หน้าแรก คอลัมนิสต์ ที่เห็นและเป็...

ที่เห็นและเป็นไป | ถึงเวลาร่วมใจ ‘เปลี่ยน’

1.02.26 | 12:31 น.

งไม่ต้องพูดอะไรกันอีกความเสื่อมทรุดหนักหน่วงของประเทศในทุกด้าน ข้อมูลล่าสุดที่ “ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย-วิทัย รัตนากร” ในงาน “มติชน” จัดสัมมนาใหญ่ “Thailand Blooming 2026 ปลุกอนาคตประเทศไทย”

ว่าไปเรื่องที่ผู้ว่าการแบงก์ชาติพูดถึงด้วยความเป็นห่วงอนาคตของประเทศ ก่อนหน้านั้นภาคเอกชนได้พูดถึงกันกว้างขวางอยู่บ่อยๆ แล้ว ถึงตัวเลขทางเศรษฐกิจทุกตัว เลยถึงความสามารถในการแข่งขัน และโอกาสในสินค้านวัตกรรมใหม่ที่ประเทศเราห่างไกลจากพัฒนาการของโลกมากขึ้นทุกทีโดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่เข้าสู่การพัฒนาอย่างจริงจังทีหลังเสียด้วยซ้ำ อย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ที่วันนี้ไปไกลแล้ว

หน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐบาล แบงก์ชาติ หรือสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ต่างหากที่พยายามหาข้ออ้างมาปกป้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยเหตุผลที่ว่า “เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ส่งผลกระทบต่อทุกประเทศ”

ถึงวันนี้ความเป็นจริงปรากฏชัดเจนว่า “มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่เสื่อมทรุดไปทุกมิติ” จนจีดีพีเติบโตได้แค่ 1-2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านเติบโตกว่านี้ได้มากสภาวะเศรษฐกิจโลกอย่างเดียวกัน

เวียดนามเติบโตร้อยละ 7-8 และตั้งเป้าสบายๆ ว่า 2 ปีข้างหน้าจะโตปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ประเทศไทยเรามองไม่เห็นหนทางที่จะเป็นความหวังอะไรได้เลย

Advertisement

อย่างไรก็ตามโอกาสของประเทศไทยไม่ใช่ไม่มีอยู่

จังหวะนี้ประเทศเราเข้าสู่การเลือกตั้งใหญ่ เลือกพรรคที่จะเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ

ตลอดการหาเสียงที่ผ่านมาเราได้เห็น และคงจะสัมผัสได้ว่าพรรคใด หรือนักการเมืองคนใดที่เป็นความหวังว่าจะทำให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

มีคำหนึ่งในช่วงหาเสียงที่ว่า “อย่ากลัวประเทศจะเปลี่ยนแปลง แต่จงกลัวไม่เปลี่ยนมากกว่า”

ไม่มีทางเลยที่จะทำให้ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ หากปัจจัยที่ใช้ในการตัดสินใจเลือกไม่เปลี่ยน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกโดยเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าที่ทำมาทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง

ครั้งนี้สภาพของประเทศรอไม่ไหวแล้ว ต้องการได้คนและพรรคที่มีเจตจำนงเสียสละเพื่อส่วนรวม มีคุณภาพ และสัตย์ซื่อต่อประเทศชาติเข้ามาบริหาร

ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรที่จะรู้ได้ว่า “นักการเมือง” และ “พรรคการเมือง” เช่นนั้นคือใคร พรรคไหน แค่ตัดความยึดติดอะไรบางอย่างที่กำหนดความคิดในใจลงเสีย ภาพของคนเช่นนี้ พรรคการเมืองเช่นนั้นจะชัดเจนขึ้นมาทันที

ถึงเวลาที่ต้อง “ร่วมใจกันเปลี่ยนแล้ว” เพราะสภาพของประเทศไม่มีเวลาที่จะคิดแต่สนองบางอย่างในใจตัวเองแล้ว

สุชาติ ศรีสุวรรณ