หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : การเมืองแห่งความโกรธเกรี้ยว

4.02.26 | 13:41 น.

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : การเมืองแห่งความโกรธเกรี้ยว

โดยธรรมชาติมนุษย์ถูกกระตุ้นจากความกลัวและความโกรธได้มากกว่าความสุขและความหวัง นี่คือคำอธิบายว่าทำไม “การเมืองที่กระตุ้นความโกรธ” หรือ “ความเกลียดชัง” จึงได้ผลเสมอไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้

ในตอนนี้ผู้ที่กำลังได้เปรียบจากการเมืองในลักษณะดังกล่าว คือ “พรรคประชาชน”

เรื่องนี้ไม่ได้กล่าวเหมาเอาเอง แต่อ้างอิงมาจากคำพูดของคุณ ประกิต กอบกิจวัฒนา ครีเอทีฟโฆษณาและนักออกแบบแคมเปญการเมือง ที่กล่าวไว้ในรายการ The Politics เมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2569 เกี่ยวกับประเด็นประกันสังคมในช่วงก่อนการเลือกตั้ง สรุปได้ว่า เรื่องประกันสังคมนี้มันเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความโกรธ ซึ่งการรณรงค์หาเสียงของพรรคประชาชนที่ประสบความสําเร็จส่วนใหญ่มันไปกระตุ้นความโกรธของผู้คนโดยต้องมีความชั่วร้ายสักฝ่ายไว้โกรธ

ซึ่งนั่นก็สอดคล้องกับมุมมองของนักวิเคราะห์การเมืองหลายท่าน ที่มองว่ากระแสความนิยมอันร้อนแรงของพรรคประชาชนจนชนะแทบทุกโพลในขณะนี้ เกิดจากการต่อสู้อย่างแข็งขันในประเด็นประกันสังคม โดยมี “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” เป็นตัวนำ จนในระยะหลังบทบาทของเธอโดดเด่นขึ้นมาเป็นภาพจำของพรรคขึ้นมาสูสีกับแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเสียด้วยซ้ำ ซึ่งก็เชื่อว่า “ความโกรธ” นี้จะแปรเป็นพลังในทางการเมือง เป็นเสียงที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้ให้พรรคประชาชนเอาชนะในการเลือกตั้งได้แน่นอน

Advertisement

ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่กับการเมืองแห่งความโกรธเกรี้ยว แต่เราก็ต้องยอมรับว่ามันมีทั้งพลังและทั้งเหตุผล

ที่ว่าเป็นพลังนั่นก็เพราะมันสอดคล้องกับกลไกทางจิตวิทยาที่พบว่าความเจ็บปวดจากการสูญเสียสิ่งที่มีอยู่จะสร้างบาดแผลทางความรู้สึกได้ลึกซึ้งและยาวนานกว่าความสุขจากการได้รับในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งเป็นไปตามสัญชาตญาณที่ถูกวิวัฒนาการมาเพื่อการอยู่รอด สมองจึงถูกตั้งค่าให้ตอบสนองต่อภัยคุกคามต่อสภาพปัจจุบันหรืออนาคตที่เชื่อมั่นอย่างฉับไวและรุนแรงกว่าผลประโยชน์ซึ่งเป็นเพียงที่จะได้รับ ซึ่งแม้ไม่ได้รับก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป นี่คือคำอธิบายที่ว่าทำไมเราจึงทุกข์ใจมากที่เงินของเราหายไป 100 บาท มากกว่าที่เราไม่ได้เงิน 100 บาท หรือที่คนส่วนใหญ่ไปออกกำลังกายกันเพราะตรวจพบว่าอาจจะเจ็บป่วยหากจัดการไขมันและค่าเลือดต่างๆ ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม มากกว่าการไปออกกำลังกายเพื่อสันทนาการหรือเพื่อหวังความสวยงามสมบูรณ์ของร่างกาย

เช่นเดียวกับที่มีเหตุผลเช่นในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว การต่อสู้กับ “เผด็จการซ่อนรูป” ที่สืบทอดอำนาจมาจากการรัฐประหาร คสช. โดยผู้มีอำนาจกลุ่ม “3 ป.” และกลุ่มการเมืองที่เป็นพันธมิตรแล้วได้เห็นว่าประเทศไทยถอยลงไปสู่ความตกต่ำราวกับถูกกัดกินทุกองคาพยพ นั่นคือ “ความโกรธ” ที่ทำให้ผู้คนลงคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองฝ่ายค้านเดิมคือพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลเดิมกันอย่างถล่มทลาย แต่ก็เป็นพรรคก้าวไกลที่แสดงท่าทีอัน “ชัดเจน” กว่าต่อการไม่จับมือกับการสืบทอดอำนาจของฝ่าย 3 ป. นั้นที่ได้รับชัยชนะไป โดยถ้าวัดกันที่เสียงในระบบบัญชีรายชื่อคือชนะไปร่วมร้อยละ 40

ส่วนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ในตอนแรกพรรคประชาชนนั้นนำเอาเรื่องความ “เทา” ของการเมืองและทุนที่ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ทางสังคม ทั้งปัญหาการทุจริตจนเกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจาก “ทุนเทา” ที่เข้ามาได้งานภาครัฐไปมากมายอย่างน่าสงสัยภายใต้คุณภาพงานที่มีปัญหา รวมถึงทุนเทาที่อยู่เบื้องหลังอาชญากรรมข้ามชาติแก๊งมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และพนันออนไลน์ อันที่จริงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในสังคมก็โกรธอยู่ แต่ก็เหมือนไม่สุด หนำซ้ำทางพรรคเองยังเจอปัญหาว่าผู้สมัครของพรรคเองก็มีปัญหาดังกล่าวเองด้วย ทำให้การชูเรื่อง “มีเราไม่มีเทา” หรือ “กาส้มล้มเทา” นั้นยังเรียก “ความโกรธ” ไม่ได้เท่าที่ควร

จนกระทั่งมาถึงเรื่องประกันสังคม ที่สามารถกระตุ้นความโกรธของสังคมได้ ส่วนหนึ่งเพราะมีคนไทยอยู่ในระบบประกันสังคมถึง 24.8 ล้านคน (ข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม มิถุนายน 2568) ซึ่งคิดเป็นกว่าร้อยละ 65 ของประชากรวัยทำงาน อายุ 20 ถึง 60 ปี ของไทยที่มีจำนวนราวๆ 38 ล้านคน (ข้อมูลจากสำนักบริการการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย มกราคม 2568) จึงกล่าวได้ว่าเรื่องประกันสังคมนี้เป็น “ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่” โดยแท้จริง

แต่ต่อให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมหากได้ติดตามข่าวต่างๆ ที่ปรากฏออกมา รวมถึงได้เห็นท่าทีของผู้เกี่ยวข้องของฝ่ายประกันสังคมไม่ว่าจะฝ่ายประจำหรือฝ่ายการเมืองแล้วลองทำจิตทำใจแบบเอาใจเขามาใส่ใจเราว่านี่คือท่าทีปากคำของผู้ที่ดูแลรักษากองทุนผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลและผลประโยชน์ยามเกษียณของเรา ไม่ใครก็ใครก็น่าจะ “โกรธ” กันทั้งนั้น

จึงไม่แปลกที่การขับเคลื่อนประเด็นเรื่องประกันสังคมของพรรคประชาชนจึงเป็นตัวกระตุ้นคะแนนเสียงและกระแสการเลือกตั้งที่ได้ผลอย่างยิ่ง เสียจนพรรคการเมืองอื่นต้องรับลูกตาม แต่กล่าวกันตามตรงว่า การที่พรรคการเมืองอื่นออกมาพูดเรื่องประกันสังคมทีหลังเมื่อเรื่องมันร้อนไปขนาดนี้แล้วก็ไม่ใช่การช่วยให้รูปเกมการเมืองดีขึ้นสักนิด นอกจากจะให้ภาพที่ดูเหมือนกับใครสักคน “เพิ่งตื่น” ขึ้นมาคุยเรื่องนี้หลังพรรคส้มเขาเปิดให้เห็นพรุนทุกแผลแล้ว

ป่วยการที่จะพยายามชี้ประเด็นว่าพรรคประชาชนขยายประเด็นเรื่องประกันสังคมเรื่องเดียวให้เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติเพื่อผลของการเลือกตั้งทั้งๆ ที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาอยู่นานแล้ว ก็เพราะว่าเป็นปัญหามานานแล้วโดยที่พรรคการเมืองทุกพรรคก็รู้กันนั่นแหละ มันเลยกลายเป็นเครื่องมือให้พวกเขาหยิบคว้าขึ้นมาใช้ได้ถนัดมือ เพื่อใช้ต่อสู้ในการเมืองด้วยความโกรธอันเป็นเกมถนัดของพวกเขาได้ พูดง่ายๆ ก็เหมือนทุกพรรคการเมืองที่เคยรับผิดชอบกำกับดูแลกลไกประกันสังคมไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมช่วยกันปล่อยปละเลี้ยงดูสัตว์ประหลาดกินแรงคนนี้ขึ้นมาเอง จนวันหนึ่งมีผู้มาชี้ให้ผู้คนเห็นว่ามีสัตว์ประหลาดอันควรกำจัดเพื่ออนาคตของทุกคน ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม พวกท่านใน “การเมืองเก่า” นี่แหละคือคนที่สร้างทั้งอสูรและผู้กล้าขึ้นมาเอง และตอนนี้ผู้กล้านั้นก็กำลังจะเถลิงบัลลังก์ของพวกท่าน

ความโกรธอันเป็นพลังของพรรคประชาชนยังผสมควบรวมมาอีกหลายเรื่อง ทั้งโกรธพรรคเพื่อไทยที่ตระบัดสัตย์ในคราวนั้น ความโกรธต่อพรรคภูมิใจไทยที่ทางพรรคยกมือให้นายอนุทินเป็นนายกฯแต่แล้วก็บริหารประเทศอย่างที่เห็นและก็หักหลังเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ความโกรธเรื่องทุนเทาที่เชื่อว่าทุกรัฐบาลก่อนหน้าอยู่เบื้องหลัง ความโกรธเหล่านั้นจะกลายเป็นพลังแปรเป็นเสียงเลือกตั้งของพรรคประชาชน อีกเพียงไม่ถึงสัปดาห์ เราก็จะได้รู้ว่า “ความโกรธ” ของผู้คนในรอบนี้จะส่งผลแค่ไหน

ส่วน “พรรคเพื่อไทย” ที่พยายามใช้กลยุทธ์ทางการเมืองด้วย “ความหวัง” ของ ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่พยายามที่จะไม่สร้างศัตรูหรือตั้งแง่พิพาทกับพรรคการเมืองใด ไม่ประกาศตัวเป็นศัตรูกับฝ่ายใดอย่างชัดเจนนั้น แม้จะเป็นแนวทางที่ดี แต่ก็อาจจะต้องยอมรับว่า จากโพลและกระแสหลายๆ อย่างนั้นถือว่าเป็นรองอย่างชัดเจน

จริงอยู่ ที่ “ความหวัง” นั้นเป็นเรื่องดีแน่ และการแก้ปัญหานั้นไม่ต้องเริ่มจากความโกรธหรือไม่พอใจก็ได้ เช่นที่เราสามารถทำดีต่อผู้อื่นได้โดยไม่ต้องด่าว่าใครเลวหรือแย่กว่าเรา แต่การเมืองที่กล่าวถึงเฉพาะ “ความหวัง” โดยละเลี่ยงเสียซึ่ง “ความโกรธ” หรือข้อขุ่นเคืองของผู้คนที่มีต่อบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมาเลย ทั้งๆ ที่พวกนั้นมันคือ “ปัญหา” อันน่าคับข้องชวนโมโหที่มีอยู่จริง ก็อาจจะเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเชิงบวกที่ยังไม่ครบมิติที่ผู้คนที่กำลังรู้สึกเหลืออดกับฝ่ายอำนาจต่างๆ ทั้งฝ่ายรัฐฝ่ายทุนทุกภาคทุกส่วนในรัฐประเทศนี้อยู่ก็ได้

ถ้าให้เปรียบเทียบกับอุปมาเงิน 100 บาทในตอนต้น พรรคเพื่อไทยและ ดร.เชน พยายามบอกว่า ถ้าเลือกเรา คนไทยจะมีเงินเพิ่มขึ้นในกระเป๋า 150 บาท แต่พรรคประชาชนบอกว่า ถ้าไม่เลือกเรา เงินคุณที่ฝากไว้จะหายไป 100 บาทแน่ๆ ถ้าเลือกเราแล้ว เราจะตามเงินนี้คืนมาให้ แถมจะป้องกันไม่ให้เงินฝากท่านรั่วไปโดยวิธีนี้แน่ๆ คือแม้ว่าการเลือกพรรคเพื่อไทยเหมือนจะได้เงินมากกว่านิดหน่อย แต่การเสียเงิน 100 บาท ที่ไม่ควรเสียมันน่าเจ็บใจกว่าจริงๆ นั่นแหละ

การเมืองแห่งความโกรธจะพาพรรคประชาชนจะได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวหรือไม่ ถ้าไม่เช่นนั้น พรรคใดที่จะได้รับการอาบล้างประกาศให้ว่า “ไม่เทา” พอที่พรรคจะจับร่วมให้เป็นรัฐบาลด้วยได้ หรือถ้าได้ก็ภายใต้เงื่อนไขใดเป็นเรื่องที่น่าสนใจ และก็หวังว่าหากมีเรื่องตุกติกหรือผิดปกติใดเกิดขึ้นกับพรรคประชาชน หรือแม้แต่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในกรณีที่ประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบให้จัดทำใหม่ทั้งฉบับ แล้วก็ขอให้ออม “ความโกรธ” ในวันนี้ไว้แสดงออกออกมาอย่างเป็นรูปธรรมหากเกิดเหตุแทรกแซงอันไม่ชอบนั้นด้วย อย่าให้เหมือนตอนที่วุฒิสภาลงมติไม่เห็นชอบให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือในตอนที่ยุบพรรคก้าวไกลและกลไกอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเสียงที่มาจากการตัดสินใจของประชาชนนั้นไร้ความหมาย

กับขอทิ้งท้ายไว้อีกเรื่องหนึ่งว่า แม้ความโกรธนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ หลายคนก็คงจะมีประสบการณ์ว่าบางครั้งความโกรธที่ถูกสบประมาททำให้เราลุกขึ้นมาทำงานทำการบางอย่างที่ไม่คิดว่าจะทำได้ทำเสร็จ หรือเปลี่ยนแปลงปรับปรุงตัวเองให้พ้นจากคำสบประมาท แต่จากประสบการณ์เช่นนั้นเองเราก็คงรู้เหมือนกันว่าการทำงานในขณะที่โกรธอยู่นั้นส่วนใหญ่มันจะได้งานที่หยาบหรือมีจุดพร่องจุดพลาด ดังนั้นความโกรธอาจใช้เป็นแรงผลักแรกเพื่อให้ลุกไปเปลี่ยนแปลงได้ แต่ในระหว่างความเปลี่ยนแปลงนั้นควรต้องระวังอย่าให้ “ความโกรธ” ผุดขึ้นมาพร่ำเพรื่อ

อีกทั้งในการทำงานที่ต้องใช้อำนาจรัฐแล้ว พวกท่านอาจได้พบความจริงข้อหนึ่งว่า บางครั้งบางเรื่องที่เคยสงสัยว่าทำไมไม่มีใครเขาทำสักทีนั้น จริงๆ มันมีเหตุผลของมันที่ทำไม่ได้ที่อาจจะทั้งอธิบายได้ อธิบายยากหรือไม่ควรอธิบาย บางครั้งการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจจะไม่ได้ง่ายดายนัก ถ้าต้องเผชิญกับปัญหาในลักษณะนั้น ก็ขอให้หน่วงความกริ้วของท่านไว้ รับฟังเหตุผลโดยไม่ด่วนตัดสินว่าที่เขาค้านนั้นเพราะมีเจตนาร้าย ขี้เกียจไม่อยากทำ ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง หรือไม่อยากลำบากเดือดร้อนเพิ่มขึ้น หรือเป็นคนละพวกกับท่าน

ที่สำคัญคือหากการแก้ปัญหาหรือการบริหารทำงานไม่ได้เป็นไปดังใจหวังจนความมั่นใจหรือความนิยมเริ่มสั่นคลอน ก็อย่าได้ใช้ไม้ตาย “ความโกรธ” ขึ้นมาปั้น “ปิศาจ” มาให้ใครเกลียดชังโกรธขึ้นเพื่อที่ท่านจะได้กลับไปเล่นบทผู้ต่อสู้กับอธรรมทั้งที่มีอำนาจอยู่เต็มมือนั่นอีกเลย