครอยากได้ การพัฒนาแอพพ์ด้วยงบประมาณร่วมพันล้านบาทแต่ใช้งานจริงได้ไม่สมราคา

ทั้งหมดล้วนแต่เป็นเรื่องสำคัญมีน้ำหนักเพียงพอที่ใครก็ตามที่ทำงานในภาคเอกชน เป็นนายจ้างลูกจ้างอยู่ในระบบประกันสังคมควรให้ความสนใจและร่วมตรวจสอบในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย โดยไม่เกี่ยวว่าเรื่องนี้จะเป็นเครดิตของพรรคการเมืองใด หรือจะเป็นการเรียกคะแนนเสียงในโค้งสุดท้ายให้พรรคการเมืองนั้นหรือไม่

แต่นั่นแหละ มันก็มีอยู่จริงเช่นกันที่คนเกลียด “พรรคประชาชน” เสียจนพยายามมองว่ากรณีที่ผู้คนในสังคมซึ่งนำโดยพรรคประชาชนตั้งคำถามกับสำนักงานประกันสังคมทั้งหมดนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ไม่เป็นปัญหาอันใด ไม่ควรให้ความสนใจ หรือแม้แต่การออกมาปกป้องฝ่ายประกันสังคมว่าทำดีแล้วชอบแล้วแบบข้างๆ คูๆ

ซึ่งก็มีอยู่จริงพอๆ กับคนที่รู้ทั้งรู้ว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยตั้งแต่นายกฯเศรษฐาถึงนายกฯแพทองธารนั้น ให้ความจริงใจและความตั้งใจกับการขับเคลื่อนนโยบาย “ซอฟต์พาวเวอร์” และความพยายามในการจัดตั้งหน่วยงาน THACCA (Thailand Creative Culture Agency) สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์เพื่อทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการสนับสนุนและส่งออกงานสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมของคนไทย โดยมีการเชิญ “ตัวจริง” ในแทบทุกสาขาที่เกี่ยวข้องกับผลงานสร้างสรรค์เข้ามาเป็นกรรมการและอนุกรรมการ โดยพวกเขาก็ได้ทำงานกันอย่างแข็งขันเพื่อวางรากฐานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เชิงวัฒนธรรมของไทยให้เป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่แสดงถึงศักยภาพของคนไทยที่มีฝีมือไม่แพ้ใคร และก่อนหน้านี้ก็ได้รุกคืบสร้างพื้นที่ด้านนี้มาแล้วอย่างเงียบเชียบซึมลึก รวมถึงการอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของภาพยนตร์ การ์ตูน และเกมคอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลกมาแล้วมากมาย

แต่เพียงเพราะนี่คือผลงานชูธงของ “รัฐบาลพรรคเพื่อไทย” ที่น่าหมั่นไส้ สิ่งแรกที่บรรดาผู้รู้นักวิชาการต่างออกมาทวงถามวิพากษ์วิจารณ์ คือการไล่สอบปากเปล่าความรู้ของผู้ขับเคลื่อนนโยบายถึงความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” ตามตำราของ ศาสตราจารย์โจเซฟ ไนย์ (Joseph Nye) แค่ไหน รวมถึงเอาคำนี้ไปล้อกันเป็นพลังนุ่มนิ่ม ตามด้วยการตีฟูตัวเลขงบประมาณและโจมตีอย่างเกินจริงว่าเป็นการใช้งบประมาณโดยไม่มีผลงานให้เห็น เป็นการผลาญภาษีประชาชนโดยไร้ประโยชน์ ส่งผลให้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลังจากที่รัฐบาลแพทองธารพ้นตำแหน่งไป ทั้งนโยบายนี้และ THACCA ก็เป็นอันสิ้นสุดลงไปด้วย

หากหลังจากนั้น กลับปรากฏ “เสียง” จากผู้คนจากวงการสร้างสรรค์ ทั้งภาพยนตร์ ดนตรี หนังสือ เกมและแอนิเมชั่น หลายคนที่เคยนั่งทับมือตัวเองหรือแม้แต่ผสมโรงด่าหรือล้อเลียนนโยบายนี้ ต่างก็ออกมาแสดงความเห็นกล่าวถึงในทำนองเสียดายว่านโยบายนี้และ THACCA นั้น เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลรับฟังเสียงของคนในวงการจริงๆ เหมือนคนที่เพิ่งได้รับการมองเห็นคุณค่าจากภาครัฐที่สนับสนุนวงการบันเทิงไทยอย่างเป็นรูปธรรม ได้สร้างและให้ประโยชน์อะไรให้กับพวกเขา หรือได้เริ่มวางรากฐานอะไรไว้สำหรับอนาคตของวงการสร้างสรรค์ไทยในแต่ละด้านไว้อย่างไรบ้าง น่าเสียดายที่โครงการนี้จะไม่ได้ไปต่ออย่างนั้นอย่างนี้

น่าเสียดายว่าดอกผลจากการทำงานของการขับเคลื่อนนโยบายซอฟต์พาวเวอร์และ THACCA เพิ่งมาเป็นที่ประจักษ์ในภายหลัง ทั้งงาน Thailand Game Show ที่มีการเจรจาธุรกิจรวม 1,220 ล้านบาท รวมถึงตัวงานเองก็ได้รับการยอมรับว่าเป็น “เวทีเกมระดับโลก” หนังสือที่ได้รับทุนหรือการสนับสนุนจาก THACCA ไป ก็เพิ่งได้รับการแปลเป็นภาษาจีนและจัดแสดงในงานมหกรรมหนังสือนานาชาติไทเป (TIBE) ที่กำลังจะจัดกันในปลายเดือนนี้ถึงต้นเดือนหน้า โดยประเทศไทยได้รับเกียรติเป็น Guest of Honor ด้วย

ทั้งหมดจึงเป็นคำถามของผมที่พูดคุยกับมิตรสหายในแวดวงหนังสือและการเขียนว่า เรื่องจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ถ้าผู้คนที่เห็นดีกับนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งจริงๆ ก็เห็นเช่นนั้นมาตั้งแต่ต้นนั่นแหละ ออกมาพูดหรือแสดงความคิดเห็นอย่างนั้นให้เร็วกว่านี้ จะช่วยให้รัฐบาลต่อมาจะต้องสานต่อนโยบายนี้และ THACCA ไว้ โดยอาจจะดัดแปลงบ้างเล็กน้อย แต่ทั้งหมดก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นจริง

จะเห็นว่าทั้งเรื่องประกันสังคมและเรื่องของนโยบายซอฟต์พาวเวอร์และ THACCA นี้มีส่วนคล้ายกัน คือ ความหมั่นไส้เกลียดชังทางการเมือง ความไม่อยากให้ฝ่ายตรงข้ามหรือคู่แข่งทางการเมืองได้รับ “เครดิต” หรือความนิยมทางการเมืองจากการทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ มันบดบังจนทำให้คนเราอาจจะทำลายหรือปล่อยให้ผู้อื่นทำลายสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองเอาได้ง่ายๆ

ความแตกต่างคือ นโยบายซอฟต์พาวเวอร์และ THACCA นั้นล้มลงไปแล้ว อาจจะเป็นการชั่วคราวเพราะเชื่อว่าถ้าพรรคเพื่อไทยได้กลับมาเป็นรัฐบาล นโยบายนี้ก็น่าจะกลับมาใหม่ ส่วนเรื่องประกันสังคมนั้นยังเป็นเรื่องที่จับตาและช่วยกันดูแลอยู่ต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม การ “จับตา” และช่วยกันดูแลนี้ก็มีข้อพิจารณาเหมือนกันว่า ในแง่หนึ่ง การปล่อยให้“การเมือง” เพราะความชังต่อ “พรรคส้ม” ที่เป็นตัวตั้งตัวตีและควรได้เครดิตดับเรื่องนี้มาเป็นอคติบังตาเสียจนละเลยไม่เอาธุระกับเรื่องนี้ ก็เป็นความน่าเสียดายอย่างหนึ่ง

ถึงอย่างนั้น การปล่อยให้ “การเมือง” เพื่อหวังผลเชิงปลุกเร้าอารมณ์ความโกรธเกรี้ยวของสังคมคนทำงานเพื่อหวังผลในการมุ่งสร้างความเปลี่ยนแปลงมากเกินไปก็อาจจะส่งผลอันตรายในอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน

ล่าสุด เห็นมีการนำเสนอแนวคิดจะ “ออกจากประกันสังคม” โดยอ้างว่ามาจาก “นักกฎหมาย” (ซึ่งไปค้นหาดูแล้วพบว่าเป็นนักกฎหมายจริงๆ นั่นแหละ) เขาเสนอว่า ถ้าไม่สามารถเอาระบบประกันสังคมออกจากระบบราชการได้ เราก็เอา “ตัวเราออกมา” จากระบบเสียก็สิ้นเรื่อง โดยให้ฝ่ายนายจ้าง จ้างลูกจ้างทุกคนด้วยระบบสัญญา “จ้างทำของ” ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน เท่านี้ก็ไม่อยู่ในความหมายของ “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่จะต้องถูกบังคับตามกฎหมายประกันสังคมแล้ว จากนั้น ทางฝ่ายนายจ้างกับลูกจ้างก็เก็บเงินที่ต้องส่งประกันสังคมไว้ ไปทำสัญญากันว่าจะให้บำเหน็จบำนาญกันอย่างไร จ่ายเบี้ยประกันสุขภาพ ประกันชีวิตเอกชนวงเงินเท่าไร เอาให้ดีเลิศกว่าประกันสังคมเท่าไรก็ทำได้ วันหยุด วันลา เวลาเข้างานก็ไปตกลงกันเองได้แบบยืดหยุ่น

เรื่องนี้ขอเตือนว่า “อย่าหาทำ” เพราะนั่นคือคุณกำลังทำลายความคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมของตัวเอง อันเป็นสิทธิพื้นฐานที่สุดที่ป้องกันมิให้ผู้ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจสูงกว่าเอาเปรียบคนที่มีอำนาจต่อรองน้อยกว่า อันเป็นสิ่งที่คนหลายยุคหลายสมัยช่วยกันต่อสู้และยกระดับความคุ้มครองกันมากว่าร้อยปี

ไม่เชื่อลองไปถามบรรดาไรเดอร์ของแพลตฟอร์มสั่งอาหารหรือส่งของออนไลน์ต่างๆ ดูก็ได้ว่า ชีวิตการทำงานแบบ “พาร์ตเนอร์” ไม่ใช่ “ลูกจ้าง” นั้นมันยุติธรรมกับพวกเขาหรือไม่