การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ยังสร้างความไม่แน่นอนในการทำนายผลต่อไป และดูท่าว่าเมื่อมาถึงวันเลือกตั้งจริงในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ คนที่เข้าคูหา ก็จะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ เพราะโพลต่างๆ น่าจะหมดเวลาของการเผยแพร่แล้ว
หมายความว่า ต่อให้รู้ว่าจะไปเลือกพรรคไหน ผู้สมัครคนไหน ในสองใบนั้น แต่พวกเขาก็ไม่แน่ใจว่าพรรคของเขานั้นจะได้เป็นรัฐบาลหรือไม่ และจะได้นำนโยบายของพรรคตัวเองไปทำได้แค่ไหน เพราะแนวโน้มจากการคาดคะเนทุกโพล มันออกมาว่ายังไงก็จะต้องเป็นรัฐบาลผสมอย่างแน่แท้
ส่วนจะผสมกันอย่างไรนั้นก็อีกเรื่องหนึ่ง
อีกเงื่อนไขหนึ่งที่หลายฝ่ายดูจะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการเลือกตั้งในรอบนี้ก็เพราะแต่ละฝ่ายที่ตัวเองเชียร์นั้นไม่ได้มีผลงานโดดเด่นอะไรในรอบที่ผ่านมา ทุกฝ่ายล้วนมีข้อถูกตำหนิได้จากสิ่งที่ทำมา
แต่ถ้ามองในแง่ดีนี่อาจจะเป็นความเป็นจริงทางการเมืองที่ทุกฝ่ายจะต้องเรียนรู้เมื่อการเมืองนั้นไม่ได้เป็นไปตามอุดมคติเสียทั้งหมด
ส่วนกระแสของการเห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่ดูมีแนวโน้มจะมาแรงขึ้นในหน้าสื่อ แต่ก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วหากผลเห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่าน เรื่องราวต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร
แต่อย่างไรก็ตามผมก็มีความเชื่อว่าการเมืองหลังการเลือกตั้งในรอบนี้ ทุกอย่างของประเทศนี้ในทางการเมืองมันจะออกมาดีขึ้น และประชาธิปไตยก็จะเดินหน้า แม้ว่าบางอย่างอาจจะยังเป็นประเด็นท้าทายอยู่บ้าง
ประเด็นนี้ผมได้มาจากการมีส่วนได้เข้าร่วมในเวทีดีเบตที่จัดโดยองค์กรแห่งหนึ่ง
แม้ว่าการดีเบตจะเฉพาะเจาะจงไปในเรื่องหนึ่ง ไม่ใช่ภาพรวมของการเมือง สิ่งที่ได้มาจากวันนั้นคือบรรยากาศโดยรวมของตัวแทนทุกพรรคไม่ได้มีการทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยอารมณ์ ต่างฝ่ายต่างอธิบายและนำเสนอข้อเสนอที่น่าสนใจทั้งสิ้น
ที่สำคัญคือทุกคนจากทุกพรรคนั้นต่างรักษากติกาเรื่องเวลาอย่างเคร่งครัด
ทางหนึ่งที่อาจจะต้องคิดก็คือ การเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายคนอาจจะรู้สึก “ไม่เร้าใจ” และ “ไม่แตกหัก”
และผลของการเลือกตั้งอาจจะไม่เร้าใจสักเท่าไหร่
แต่ในอีกด้านหนึ่ง นี่คือทิศทางที่การเมืองประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภานั้นมีแนวโน้มที่จะต้องทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน เพราะรัฐสภาเป็นตัวขับเคลื่อนกฎหมายและกลั่นกรองนโยบายต่างๆ ดังที่เห็นในระบบกรรมาธิการ ซึ่งหากพรรคที่มาอันดับหนึ่งไม่ได้เป็น รัฐบาล อย่างน้อยตำแหน่งในกรรมาธิการก็จะถูกจัดสรรจากจำนวน ส.ส. ที่มีในสภาอยู่ดี
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ พ้นไปจากเรื่องของการตั้งคำถามว่าใครร่วมรัฐบาลกับใครได้
และที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีการกระทบกระทั่งทางความคิดระหว่างกลุ่มต่างๆ แต่อยากจะชี้ว่า การกระทบกระทั่งในการปราศรัยที่ผ่านมานั้นไม่ได้มีมากนัก (แต่ไม่ได้หมายความว่าในสัปดาห์สุดท้ายอุณหภูมิทางการเมืองจะไม่ร้อนแรงขึ้น)
แต่ผมคิดว่าการกระทบกระทั่งอยู่ในพื้นที่ไอโอ กองเชียร์ และผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดนอกโครงสร้างหลักของพรรคการเมืองเสียมากกว่า
เรื่องต่อมาที่ออกจะแตกต่างไปจากการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา ก็คืออิทธิพลของสื่อออนไลน์นั้นมีความสำคัญมากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง นอกเหนือจากอินฟลูเอนเซอร์ทั่วไป เพราะในรอบนี้คนข่าวจำนวนมากกลายเป็นอินฟลูเอนเซอร์อย่างเต็มตัว และมีจุดยืนที่ชัดเจนขึ้นกับพรรคการเมือง และการเห็นชอบต่อการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่อย่างชัดเจน
ในแง่หนึ่งพื้นที่ออนไลน์ในรอบนี้จึงมีความเปลี่ยนแปลงไปในอีกขั้นหนึ่ง ขึ้นกับมุมมองของแต่ละฝ่ายว่าจะมองปรากฏการณ์นี้อย่างไร ถูกใจหรือไม่ถูกใจ กับความเปลี่ยนแปลงในรอบนี้
เรื่องต่อมาที่น่าสนใจที่หลายคนพูดกันในโค้งสุดท้ายก็คือปรากฏการณ์ “การเมืองแบบคุณพี่” ของ คุณไอซ์ รักชนก ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญสองประการ
หนึ่งคือ การเมืองวางอยู่บนบุคลิกภาพของคุณไอซ์เอง ที่ไม่ได้เน้นการปราศรัยแบบเปิดประโยคว่า “พ่อแม่พี่น้อง”
แต่เปิดประโยคด้วยคำว่า “คุณพี่” แบบเดียวกับการขายของออนไลน์
นัยสำคัญที่จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม มันเป็นเรื่องของบรรยากาศการสื่อสารที่คนจำนวนมากคุ้นชิน เพราะเป็นเรื่องที่พวกเขาเจอทุกวัน ทำให้รู้สึกว่าจุดยืนและนโยบายต่างๆ เป็นสินค้าที่นำเสนอ
และเมื่อเป็นสินค้าที่นำเสนอ จะชอบหรือไม่ชอบก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่จะรับฟังไม่ได้เสียทั้งหมด
บรรยากาศการหาเสียงก็เหมือนการขายของ ขายสินค้า เป็นเรื่องที่ปกติไปแล้วที่ใครจะซื้อหรือไม่ซื้อยิ่งไม่ซื้อยิ่งโดนเดินเข้าไปขายหนักกว่าเดิม (ตื๊อกว่าเดิม)
ส่วนองค์ประกอบที่สองก็คือ การพูดถึงประเด็นประกันสังคม ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองของหลายฝ่ายว่านี่คือเรื่องที่เล็กหรือใหญ่
ถ้าลองคำนวณดีๆ จำนวนผู้คนที่ได้รับผลจากประกันสังคมนั้นมีจำนวนมากกว่าคนที่ได้เงินจากโครงการคนละครึ่ง และการแจกเงินฟรี และเป็นอีกด้านที่ไม่ได้อยู่ในสามสิบบาทรักษาทุกโรค
ประกันสังคมเป็นมิติที่วางอยู่บนระบบส่วนหนึ่งที่เหมือนกับการจ่ายภาษี ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุด พ้นไปจากภาพว่าทุกอย่างได้มาฟรี เป็นสวัสดิการ แต่เป็นข้อถกเถียงว่าจะบริหารจัดงานเงินที่ถูกเก็บทั้งจากแรงงาน และเจ้าของกิจการอย่างไร
ประกันสังคมจึงกลายเป็นรูปธรรมที่รวมเรื่องราวเกี่ยวกับการเมืองไทยที่ครบรส ทั้งประสิทธิภาพ ประสิทธิผลการบริหาร ท่าทีของระบบราชการ และจำนวนเงินและผลประโยชน์ รวมทั้งความมั่นคงทางชีวิตที่เป็นรูปธรรมที่ยังไม่ได้มีการพูดกันนัก
และก็เป็นจุดที่ทำให้แต่ละพรรคนั้นมีนโยบายเรื่องนี้ออกมาเพิ่มมากขึ้น และวางอยู่บนจุดยืนทางทฤษฎีและประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่มีทิศทางที่ทำให้มันดีกว่าที่เป็นอยู่ทั้งสิ้น
เอาจริงตัวเลขของคนในระบบประกันสังคมอาจจะมากที่สุดในหมู่คนที่มีสิทธิเลือกตั้ง เพราะมองอีกมุมคนจำนวนมากที่อยู่ในระบบทางเศรษฐกิจ และที่พอจะมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ก็ล้วนเกี่ยวเนื่องกับสิ่งนี้รวมทั้งคนรุ่นใหม่ที่ก็ต้องเข้าระบบ
เพราะเป็นกลุ่มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทุกอย่างเข้าสู่ระบบ และเมื่อตัวเลขของคนจนที่วัดกันอาจจะลดลง และพวกเขาเริ่มเห็นว่าระบบที่เป็นอยู่มันดีกว่านี้ได้
ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันมันเลยมาจากตรงนี้ตรงที่จะไปสู้เรื่องนี้ ไม่ใช่ไปจัดการเอาอะไรมาแจกง่ายๆ
มันเป็นเรื่องข้ามพ้นประเด็นการเมืองสวัสดิการแบบใครควรจะได้ ใครไม่ควรจะได้ มาสู่คำถามที่ว่า ภาษีของฉัน ค่าธรรมเนียมของฉัน รูปธรรมคือสิ่งที่ฉันเห็นจากอดีต
นี่คือภาพรูปธรรมของรัฐสวัสดิการที่เคยเป็นอาเจนด้าของอนาคตใหม่ และมีเราไม่มีลุงสู่ (ก้าวไกล) มีเราไม่มีเทา
ส่วนพรรคอื่นๆ ในโค้งสุดท้าย นโยบายต่างๆ ก็ออกมาชัดขึ้นว่าคนที่เลือกนั้นจะเลือกตามนโยบายอะไร แม้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่เข้าใจกันว่านโยบายน่าจะเป็นเรื่องโครงการมากกว่า (เว้นแต่จะเข้าใจว่า นโยบายหมายถึงแค่โครงการที่ยังไม่ได้ทำ)
น่าสนใจที่โค้งสุดท้ายประเด็นนโยบายเริ่มมามากกว่าการกล่าวหากัน ซึ่งพอจะมีอยู่แต่จุดของนโยบายดูจะชัดขึ้นว่าจะเลือกตัวแบบนโยบายของพรรคไหนในระดับหนึ่ง
แต่ก็ยังท้าทายว่า ถ้าเป็นรัฐบาลผสม นโยบายต่างๆ จะถูกขับเคลื่อนและถูกเชื่อมโยงกันอย่างไร มากกว่าจะถูกทิ้งลืม
ในส่วนโค้งสุดท้ายในเรื่องการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ผมยังรู้สึกว่าน่าจะผ่าน แต่ความท้าทายคือ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกเขียนภายใต้เงื่อนไขจินตนาการอย่างไร
ระหว่างรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของคนมีอำนาจในความหมายของคนที่ชนะการออกเสียง
หรือรัฐธรรมนูญคือจินตนาการของทุกคน
และถ้ารัฐธรรมนูญคือจินตนาการของทุกคน คำถามที่พ้นไปจากห้ามอะไรบ้างแล้วคือ การเพิ่มมิติจาก “รัฐประชาชาติ” (nation-state) เป็น “ชาติของประชาชน” (people-nation)
การมองว่า คำว่าชาติไม่ใช่ “ระดับ” ที่รัฐเดี่ยวต้องขยายอำนาจเพื่อควบคุมและดูแลประชาชนให้ได้ตามกรอบรัฐประชาชาติ
แต่เน้นว่าประเทศนี้มาจากการตกลงของผู้คนที่หลากหลาย รัฐ (ชาติ) จะละเมิดอำนาจของประชาชาติไม่ได้หากไม่มีเงื่อนไข และเป้าหมายก็คือประชาชาติ ไม่ใช่รัฐชาติเท่านั้น
ส่วนเหล่านี้คือรากฐานบางอย่างที่อยู่ในหมวดหนึ่งเช่นกัน จะเขียนหรือไม่เขียนเอาไว้ ฐานคิดเหล่านี้ก็มีความสำคัญในการปกป้องเสียงข้างน้อย ป้องกันการเสื่อมสภาพของประชาธิปไตย และปกป้องความเป็นมนุษย์ของทุกคนก็มีส่วนสำคัญ
วันที่เขียนงานชิ้นนี้เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า ผมเองก็ยังไม่รู้ว่าจากวันนี้กระแสการเมืองโค้งสุดท้ายจะชัดเจนไปในทางไหน ก็ได้แต่บ่นๆ มาแลกเปลี่ยนกันเท่านี้ครับ

