การเพรียกหาธรรมาภิบาลจากนายทุน นักธุรกิจ อาจเป็นเรื่องยากสักหน่อย ไม่เฉพาะขัดกับปรัชญาการประกอบธุรกิจ ที่มุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุดเท่านั้น หากแต่การสูบเลือดขูดเนื้อนั้น ยังมีความชอบธรรม ในกรอบมุมมองของนักธุรกิจอีกต่างหาก
ทั้งนี้ เนื่องจากดำเนินการถูกต้องในกรอบขอบเขตกฎหมาย ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐทุกประการ
เป็นการอาศัยช่องทางถูกกฎหมาย ทำกำไร ซึ่งพ่อค้าคงไม่เห็นว่าจะผิดตรงไหน
ขุนคลัง-อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ออกโรง จี้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ลดความเหลื่อมล้ำด้านการเงิน ด้วยการลดช่องว่างดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ และรายย่อย ที่ในปัจจุบันต่างกันราวร้อยละ 6-8 ขณะที่ลูกค้ารายใหญ่กู้เงินธนาคารเสียดอกเบี้ย 1% เศษ แต่รายย่อย กลุ่มเอสเอ็มอี กลับเสียดอกเบี้ยให้กับการขอสินเชื่อสูง 7-8%
ธนาคารพาณิชย์มีส่วนต่างดอกเบี้ย (สเปรด) สูง ในอดีตรัฐบาลยอมให้สเปรดสูง เพราะว่าต้องการให้ธนาคารพาณิชย์อยู่ได้ในช่วงวิกฤต ขณะนี้ผ่านวิกฤตมาแล้ว และธนาคารพาณิชย์ของไทยเข้มแข็งและแข็งแรงมาก แต่สเปรดไม่ได้ลดลง หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ คงไม่ต้องให้รัฐบาลบังคับให้ทำ
แม้รัฐบาลมองว่า สเปรดปัจจุบันถ่างกว้าง แต่ผู้บริหารธนาคารพาณิชย์กลับมีความเห็นโต้แย้งโดยเห็นว่า ทุกวันนี้แคบลงมาก จากการแข่งขันเสรี
แต่จุดที่น่าจะเป็นหัวใจของการถกเถียงครั้งนี้ และเป็นทั้งหมดทั้งมวลของตัวแปร ปัจจัยกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้
จับจากน้ำเสียงผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ น่าจะเป็นเรื่อง ข้อระมัดระวัง ความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อของแบงก์มากกว่า ที่เป็นที่มาความเหลื่อมล้ำ คิดแต่ละกลุ่มไม่เท่ากัน
นายแบงก์ระบุว่า การปล่อยเงินกู้นั้นต้องพิจารณาความผันผวน และความเสี่ยงต่างๆ รวมถึงการหักค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้เสียด้วย
ถึงไม่บอกตรงไปตรงมา แต่ก็ตีความได้ว่า การที่แบงก์คิดดอกเบี้ยสูง หรือไม่ปล่อยกู้เอสเอ็มอีนั้นมีฐานที่มา ต้องดูเนื้อใน-หลายอย่างประกอบไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์ตามอำเภอใจ เพราะปัจจุบันธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันสูง มีผู้เล่นในตลาดจำนวนมาก
ปัจจุบันสภาพคล่องล้นระบบกว่า 1 ล้านล้านบาท เงินท่วมธนาคาร
เม็ดเงินเหล่านี้มีต้นทุน แบงก์ต้องแบกรับภาระ หากจะถามว่าธนาคาร อยากปล่อยสินเชื่อหรือเก็บเงินไว้ เป้าหมายการระดมเงินฝากในยามปกติ เป็นคำตอบอยู่ในตัว นั่นคือ เพื่อนำไปปล่อยกู้ แต่ปัจจุบันแม้การฝากเงินจะได้ดอกเบี้ยต่ำ แต่เงินก็ไหลเข้าแบงก์ สวนทางกับการลงทุนที่แม้ภาครัฐพยายามนำร่อง แต่ภาคเอกชนรีรอ ไม่กล้าลงทุน
แน่นอนว่าเงินที่มีต้นทุน แบงก์อยากระบาย แต่การพิจารณาให้สินเชื่อก็ดำเนินไปอย่างเข้มงวด ต้องดูละเอียดยิบว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ จะได้คืนมาหรือไม่
ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการประกอบการ ทำให้แบงก์ระมัดระวังตัว
ทำไมปล่อยกู้รายใหญ่ เครดิตดีในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อยากได้กำไรน้อยกระนั้นหรือ ทำไมคิดรายย่อย เอสเอ็มอี ที่กำลังจะก่อร่างสร้างตัวสูง ทั้งที่ความสามารถในการคืนเงินกู้ต่ำกว่า รวมถึงไม่อนุมัติสินเชื่อ ก็คงเป็นเพราะแบงก์วิเคราะห์ความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ ทำมาค้าขายไม่น่าจะไปรอด
จึงต้องกัดฟันแบกรับภาระต้นทุนเงิน ยอมกำไรน้อยแต่แน่นอน ดีกว่าปล่อยกู้ ระบายเงินแต่ไม่ปลอดภัย จึงแทนที่จะขู่แบงก์ บีบลดดอกปล่อยกู้เอสเอ็มอี (ขาเอารัดเอาเปรียบอีกข้าง เงินฝากดอกเบี้ยต่ำติดดินไม่พูดถึง)
รัฐบาลน่าจะไปดูว่า ในขณะที่แบงก์เผชิญปัญหาสภาพคล่องล้น แต่ไม่กล้าปล่อยกู้
หนำซ้ำ ตั้งการ์ดคิดดอกเบี้ยแพงนั้น เป็นเพราะเหตุใด
การที่ภาคเอกชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ชักหน้าไม่ถึงหลัง เกิดภาวะฝืดเคือง ยอดขายชะลอตัว มองแล้วไม่น่าจะเป็นลูกหนี้ชั้นดีพอที่แบงก์จะปล่อยกู้ให้ได้นั้น มันมาจากสาเหตุใด
กลไกเศรษฐกิจถึงได้บิดเบี้ยว ย้อนแย้ง คำตอบอยู่ที่ไหนกันแน่
อยู่ที่สเปรด หรือว่าเศรษฐกิจประเทศพังพาบ จากความเสื่อมถอยของการเมือง การปกครอง

