หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ | รัฐธรรมนูญ ‘ร่างเสมือน’ อำนาจรวมศูนย์

1.02.26 | 14:32 น.

ชนชั้นนำกลัวการเปลี่ยนแปลงจึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจะทำให้อำนาจและอภิสิทธิ์ที่ได้เปรียบมานานลดลงหรือหายไป ดังนั้นชนชั้นนำต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสากลให้คนเท่ากัน

แต่ประชาชนต้องร่วมกันลงมติแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อกำจัดอภิสิทธิ์ของ “ร่างเสมือน” ที่มองไม่เห็น แต่มีอำนาจรวมศูนย์เหนือประชาชน

มติชน ฉบับวันอาทิตย์ 1 กุมภาพันธ์ 2569 หน้า 9 และ 11 มีเนื้อหาสำคัญมากๆ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ต้องแก้ไข ซึ่งเป็นคำบรรยายอันมีค่าอย่างยิ่งของ อ.อภิชาต สถิตนิรามัย กับ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ที่ต้องเก็บความอย่างสรุปย่อมาบอกกล่าว ดังนี้

รัฐธรรมนูญประชาชน

“ปากท้องของเราไม่มีทางดีขึ้นกว่านี้ได้ และมีโอกาสที่จะแย่ลงเรื่อยๆ อาจจะในอัตราเร่งด้วยซ้ำ

Advertisement

ถ้าเห็นว่าปากท้องและเศรษฐกิจทุกวันนี้ดีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญ

แต่ถ้าเห็นว่ามีข้อเสีย มีข้อจำกัด ต้องแก้ทั้งฉบับ ไม่ใช่แค่ด้านใดด้านหนึ่ง”

ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พูดบนเวทีเสวนาวิชาการ เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน [จัดโดย ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ iLaw ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันอาทิตย์ที่ 25 มกราคม 2569]

“รัฐธรรมนูญ คือการสะท้อนสัมพันธภาพทางอำนาจของกลุ่มพลังในสังคมเสียงส่วนน้อยที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง แต่ต้องการควบคุมเสียงข้างมาก ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่าผลผลิตของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือรัฐบาลที่ไม่ตอบสนองต่อเจตจำนงของประชาชน

พรรคที่ชนะการเลือกตั้งอันดับ 1 ไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ แนวนโยบายของพรรคชนะอันดับ 1 ที่ผ่านมา ไม่สามารถเป็นนโยบายของรัฐได้ นี่คือกระบวนการที่ไม่เคารพเจตนารมณ์ของเสียงส่วนใหญ่”

“ทำไมวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ต้องกาเห็นชอบและแก้ทั้งฉบับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกร่างโดยจงใจให้รัฐบาลอ่อนแอและไร้เสถียรภาพ —–”

ชะตากรรมของเราในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จึงสำคัญมาก

ถ้าท่านไม่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง ท่านก็กาไม่เห็นชอบ เพราะเจตจำนงของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือการล็อกเอาไว้ไม่ให้สังคมไทยเปลี่ยนแปลง เพราะชนชั้นนำส่วนน้อยได้ประโยชน์จาก Status Quo (สถานการณ์ที่เป็นอยู่) ของความไม่เปลี่ยนแปลงทั้งในทางการเมืองและเศรษฐกิจ

กลุ่มทุนที่ไหนอยากทลายทุนผูกขาด”

จารึกพ่อขุนฯ กับ Magna Carta

“ถ้าเราจะต้องอยู่ต่อไปกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เมืองไทยของเราคงจมดิ่งไปยิ่งกว่านี้” ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บอกในงานเสวนาของ iLaw เกี่ยวกับการลง “ประชามติ” เพื่อจัดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี, อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, และอดีตอาจารย์ผู้สอนวิชา กฎหมายที่ธรรมศาสตร์ ชาญวิทย์บอกว่า เคยพูดเคยเขียนไว้หลายครั้งเปรียบเทียบจารึกของพ่อขุนรามคำแหง กับมหากฎบัตร Magna Carta ของอังกฤษ

มหากฎบัตร Magna Carta เป็นเอกสารสัญญาที่เปรียบเสมือน “กฎหมายสูงสุด” ฉบับแรกๆ ของโลก เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ.1215 (ก่อนจารึกพ่อขุนรามคำแหง (1292) 77 ปี) เป็นข้อตกลงระหว่างกษัตริย์พระนามว่าจอห์นกับกลุ่มขุนนาง จัดทำขึ้นเพื่อจำกัดอำนาจของกษัตริย์ไม่ให้ทำอะไรตามใจชอบ

กษัตริย์จอห์นนั้น ทรงใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม เช่น เก็บภาษีแพงเกินไปเพื่อนำไปทำสงคราม (และก็ทรงแพ้บ่อยๆ) ยึดทรัพย์สินของประชาชนและขุนนางตามอำเภอใจ และทรงจับกุมคุมขังผู้คนโดยไม่มีการไต่สวน กลุ่มขุนนางจึงรวมตัวกันก่อกบฏ และบีบบังคับให้กษัตริย์ลงนามในสัญญานี้ เพื่อรับรองสิทธิของพวกเขา

มหากฎบัตรมีสาระสำคัญอยู่ 3 ข้อที่เป็นรากฐานใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน คือ

ก. หลักนิติธรรม (Rule of Law) ซึ่งหมายความว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่กษัตริย์ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

ข. หลักความยุติธรรม หมายถึงการจับกุมหรือลงโทษใครก็ตาม ต้องผ่านกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง (เช่น การตัดสินโดยลูกขุน) ไม่ใช่ตัดสินโดยใช้อารมณ์ส่วนตัว และ

ค. สิทธิในทรัพย์สิน กล่าวคือกษัตริย์จะเก็บภาษีเพิ่มตามใจชอบไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาขุนนาง

กล่าวโดยย่อ มหากฎบัตรคือจุดเริ่มต้นที่บอกว่า “อำนาจของผู้นำมีขีดจำกัด และประชาชนทุกคนมีสิทธิที่กฎหมายต้องคุ้มครอง”

อาจารย์ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้กล่าวเปรียบเทียบ จารึกพ่อขุนรามคำแหงกับมหากฎบัตร ไว้หลายครั้งหลายหน ครั้งที่สำคัญคือปาฐกถาเรื่อง “ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง” แสดงที่หอประชุมคุรุสภา เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2508 (ต่อมาพิมพ์ในวารสาร “ดุลพาหะ” ในช่วงต้นปี 2509) โดยยกย่องศิลาจารึกว่าเป็นเสมือน “รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย” เช่นเดียวกับที่อังกฤษถือว่ามหากฎบัตรเป็นเสมือนรัฐธรรมนูญฉบับแรกของเขา

หลักฐานทั้งสอง มีที่ “เหมือนกัน” และ “ต่างกัน” ดังนี้

ความเหมือน ถือได้ว่าเป็นหลักประกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ

ศิลาจารึกมีเนื้อหาที่รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเหมือนๆ กับมหากฎบัตร คือ

ก. เสรีภาพในการประกอบอาชีพดังข้อความที่ว่า “ใครจักใคร่ค้าช้าง ค้า ใครจักใคร่ค้าม้า ค้า” (ที่ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Freedom of Trade)

ข. สิทธิในทรัพย์สินและมรดกตามข้อความนี้ คือ “ไพร่ฟ้าหน้าใส… พ่อเชื้อเสื้อคำมันตาย จเหย้าจเรือน… ไว้แก่ลูกมันสิ้น” (ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Right to Property & Inheritance) และ

ค. สิทธิในกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ มีการสั่นกระดิ่งร้องทุกข์ ซึ่งท่านเปรียบเทียบว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความยุติธรรมที่ไม่เลือกปฏิบัติ

ความต่าง เห็นว่าของอังกฤษเป็นเรื่องของการ “บีบบังคับ” แต่ของไทยเป็นการ “ให้ด้วยใจ” จึงยกย่องว่าในแง่ของอุดมคติ ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง มีความเหนือกว่ามหากฎบัตร ทั้งนี้เพราะว่า

มหากฎบัตรเป็นสัญญาแบบฝืนใจ เกิดจากการที่ขุนนางรวมตัวกันแล้ว “บีบบังคับ” กดดันให้กษัตริย์จอห์นลงนาม ทั้งนี้เพราะทนการกดขี่ไม่ไหว ดังนั้น จึงเป็นสัญญาที่เกิดจากความขัดแย้ง

ส่วนศิลาจารึกฯ ของสุโขทัยเป็นสัญญาทางใจ เกิดจาก “ความเมตตา” ของพ่อขุนรามคำแหง ที่ทรงเป็น “พ่อเมือง” มอบสิทธิเสรีภาพให้แก่ “ลูกเมือง” ด้วยความเต็มใจและเอ็นดู ไม่มีใครมาบีบบังคับ เป็นสัญญาที่เกิดจากความรัก

การตีความของ อ.เสนีย์ ในยุคนั้นมีนัยสำคัญทางการเมือง กล่าวคือต้องการชี้ให้เห็นว่า “ประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพไม่ใช่ของใหม่ที่นำเข้าจากโลกฝรั่งตะวันตก” แต่เป็นรากฐานที่มีอยู่ในวัฒนธรรมไทยมาแล้วตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่เป็นรูปแบบการปกครองแบบ “พ่อปกครองลูก” ที่ผู้ปกครองมีคุณธรรม ไม่ใช่รูปแบบการต่อสู้แย่งชิงอำนาจแบบของโลกฝรั่งตะวันตก

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ย้ำว่าจะเชื่อการตีความของ อ.เสนีย์ เมื่อประมาณ 60 กว่าปีมาแล้ว หรือไม่เชื่อก็ตาม ในวันที่ 8 กุมภาฯ ประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ท่านมีสิทธิจะกา “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” หรือ “ไม่แสดงความคิดเห็น” ก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน

ผมอ่านแล้วข้อความของ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เท่ากับโลกถูกเปิดกว้างจากที่เคยอยู่ในที่แคบๆ ของสุโขทัย, อยุธยา, ธนบุรี, รัตนโกสินทร์

จารึกพ่อขุนฯ ผมเชื่อตาม อ.พิริยะ ไกรฤกษ์ มีงานวิจัยสรุปว่าเป็นพระราชนิพนธ์ ร.4

ถ้าเชื่อว่าจารึกพ่อขุนฯ มีเนื้อหาทำนองเดียวกับ Magna Carta ก็ยิ่งทำให้น่าคิดอย่างยิ่งว่า ร.4 ทรงมีข้อมูลเกี่ยวกับมหากฎบัตรซึ่งอาจได้ข้อมูลจากบาทหลวงสมัยนั้น และแหม่มแอนนา

รัฐธรรมนูญปัจจุบันของชนชั้นนำมีลักษณะ “แช่แข็งวัฒนธรรม” ให้ดักดานในอดีต แต่ ร.4 ทรงมีแนวคิด “เปิดโลก” สู่วัฒนธรรมตะวันตกเพื่อรับเทคโนโลยีก้าวหน้ามาสร้างสรรค์ประเทศสยามสมัยนั้น เป็นประเทศไทยสมัยนี้