ขณะนี้บริษัทบุหรี่ข้ามชาติ ที่หันมาผลิตและขายบุหรี่ไฟฟ้าด้วย ได้วิ่งเต้นอย่างหนัก เพื่อที่จะขอให้รัฐบาลยกเลิกประกาศห้ามนำเข้าและห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า
เป็นความจริงที่ว่า เท่าที่มีหลักฐานถึงขณะนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่ผลต่อสุขภาพระยะยาวยังไม่ทราบ เพราะใช้กันแพร่หลายมากขึ้นมาเพียงประมาณ 10 ปี และนิโคตินก็เป็นสารเสพติดที่มีอำนาจเสพติดรุนแรง ยังไม่รู้ว่าหากเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว จะเลิกยากแตกต่างจากการเลิกบุหรี่ธรรมดาหรือไม่
ส่วนที่ผู้ขายบุหรี่ไฟฟ้า อ้างข้อมูลหน่วยงานสาธารณสุขอังกฤษ (Public Health London) ที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา 95% เป็นข้อสรุปจากรายงานชิ้นเดียว ที่ต่อมาถูกเปิดเผยในวารสารการแพทย์ลานเซทของอังกฤษเองว่า รายงานดังกล่าวมีปัญหาระเบียบวิจัยโดยเป็นเพียงการคาดการณ์โดยใช้รูปแบบจำลองความเสี่ยง (MCDA Approach) ของกลุ่มนักวิชาการ 12 คน ที่ได้รับทุนทำรายงานดังกล่าวจากบริษัทผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้า รายงานดังกล่าวจึงไม่เป็นที่ยอมรับโดยนักวิชาการอิสระทั้งในอังกฤษและในอเมริกา และมีการเรียกร้องให้สาธารณสุขอังกฤษแก้ไขความผิดพลาดในท่าทีที่เคยสนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้า โดยอ้างอิงถึงรายงานความปลอดภัยที่กล่าวแล้ว
ซึ่งนอกจากผู้ผลิตและผู้ขายบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว ไม่มีฝ่ายไหนที่อ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดา 95% อีกเลย
ขณะที่รายงานของราชวิทยาลัยอายุรแพทย์อังกฤษ (RCP) แม้ระบุว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจจะมีประโยชน์ในการลดอันตรายจากการสูบบุหรี่ แต่ก็ชี้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอันตราย ต้องมีการควบคุมมาตรฐานระดับนิโคติน ต้องควบคุมการโฆษณาและส่งเสริมการขาย ไม่ให้พุ่งเป้าไปที่เยาวชนและคนที่ไม่สูบบุหรี่ RCP จึงแนะนำให้ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าโดยจัดให้เป็นผลิตภัณฑ์ยา และต้องมีการติดตามการใช้อย่างใกล้ชิดถึงผลกระทบต่อสุขภาพในภาพรวม
การใช้บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ พบว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้มีประสิทธิภาพในการช่วยให้เลิกบุหรี่มากกว่ายาเลิกบุหรี่ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในขณะนี้
อีกประเด็นหนึ่งที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ลังเลเกี่ยวกับการปล่อยเสรีบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากบริษัทบุหรี่ข้ามชาติต่างเข้าซื้อกิจการบุหรี่ไฟฟ้าแล้วในขณะนี้ ซึ่งฤทธิ์เดชของบริษัทบุหรี่ข้ามชาติในการทำการส่งเสริมการขายและขัดขวางมาตรการควบคุมยาสูบ เป็นที่เข็ดขยาด และเอือมระอาของสังคมโลก
องค์การอนามัยโลกได้ตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญศึกษาหาทางออกในการกำหนดนโยบายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ยังไม่มีข้อแนะนำที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละประเทศ เพราะสถานการณ์ในแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน ขณะนี้นโยบายทางเลือกในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าจึงหลากหลายในแต่ละประเทศโดยมี 3 ทางเลือกคือ
หนึ่ง จัดให้เป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบและควบคุมเช่นเดียวกับบุหรี่ ซึ่งเป็นนโยบายของอียูที่กำหนดมาตรการเข้มงวดในเรื่องมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ควบคุมการตลาด และการตรวจสอบผลิตภัณฑ์
สอง กำหนดให้เป็นยาช่วยเลิกบุหรี่ เฉพาะผู้สูบบุหรี่ที่ใช้ยาอื่นแล้วไม่ได้ผลหรือแพ้ยาอื่น
สาม ห้ามจำหน่าย เนื่องจากมีหลักฐานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในอเมริกา ว่าเด็กๆ เข้าไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าก่อน และเปลี่ยนมาสูบบุหรี่ธรรมดาทีหลัง
เหตุการณ์ที่นำมาสู่การที่กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศห้ามนำเข้า และคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคออกประกาศห้ามให้บริการบารากู่และบุหรี่ไฟฟ้าเมื่อต้นปี 2558 เนื่องจากขณะนั้นกฎหมายที่ควบคุมบารากู่ยังไม่ชัดเจน และกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่มี เพราะคำจำกัดความผลิตภัณฑ์ยาสูบไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินเหลวเป็นส่วนประกอบ
ยิ่งไปกว่านั้น ที่น่าห่วงที่สุดคือมีการระบาดของบารากู่ไฟฟ้า ซึ่งก็คือบุหรี่ไฟฟ้าที่ปรุงแต่งกลิ่นรสเป็นรสวานิลลา เชอร์รี่ รสส้ม รสองุ่น รวมทั้งมีบุหรี่ไฟฟ้าที่สูบแล้วพ่นควันออกมาเป็นสีต่างๆ ซึ่งบางทีก็เรียกว่าบุหรี่ไฟฟ้าชูรส โฆษณาขายในอินเตอร์เน็ตเกล่อไปหมด เด็กๆ ใช้กันแม้แต่ในโรงเรียน โดยเด็กๆ คิดว่ามีกลิ่นผลไม้หรือกลิ่นขนม ไม่มีอันตราย จึงเข้าไปเสพเป็นแฟชั่นจนเกิดการเสพติดขึ้น
นายกฯตู่พูดในรายการทีวีคืนวันศุกร์ว่า สิ่งเสพติดทั้งบุหรี่ บารากู่ บุหรี่ไฟฟ้าระบาด มอมเมาเด็กๆ ต้องควบคุม นำมาสู่การออกประกาศห้ามขาย ห้ามให้บริการทั้งบารากู่และบุุหรี่ไฟฟ้า
บุหรี่ไฟฟ้า บารากู่ไฟฟ้า เป็นสิ่งเสพติดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อคนของเราและสังคมบ้านเรา คนที่ตกเป็นเหยื่อก็เป็นเยาวชนลูกหลานของเรา ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ สินค้าเหล่านี้เราผลิตเองก็ไม่ได้ เสียเงินตราให้ต่างประเทศอีก
ดังนั้น ในเมื่อข้อมูลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยังมีน้อยมาก มีความเสี่ยงที่เยาวชนและคนที่ไม่สูบบุหรี่จะตกเป็นผู้เสพติดบุหรี่ไฟฟ้าสูง และเรายังไม่รู้ว่าความสามารถในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าแบบไทยๆ ผลจะเป็นอย่างไร การที่รัฐบาลห้ามไว้ก่อน ให้ฝุ่นหายตลบแล้ว ค่อยมากำหนดนโยบายควบคุมที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดของส่วนรวม เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้วครับ
ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ

