คุณคงเคยได้ยินข่าวว่าในบางแห่ง ผู้พิพากษาจะใช้วิธีปรึกษากับระบบปัญญาประดิษฐ์เพื่อดึงข้อมูลของจำเลยว่าจะก่อความผิดซ้ำหรือไม่ขึ้นมา เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจว่าจะลงโทษ (หรือยกโทษ) จำเลยคนนั้นอย่างไร หรือล่าสุด ในเมืองเดอร์แฮม อังกฤษ ก็มีการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชื่อ HART (Harm Assessment Risk Tool) เพื่อประเมินว่าเมื่อปล่อยผู้ต้องสงสัยแล้ว เขาจะทำความผิดซ้ำหรือไม่ โดยดูจากข้อมูลในอดีตของผู้ต้องสงสัย และเทียบกับโมเดลสถิติที่ถูกขึ้นรูปด้วยข้อมูลยาวนานห้าปี-ในลักษณะคล้ายกัน คำตอบที่ออกมาจากระบบปัญญาประดิษฐ์จะไม่ได้เป็นตัวตัดสินชี้ขาดว่าเจ้าหน้าที่จะลงโทษหรือปล่อยผู้ต้องสงสัยอย่างไร แต่มันจะทำหน้าที่เป็น “ข้อมูลชุดหนึ่ง” เท่านั้น
นี่เป็นข่าวแบบที่เราได้ยินบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ-การนำปัญญาประดิษฐ์มา “ตัดสิน” มนุษย์-จะว่าไปก็ฟังดูคล้ายกับออกมาจากนิยายประเภทดิสโทเปียน (ทรรัฐ) ไม่มีผิด-แต่หากมองในอีกด้าน มันก็เป็นเพียงแค่การนำ “ข้อมูลสถิติ” มาช่วยตัดสินใจ
การใช้ปัญญาประดิษฐ์มา “ช่วย” ให้เจ้าหน้าที่รัฐตัดสินชะตากรรมของจำเลยหรือผู้ต้องสงสัยได้ดีขึ้นนั้นเป็นที่ถกเถียงกันมากนะครับ-ข้อแรกเลยก็คือมันถูกถกเถียงกันว่านี่จะเป็นการตัดสินใจที่ “ดีขึ้น” จริงหรือ และมีหลักฐานว่าหลายครั้งสถิติก็ทำให้ปัญญาประดิษฐ์ตัดสินใจผิดๆ ได้ไม่ต่างจากมนุษย์ เช่น หากผู้ต้องสงสัยเป็นชาวผิวสี ปัญญาประดิษฐ์ก็อาจไปเทียบสถิติการก่อคดีซ้ำโดยผู้ต้องสงสัยชาวผิวสีคนอื่นๆ ซึ่งจริงๆ แล้ว สีผิวก็อาจไม่สามารถถูกใช้เป็นปัจจัยร่วมได้
นอกจากในแวดวงอาชญากรรมและยุติธรรมแล้ว-ปัจจุบันก็มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อตัดสินบางอย่างที่ “เป็นศิลปะ” มากขึ้น, และแน่นอนมันก็เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่ต่างกัน
เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เว็บไซต์การเขียนบทภาพยนตร์ชื่อ The Black List เขาประกาศโครงการใหม่ชื่อ ScriptBook นี่เป็นโครงการจะให้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วย “ให้คะแนน” บทภาพยนตร์ที่ผู้ใช้ส่งเข้ามา ScriptBook มีสโลแกนเก๋ๆ ว่า “Hard Science for a Better Box Office” (ให้วิทยาศาสตร์มาช่วยทำหนังบ็อกซ์ออฟฟิศเจ๋งๆ กันดีกว่า)
ScriptBook บอกว่ามันจะช่วยให้นักเขียนบทภาพยนตร์มีเครื่องมือที่ดีขึ้นในการวิเคราะห์บทของตนเอง และนี่ก็ไม่ได้จะมาทดแทนการใช้มืออาชีพที่เป็นมนุษย์ในการให้คะแนนบทภาพยนตร์แต่อย่างใด แต่มันจะทำหน้าที่เป็น “วิธี” ที่จะเปิดมุมมองใหม่ๆ ที่เรามีต่อบทภาพยนตร์ได้เท่านั้น
เมื่อคุณส่งบทภาพยนตร์เข้าไปในระบบ ScriptBook จะตีค่าบทออกมาเป็นตัวเลขหลายๆ ด้าน เช่น มันสามารถรู้ได้ว่าบทภาพยนตร์นี้เป็น “หมวด” ไหน (ดราม่า โรแมนติก เพลง อาชญากรรม แอ๊กชั่น ฯลฯ) มันสามารถรู้ได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้หากถูกสร้างออกมาจะได้เรตอะไร (G, PG, PG-13, R) ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะดึงดูดคนที่ชอบภาพยนตร์ที่คล้ายกันเรื่องอะไร ตัวละครแต่ละตัวในบทมีบุคลิกแบบไหน และคนจะชอบตัวละครตัวนี้ไหม ที่สำคัญคือภาพยนตร์เรื่องนี้จะดึงผู้ชมแบบไหนเข้ามาดู และมันควรจะได้งบการสร้าง และงบโฆษณาเท่าไรที่จะทำให้ “ประสบความสำเร็จ” (ในเชิงรายได้) สูงสุด
The Black List เน้นย้ำอีกรอบว่าหลังจากที่ปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์บทภาพยนตร์ของคุณแล้ว คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นเรื่องของคุณเอง พวกเขาเพียงแค่คิดว่าการใช้ปัญญาประดิษฐ์มาสวมกับวงการภาพยนตร์น่าจะเป็นทางเลือกใหม่ๆ เท่านั้นเอง
ผลเป็นอย่างไรรู้ไหมครับหลังจากที่ The Black List ประกาศโครงการนี้ได้เพียงหนึ่งวัน? ผลก็คือ-โอ้โห-ปรากฏว่าถูกด่าจากทั่วสารทิศเลยครับ ถูกด่าจนกระทั่ง The Black List ต้องปิดไม่ให้ใช้ออปชั่นนี้บนเว็บไซต์ในวันต่อมา และต้องลงข้อความขอโทษที่ทำให้นักเขียนบทภาพยนตร์ทั้งหลายต้องช้ำใจ (มีคนด่ากระทั่งว่า “นาย (เจ้าคนคิดเทคโนโลยีนี้) น่าจะไปอยู่ในคณะทำงานของทรัมป์นะ” ซึ่งทีมงานของเว็บรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจมาก)
เหล่านักเขียนบทคิดว่า-ปัญญาประดิษฐ์นั้นเป็นของทื่อๆ และใช้คำว่า “คุณไม่สามารถวิเคราะห์ หรือให้คะแนนการแสดงของคนอย่างแดเนียล เดย์ ลูอิส ได้ด้วยการยัดสคริปต์ลงไปในซอฟต์แวร์นี้หรอก”
นี่เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ให้เข้ามาทำงานเฉพาะในวงการต่างๆ-และก็อย่างที่เห็นครับ-ยิ่งงานนั้นมีความเป็น “มนุษย์” มากเท่าไร แรงต้านก็จะยิ่งมากตาม
ถ้าเราให้หุ่นยนต์หรือปัญญาประดิษฐ์ทำงานที่ไม่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และงานที่มีลักษณะเป็นรูทีน อย่างเช่นการสรุปยอดบัญชีแบบตามช่วงเวลา ที่อาจไม่ต้องถึงขนาดใช้ “มืออาชีพ” มาทำ-แบบนั้นก็จะไม่ค่อยมีแรงต้านเท่าไร แต่เมื่อใดก็ตามที่ปัญญาประดิษฐ์ก้าวเท้าเข้ามาสู่ดินแดนที่เคยเป็นของมนุษย์โดยสมบูรณ์ อย่างเช่น เรื่องความคิดสร้างสรรค์ งานศิลปะ หรือกระทั่งความรัก-มันก็มักจะถูกไล่ต้อนออกไปโดยทันที เหมือนอย่างเช่นกรณีที่เกิดขึ้น
น่าติดตามว่าเส้นพรมแดน “ความเป็นมนุษย์” นี้จะแคบลงเรื่อยๆ ไหม ในวันที่กำลังจะมาถึง
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

