หน้าแรก คอลัมนิสต์ สึนามิการเมือ...

สึนามิการเมือง : เมื่อความโกรธของคนธรรมดากลายเป็นแรงสั่นสะเทือนของระบอบ

4.02.26 | 13:23 น.

สึนามิการเมือง : เมื่อความโกรธของคนธรรมดากลายเป็นแรงสั่นสะเทือนของระบอบ

การเมืองไทยนั้นมีลักษณะอย่างหนึ่งที่น่าศึกษา คือมักมีการลอกคาบเป็นระยะๆ คล้ายงูใหญ่ในนิทานพื้นบ้าน พอคนเริ่มคุ้นกับลวดลายเก่า มันก็ลอกคราบ เปลี่ยนสี เปลี่ยนลวดลาย แล้วเลื้อยต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

20 ปีมานี้ เราผ่านคลื่นการเมืองมาหลายระลอก บางระลอกเป็นคลื่นแห่งความหวัง บางระลอกเป็นคลื่นแห่งความกลัว และหลายครั้งก็เป็นเพียงคลื่นโฆษณาชวนเชื่อที่ฟูฟ่องก่อนจะแตกฟองไปเอง แต่ระยะหลังมานี้ กำลังมีแรงสั่นสะเทือนชนิดใหม่ที่น่ากังวลสำหรับผู้มีอำนาจ และน่าสนใจสำหรับนักวิเคราะห์การเมือง เพราะมันไม่ได้ตั้งต้นจากความฝันของคนมีทางเลือก หากตั้งต้นจาก ความคับแค้นของคนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีอะไรจะเสีย ซึ่งแรงสั่นสะเทือนนั้นกำลังถูกรวบศูนย์อยู่รอบตัวนักการเมืองหญิงคนหนึ่งที่สังคมเรียกกันติดปากว่า ไอซ์ รักชนก

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพ การเมืองไทยยุคใหม่เคยมีดาวรุ่งหลายคน บางคนเป็นลูกหลานตระกูลใหญ่ บางคนเป็นนักธุรกิจพันล้าน บางคนเป็นไฮโซที่พูดภาษาอังกฤษคล่องกว่าภาษาแม่ บางคนเป็นภาพแทนของชนชั้นกลางเมืองที่มีการศึกษา มีพาสปอร์ตหลายเล่ม และมีโลกให้เลือกมากกว่าหนึ่งใบ พูดอย่างไม่ต้องเกรงใจใคร พวกเขาเหล่านั้นจำนวนมากคือ “คน 1%” ในโครงสร้างสังคมไทย ไม่ใช่ในแง่ความดีความชั่ว แต่ในแง่ทุนชีวิต

แต่ไอซ์ รักชนก ไม่ได้มาจากโลกแบบนั้น เธอไม่ได้เติบโตในบ้านที่มีห้องสมุดสองชั้น ไม่ได้มีพ่อแม่เป็นผู้บริหารบริษัทข้ามชาติ ไม่ได้มีเส้นสายทางสังคมที่ปูทางไว้เรียบร้อย และไม่ได้พูดด้วยน้ำเสียงของคนที่รู้ว่าต่อให้การเมืองพัง ชีวิตส่วนตัวก็ยังมีตาข่ายรองรับ เธอพูดแบบคนที่รู้สึกว่า ถ้าไม่สู้ตอนนี้ ก็ไม่มีอะไรเหลือให้เสียแล้วและประโยคนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ผู้เขียนขอเรียกว่า สึนามิการเมืองของคนธรรมดา เป็นคลื่นแห่งความหวัง กับคลื่นแห่งความโกรธ ซึ่งเราคุ้นเคยกับคลื่นความหวังมาแล้ว ที่เป็นคลื่นแบบที่ขับเคลื่อนด้วยภาพลักษณ์สุภาพ อ่อนโยน มีเหตุผล พูดดี แต่งตัวดี และทำให้คนรู้สึกว่า การเมืองดีๆ ยังเป็นไปได้ คลื่นแบบนี้ให้ความรู้สึกสบายใจเหมือนดื่มกาแฟในร้านแอร์เย็นๆ แล้วคุยเรื่องอนาคตประเทศ แต่มันมีข้อจำกัดเพราะความหวังต้องใช้พลังใจ ต้องอาศัยความเชื่อว่าระบบยังพอแก้ได้ ต้องอาศัยความอดทนรอและต้องอาศัยความมั่นใจว่าถ้าทุกอย่างพัง เรายังมีชีวิตส่วนตัวให้ถอยกลับไปตั้งหลัก

Advertisement

แต่ความโกรธไม่ต้องการเงื่อนไขเหล่านั้น ความโกรธไม่ต้องมีนโยบายหนา 300 หน้า ไม่ต้องมีอินโฟกราฟิกสวยๆ ไม่ต้องมีเวทีดีเบตอันหรูหรา มันต้องการแค่ความรู้สึกเดียว คือ ฉันถูกเอาเปรียบมานานเกินไปแล้ว และเมื่อคนจำนวนมากรู้สึกเช่นนั้นพร้อมกัน พลังทางการเมืองที่เกิดขึ้น จะรุนแรงกว่าความหวังหลายเท่า กระแสของไอซ์ รักชนก จึงไม่ใช่คลื่นแบบคนมีทางเลือก แต่มันคือแรงกระแทกของคนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้หลังระบบ

นอกจากนี้การเมืองไทยเคยมีธรรมเนียมแปลกประหลาด คือชอบใช้ภูมิหลังชีวิตเป็นอาวุธ ใครจนเกินไป ก็ถูกดูถูก ใครรวยเกินไป ก็ถูกกล่าวหา ใครครอบครัวไม่สมบูรณ์ ก็ถูกขยี้ กรณีของไอซ์ก็เช่นกัน มีความพยายามขุดคุ้ยชีวิตวัยเด็ก ครอบครัว และชาติกำเนิด หวังใช้เป็นจุดอ่อน แต่ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ในสังคมที่คนจำนวนมหาศาลกำลังดิ้นรนกับหนี้ ค่าครองชีพ และงานที่ไม่มั่นคง ชีวิตที่ลำบากจึงไม่ใช่เรื่องน่าอายแต่มันคือ ชีวิตจริง

สิ่งที่ชนชั้นนำรุ่นเก่าเคยใช้เป็นตราประทับว่า ไม่เหมาะจะปกครอง กลับกลายเป็นเครื่องหมายรับรองว่าเธอรู้จักความลำบากจริง ไม่ได้อ่านมาจากรายงานวิจัย การโจมตีที่หวังจะทำลายจึงกลับกลายเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน ยิ่งถูกขยี้ ยิ่งดูเหมือนคนธรรมดาที่โดนรังแกและในสังคมที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าตัวเองก็โดนรังแกอยู่แล้ว ภาพแบบนี้ทรงพลังยิ่งนัก

แน่นอน ไอซ์ รักชนกไม่ใช่นักการเมืองที่เดินถูกทุกก้าว มีช่วงที่เธอลงไปโต้เถียงกับประชาชนแบบตรงๆ จนภาพลักษณ์สะดุด นักการเมืองที่แสดงอารมณ์มากเกินไป มักถูกตั้งคำถามเรื่องวุฒิภาวะ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เธอเรียนรู้เร็ว เมื่อหันมาจับประเด็นประกันสังคม ซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงานกว่า 20 ล้านชีวิต สนามการเมืองของเธอเปลี่ยนทันที คือจากเวทีโซเชียล สู่เวทีชีวิตจริง นี่คือความแตกต่างระหว่าง นักการเมืองสายไวรัล กับนักการเมืองที่แตะเรื่องปากท้อง

เมื่อการเมืองไปแตะเงินในกระเป๋า แตะสิทธิในการรักษาพยาบาล แตะบำนาญยามแก่ มันจะไม่ใช่แค่ประเด็นข่าวแต่มันจะกลายเป็นเรื่องครอบครัว และเมื่อการเมืองเข้าไปอยู่ในครัว มันจะออกมายาก ไอซ์ รักชนกเป็นตัวรุกอิสระที่ไม่ต้องห่วงฐาน การวางเธอในระบบบัญชีรายชื่อแทนการลงเขตคือหมากการเมืองที่ชาญฉลาดอย่างยิ่ง เพราะนักการเมืองเขตต้องระวังฐานเสียง ต้องไม่พูดแรงเกินไป ต้องรักษาความสัมพันธ์กับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ แต่นักการเมืองบัญชีรายชื่อสามารถกลายเป็นตัวรุกอิสระ ไปที่ไหนก็ได้ พูดเรื่องใหญ่ระดับชาติได้เต็มปาก ไม่ต้องกังวลว่าจะเสียคะแนนผู้ใหญ่บ้านตำบลไหน ภาพคนมาฟังเธอปราศรัยจำนวนมาก แม้เพียงรู้ว่าเธอจะไปขึ้นศาลที่จังหวัดพะเยาสะท้อนว่าผู้คนไม่ได้มาดูคดีความ แต่เขามาดู คนที่กล้าชน

สำหรับคลื่นการเมืองที่เราเห็นบนเวทีปราศรัย ไม่เคยเป็นต้นเหตุที่แท้จริงเพราะสังคมไทยวันนี้เต็มไปด้วยแรงสะสมแบบนั้น อาทิ ค่าครองชีพสูง รายได้ไม่ขยับ หนี้ครัวเรือนพอกพูน งานไม่มั่นคง สวัสดิการไม่ครอบคลุมและกติกาที่ดูเหมือนเอื้อคนบางกลุ่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อมีนักการเมืองคนหนึ่งพูดด้วยภาษาของคนที่อยู่ใต้แรงกดทับเหล่านี้ เธอจึงไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่กลายเป็น ตัวแทนทางอารมณ์และการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์จะเคลื่อนที่เร็วกว่าเหตุผลเสมอ นักรัฐศาสตร์หลายคนเตือนว่า ประชาธิปไตยไม่ได้พังเพราะคนสิ้นหวัง แต่มักพังเพราะคนโกรธ คนสิ้นหวังมักจะถอนตัว แต่คนโกรธมักจะลงมือ กระแสที่ขับเคลื่อนด้วยความโกรธ สามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแต่ก็อาจพาประเทศเข้าสู่ความแตกแยกที่ลึกกว่าเดิม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าใครจะได้คะแนนเสียงมากขึ้น แต่คือ ระบบการเมืองไทยพร้อมรองรับพลังแบบนี้หรือไม่ ถ้าระบบเปิดพื้นที่ให้พลังความโกรธแปรเปลี่ยนเป็นนโยบาย มันอาจกลายเป็นพลังปฏิรูป แต่ถ้าระบบเลือกปิดประตู พลังนั้นจะยิ่งสะสมและครั้งหน้ามันจะมาในรูปที่ควบคุมยากกว่าเดิม เมื่อคนธรรมดาไม่ยอมเป็นคนดูอีกต่อไป สิ่งที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้น่ากังวลสำหรับหลายพรรค ไม่ใช่แค่ความนิยมของนักการเมืองคนหนึ่ง แต่คือสัญญาณว่าคนที่เคยคิดว่าการเมืองไกลตัว เริ่มมองว่าการเมืองคือเรื่องเอาตัวรอด เมื่อคน 99% รู้สึกว่าระบบไม่ฟังเสียงเขา เขาจะไม่มองหาผู้นำที่ดูดี แต่จะมองหาคนที่ดูเหมือนเขา และนี่คือการเปลี่ยนฐานคิดทางการเมืองครั้งใหญ่ จากยุคที่ภาพลักษณ์ชนชั้นนำสร้างความน่าเชื่อถือ สู่ยุคที่ประสบการณ์ชีวิตจริงสร้างความชอบธรรม

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเต็มไปด้วยกระแสที่ดูยิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายถูกดูดกลืนโดยระบบเก่า คำถามคือ กระแสแบบนี้จะเป็นเพียงคลื่นสูงชั่วคราวหรือจะเป็นแรงสั่นสะเทือนที่เปลี่ยนภูมิทัศน์การเมืองจริง คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวนักการเมืองคนเดียว แต่อยู่ที่ว่าชนชั้นนำทางการเมือง เศรษฐกิจ และระบบราชการจะเลือก ปรับตัวหรือเลือก ต้านทาน

ถ้าเลือกต้าน แรงสะสมใต้ทะเลจะยิ่งเพิ่มและสึนามิครั้งหน้าจะใหญ่กว่าเดิม ในท้ายที่สุดของการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2569 นี้อย่างแน่นอน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องของ ดาวการเมืองคนใหม่ แต่คือสัญญาณเตือนว่า คนธรรมดากำลังหมดความอดทนกับการเป็นเพียงผู้ชมและเมื่อคนธรรมดาลุกขึ้นมาเล่นการเมืองด้วยอารมณ์ของคนที่ถูกกดทับมานาน สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่แค่คลื่นเล็กๆ ริมฝั่ง แต่มันคือสึนามิทางการเมือง สึนามิที่ไม่ได้เกิดจากพายุบนฟ้า แต่เกิดจากแรงสะสมลึกใต้ทะเลสังคมไทย และเมื่อมันซัดถึงฝั่ง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าใครชนะเลือกตั้ง แต่คือภูมิประเทศการเมืองแบบเดิมจะเหลืออยู่สักแค่ไหนต่างหาก

โกวิท วงศ์สุรวัฒน์