หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | กว่าจะได้เลือกตั้งครั้งแรกในสยาม…เพชรบุรี คือ แชมป์

2.02.26 | 13:38 น.

เลือกตั้งครั้งแรก – ขอไล่เรียงเหตุการณ์กันแบบ วันต่อวัน…การทำงานเพื่อการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของสยามประเทศครับ…

(ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ บทบาทสภาผู้แทนราษฎรสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยศาสตราจารย์พิเศษ นรนิติ เศรษฐบุตร พิมพ์โดยสถาบันพระปกเกล้า)

24 มิถุนายน 2475 เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง

27 มิถุนายน 2475 ประกาศใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว เป็นกติกาในการปกครองประเทศ

28 มิถุนายน 2475 คณะผู้รักษาพระนครแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นจำนวน 70 คน และในวันเดียวกันนั้นเวลา 14.00 น. เรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรขึ้นเป็นครั้งแรกของสยาม โดยเสนาบดีกระทรวงมุรธาธร เจ้าพระยามหิธร (ละออ ไกรฤกษ์) ได้เชิญ “กระแสพระบรมราชโองการ” ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ออกอ่านเพื่อ “เปิด” ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ผู้นำคณะราษฎรสายพลเรือนเป็นผู้อ่านรายนามบุคคลที่คณะผู้รักษาพระนครแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนราษฎรชั่วคราว (ซึ่งประกาศให้ทุกคนทราบตั้งแต่ช่วงเช้าไปแล้ว)

Advertisement

มีการประชุมครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎร มีผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งมาไม่ครบทั้ง 70 นาย ผู้ที่ขาดการประชุม คือ นายนาวาเอกพระยาวิชิตชลธี (ทองดี สุวรรณพฤกษ์) ตำแหน่งเจ้ากรมสรรพาวุธทหารเรือ อ้างว่าป่วย ไม่สามารถรับตำแหน่งได้

ที่ประชุมโดย พระยาประมวญวิชาพูล ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มิใช่คณะราษฎร หรือคณะผู้ก่อการ จึงเสนอชื่อพระยาพหลพลพยุหเสนา ซึ่งเป็นผู้นำเพียงคนเดียวของคณะราษฎรที่ “ไม่มีชื่อ” อยู่ในรายชื่อ 70 คน สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นองค์กรที่สำคัญยิ่ง

ข้อมูลที่ปรากฏภายหลัง คือ ผู้ที่ลงนามแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนทั้ง70 คน คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา ตำแหน่งผู้รักษาพระนคร และเป็นหัวหน้าคณะผู้ก่อการ ท่านจึงไม่ขอแต่งตั้งตัวเองในขณะที่ พระยาทรงสุรเดช พันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์มีชื่อปรากฏ

ในที่ประชุมมีการเสนอชื่อพระยาพหลฯ …ซึ่งพระยาพหลฯขอปฏิเสธ โดยอ้างว่าที่ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองมิได้หวังตำแหน่งแต่อย่างใด หากแต่ผู้เสนอชื่อ คือ พระยาประมวญ ยังยืนยัน ในที่สุดพระยาพหลฯจึงยอมรับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ว่าง

วาระต่อมาคือ การปฏิญานตนของสมาชิก 6 ข้อ

กระบวนการเลือกประธานสภา เริ่มขึ้น โดย นายสงวน ตุลารักษ์ เสนอชื่อ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) ให้เป็นประธานสภา โดยให้เหตุผลว่า “มีความรู้ ความสามารถ เคยเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ ท่านเคยได้รับทุนรัฐบาลไปเรียนทางด้านการศึกษามาจากอังกฤษ …”

มีการเสนอชื่อพระยาพหลฯเป็นประธานสภา หากแต่ท่านปฏิเสธเด็ดขาดไม่ขอรับตำแหน่งนี้ ต่อมามีการเสนอชื่อพระยามโนปกรณ์นิติธาดา ท่านก็ปฏิเสธอีก…ต่อมาที่ประชุมเห็นชอบชื่อของเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี

ในสภา…พระยาพหลฯไปเชิญ…เดินนำเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีขึ้นนั่งบัลลังก์ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม โดยขอให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมทำหน้าที่เป็นเลขาธิการสภา ไปพลางก่อน และมีการเสนอชื่อ พลตรีพระยาอินทรวิชิต แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นรองประธาน

รายนามสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดแรกที่มาจากการแต่งตั้งทั้ง 70 นาย มีบุคคลในคณะราษฎรที่ได้รับการแต่งตั้ง 33 นาย

กลุ่มวิชาชีพที่มากที่สุดคือ ผู้มีอาชีพทางกฎหมาย มีจำนวน 28 นาย

จากสมาชิกสภาทั้งหมดนี้เป็น “นักเรียนนอก” 32 นาย โดยจบจากอังกฤษ 13 นาย ฝรั่งเศส 6 นาย จบจากเยอรมนี 5 นาย ซึ่ง (1 ในนั้นคือ นายตั้ว ลพานุกรม)

ดังนั้น …ที่เคยมีคนพูดกันว่า พวกกลุ่มนักเรียนฝรั่งเศสนี่แหละ…ที่เป็นพวกคิดก่อการ จึงถือว่าไม่เป็นความจริง…ที่แน่ๆ คือ ไม่มีนักเรียนนอกที่จบจากอเมริกาแม้แต่คนเดียว

ระบบการทำงานในสภาที่น่าสนใจครับ…

ในช่วงที่มีการใช้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม… สภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมการราษฎรซึ่งเป็นผู้บริหารประเทศทำภารกิจ 3 ประการ คือ 1.ทำหน้าที่นิติบัญญัติของสภา ออกกฎหมาย ยกเลิก และแก้ไขกฎหมาย 2.การจัดทำรัฐธรรมนูญถาวร 3.เตรียการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก โดยจัดการออกกฎหมายเลือกตั้งฉบับแรกของประเทศ

มีข้อมูลบันทึกว่า…บรรยากาศในการประชุมสภา มีคำถาม มีความขัดแย้ง-เห็นต่างกันในหลายโอกาส มีสมาชิกลาออก ทุกอย่าง คือ ครั้งแรกของแผ่นดิน ถือว่า ทำงานกันไป-เรียนรู้กันไป

ประเด็นที่น่าสนใจ คือ จะนัดประชุมสภาในช่วงบ่าย-เย็นเสมอ เพราะทุกคนมีงานประจำ และเป็นข้าราชการ การเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราวนี้ ไม่มีเงินเดือน หรือเงินสมนาคุณแต่อย่างใด ต้องซื้ออาหารรับประทานเอง

การทำงานของแต่ละฝ่าย รวดเร็ว ทันใจ

16 พฤศจิกายน 2475 สภามีมติรับหลักการในวาระที่ 1 และเสนอให้มีการประชุมเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญเรียงตามมาตรา

25 พฤศจิกายน 2475 ที่ประชุมกำหนดให้สมาชิกเสนอคำแปรแก้ไขข้อความได้ในระยะเวลา 10 วัน… นายจรูญ ณ บางช้าง ได้เสนอขอเวลาอ่านมากกว่า 10 วัน หากแต่หลวงประดิษฐ์มนูธรรม ซึ่งเป็นอนุกรรมการคนหนึ่ง ขอให้เป็นไปตามที่ประธานอนุกรรมการเสนอ เพราะต้องการเร่งรัดให้เสร็จรวดเร็ว และประการสำคัญ คือ มีการเลือกหาฤกษ์ดูวัน-เวลาในการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไว้แล้ว

ประธานอนุฯ ยกร่างฯ คือ พระยามโนปกรณ์ฯ และหลวงประดิษฐ์ฯ ผู้เป็นมันสมองของคณะราษฎรทั้ง 2 ท่าน ต้องเป็นผู้ชี้แจงหลัก อธิบาย และหาทางออกในนามอนุกรรมการฯ มากกว่าใคร

ประเด็นการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญและคำปรารภใช้เวลารวมเพียง 6 วัน แทบไม่มีการอภิปรายของนายทหารผู้ก่อการให้ปรากฏเลย หากแต่สมาชิกที่มิได้เป็นสมาชิกของคณะราษฎรกลับอภิปรายแสดงความเห็น เสนอแนะมากกว่าสมาชิกสภาเสียอีก

ระเบียบการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรใช้ระเบียบที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติองคมนตรีไปพลางก่อน (ตามความในมาตรา 27 ของธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน)

3 ธันวาคม 2475 ช่วงเย็น…ที่ประชุมพิจารณาร่างกฎหมายเลือกตั้งเต็มวันจนแล้วเสร็จ โดยได้รับความร่วมมือด้วยดีจากทุกฝ่าย

10 ธันวาคม 2475 ในหลวง ร.7 พระราชทานรัฐธรรมนูญ

ขอนำเข้ามาสู่ประเด็น การเลือกตั้งครั้งแรกในสยามครับ (ใช้ตัวสะกดแบบเดิม-ผู้เขียน)

…“พระราชบัญญัติการเลือกตั้ง พ.ศ.2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2476 ฉะบับที่ 2” ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 สิงหาคม 2476 ได้กำหนดวิธีการเลือกตั้งทางอ้อมไว้ คือ ราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงในตำบล เลือกตั้งผู้แทนตำบล ตำบลละ 1 คน และผู้แทนตำบลในจังหวัด เลือกตั้งผู้แทนราษฎร จังหวัดละ 1 คน …ถ้าจังหวัดใดมีพลเมืองเกินกว่าสองแสน ให้เลือกตั้งผู้แทนเพิ่มขึ้นอีก 1 คน ทุกๆ สองแสน

อย่างไรก็ตาม ในบทเฉพาะกาล มาตรา 65 ระบุว่า… ตราบเท่าที่ราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งยังมีการศึกษาไม่จบประถมศึกษาสามัญมากกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด แต่ไม่ให้เกิน 10 ปี นับแต่วันใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 ให้มีสมาชิก 2 ประเภท ประกอบด้วย สมาชิกประเภทที่ 1 ได้แก่ ผู้ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้น และสมาชิกประเภทที่ 2 ได้แก่ ผู้ที่มาจากการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์

อายุของราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งผู้แทนตำบลต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ มีสัญชาติไทยตามกฎหมาย เว้นแต่

(ก) กรณีมีบิดาเป็นชาวต่างชาติต้องเป็นผู้ที่ได้เรียนหนังสือไทยจนได้ประกาศนียบัตรมัธยมปีที่ 3 หรือได้รับราชการประจำการตามพระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหารแล้ว หรือได้รับราชการแผนกอื่นๆ ในตำแหน่งตั้งแต่เสมียนพนักงานขึ้นไป โดยมีเงินเดือนประจำแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี หรือ

(ข) กรณีเป็นคนที่แปลงชาติมาเป็นไทยต้องมีคุณสมบัติตาม (ก) หรือได้อยู่ในไทยติดต่อกันนับแต่เมื่อได้แปลงชาติมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี

อายุของ “ผู้สมัครรับเลือกตั้ง” เป็นผู้แทนตำบลหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรต้องมีอายุ 23 ปีบริบูรณ์ นอกจากนี้ ยังต้องมีภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ หรือมีอสังหาริมทรัพย์ หรือเป็นบุคคลที่เกิดในตำบลนั้น (กรณีสมัครเป็นผู้แทนตำบล) หรือจังหวัดนั้น (กรณีสมัครเป็นผู้แทนราษฎร)

สำหรับข้าราชการที่รับพระราชทานเงินเดือนของรัฐบาลในตำแหน่งประจำจังหวัดใดจะสมัครรับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรของจังหวัดนั้นไม่ได้ แต่สามารถสมัครรับเลือกในจังหวัดอื่นได้ และถ้าได้รับเลือกตั้งแล้วต้องลาออกจากตำแหน่งประจำการ แต่ให้มีสิทธิได้บำเหน็จบำนาญได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ถ้าเป็นข้าราชการทหารอาจจะได้รับเบี้ยหวัดแทนบำนาญตามระเบียบของทหารก็ได้ อนึ่ง เมื่อออกจากสมาชิกภาพโดยไม่มีความเสียหายแล้วสามารถเข้ารับราชการในตำแหน่งชั้นเดียวกับตำแหน่งประจำการเดิมได้

การเลือกตั้งผู้แทนตำบลและผู้แทนราษฎรให้ออกเสียงตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 นาฬิกา โดยใช้บัตรออกเสียงไปใส่ในหีบบัตรเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงที่สุด คือ ผู้ที่ได้เป็นผู้แทนตำบล หากคะแนนเสียงเท่ากันให้ผู้ที่มีอายุสูงกว่าเป็นผู้ได้รับเลือกตั้ง

(ผู้เขียนชื่นชอบวิธีคิดครับ …ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ผู้อาวุโสเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง ซึ่งแปลว่า ใช้ระบบอาวุโส ตัดสิน)

ช่วงการเลือกตั้งขั้นแรกสะดุด…มีความขัดแย้งในสภาและเกิดเหตุกบฏบวรเดช

12 เมษายน 2476 นายปรีดีถูกกดดันให้เดินทางออกนอกประเทศ จากการถูกกล่าวหาว่าร่างเค้าโครงการเศรษฐกิจที่ท่านเสนอมีรูปแบบเศรษฐกิจคล้ายกับประเทศที่ปกครองแบบระบอบคอมมิวนิสต์

20 มิถุนายน พ.ศ.2476 เกิดเหตุการณ์รัฐประหารครั้งแรก โดยพระยาพหลฯได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยามโนปกรณ์ฯต้องลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ที่ปีนังจนกระทั่งเสียชีวิต

ส่วนพระยาพหลฯเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ได้เชิญนายปรีดีกลับมาถึงสยาม ใน 29 กันยายน 2476 โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่รื้อฟื้นเค้าโครงการเศรษฐกิจอีก

11 ตุลาคม 2476 เกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดช ซึ่งยุติลงใน 28 ตุลาคม 2476 พันเอกพระยาพหลฯ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงต่อรัฐสภาว่า รัฐบาลควบคุมเหตุการณ์สงบเรียบร้อยแล้ว จำต้องมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

ส่วนการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรนั้น มาตรา 6 ของพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เลือกระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2476 การเลือกตั้งผู้แทนตำบลน่าจะหยุดชะงักลงในระหว่างที่เกิดกบฏบวรเดช แต่เมื่อรัฐบาลแก้ปัญหาได้ จนสภาผู้แทนราษฎรมาเปิดประชุมได้เป็นปกติในวันที่ 28 ตุลาคม 2476

หลังวันที่ 28 ตุลาคม 2476 ทุกจังหวัดสามารถจัดการให้มีการเลือกตั้งขั้นที่ 2 คือ เลือกผู้แทนราษฎรได้เสร็จเรียบร้อยลงได้จนถึงเดือนธันวาคม แต่ต้องก่อนการเปิดประชุมสภาในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2476

ดังนั้น…รัฐบาลจึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในแต่ละจังหวัด ให้จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2476

อาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน 2476 มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในกรุงเทพฯ ณ พื้นที่สนามหลวง ผลการเลือกตั้งได้ นายไต๋ ปาณิกบุตร (อาชีพทนายความ) พลโท พระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน อดีต ผบ.กองกำลังทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุโรป) และขุนสมาหารหิตะคดี (เนติบัณฑิตสยาม) เป็นผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1

ในขณะนั้นสยามมี 70 จังหวัด เลือก ส.ส.ประเภทที่หนึ่ง ได้ทั้งหมด 78 คน โดยส่วนใหญ่จะสามารถเลือกผู้แทนฯได้จังหวัดละ 1 คน มีบางจังหวัดที่มีผู้แทนฯได้มากกว่า 1 คน ได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.ร้อยเอ็ด จ.มหาสารคาม และโคราช มีผู้แทนฯได้ 2 คน

กรุงเทพฯและ จ.อุบลราชธานี มีผู้แทนฯได้ 3 คน ซึ่งขณะนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดอัตราประชากร 200,000 คนต่อ ส.ส. 1 คน

เมื่อบวกรวมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งขึ้นอีก 78 คน รวมทั้งสิ้นเป็น 156 คน

15 พฤศจิกายน 2476 ชาวสยามมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งประมาณ 4.27 ล้านคน ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง 1.77 ล้านคน (ประมาณ 41.45%) โดยจังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุดคือ จังหวัดเพชรบุรี (78.82%) และน้อยที่สุดคือ จังหวัดแม่ฮ่องสอน (17.17%)

กกต.เปิดยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ส.ส. 400 เขต 52.9 ล้านคน สำหรับการเลือกตั้งใน 8 กุมภาพันธ์ 2569

น่าตื่นเต้นแน่นอน…!

พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก