หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป

10.02.26 | 13:37 น.
การเลือกตั้งที่เพิ่งผ่านไป

ความยากลำบากทุกครั้งในการเขียนคอลัมน์ในช่วงการเลือกตั้งก็คือ ผมจะต้องส่งต้นฉบับก่อนที่ผลการเลือกตั้งจะออก ดังนั้นจึงเป็นการยากมากที่จะเขียนอะไรออกมาที่เกี่ยวข้องกับผลของการเลือกตั้ง

ดังนั้นในสัปดาห์นี้จึงได้แต่หยิบเอาเรื่องราวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาและปรากฏการณ์ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งมานำเสนออีกสักครั้ง และมองภาพยาวของประชาธิปไตยในประเทศไทยจากโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งนี้แหละครับ

ประการแรก การเลือกตั้งในครั้งนี้ผมคิดว่าเป็นการเลือกตั้งที่มีผลต่อพลวัตของประชาธิปไตยในสังคมไทยไม่น้อย แม้ว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่มีการเตรียมการได้ไม่นานนักในทุกๆ ฝ่าย

ไม่มีพรรคไหนได้เปรียบเสียเปรียบกันมากนัก เพราะการเตรียมตัวเลือกตั้งนั้นใช้เวลาไม่นาน ไม่ใช่การเลือกตั้งในปลายปีที่สามของการมีรัฐบาล โดยระยะเตรียมตัวนั้นน้อยมาก (แต่ถึงกระนั้นก็มีการย้ายพรรค และตั้งพรรคใหม่กันอย่างรวดเร็ว)

พรรคภูมิใจไทย แม้ว่าจะเป็นรัฐบาล แต่ก็เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ถึงแม้ว่าจะเป็นรัฐบาลและอาจมีสายสัมพันธ์กับระบบราชการมากกว่าพรรคอื่น แต่โครงสร้างเดิมของพรรคก็ไม่ได้มุ่งหวังการเป็นพรรคขนาดใหญ่ ดังนั้นการขยายตัวของพรรคที่รวดเร็วก็จะส่งผลต่อความท้าทายหลังเลือกตั้งถ้าต้องเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

Advertisement

มิพักต้องกล่าวถึงข้อกล่าวหาในเรื่องความเชื่อมโยงกับคดีฮั้ว ส.ว. และคดีเรื่องที่ดินที่เขากระโดง ที่ยังต้องรอคำตัดสินสุดท้ายซึ่งยังต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่ง

นอกจากนี้จุดเด่นของพรรคคือการนำเอาคนนอกที่มีชื่อเสียงและผลงานมาร่วมรัฐบาล ซึ่งได้รับความนิยมจากประชาชนจำนวนไม่น้อย ก็อาจเจอปัญหาการจัดแบ่งโควต้ารัฐบาลกับสมาชิกกลุ่มใหม่ๆ ของพรรคที่มาจากนักการเมืองบ้านเก่าหน้าเก่าจากพรรคอื่นที่ย้ายมาเป็นกลุ่มเป็นก้อน

และด้วยการพึ่งพาประเด็นชาตินิยมในแบบเน้นความมั่นคงในการทหารเป็นหลัก ก็คงจะเป็นที่ถูกใจกับพลังนอกการเมืองรัฐสภา แต่จะส่งผลให้ได้คะแนนจริงหรือไม่ วันที่บทความนี้ตีพิมพ์เราก็จะได้เห็นกัน

ส่วน พรรคเพื่อไทย ซึ่งเพลี่ยงพล้ำจากการรักษาสถานะของการเป็นแกนนำของรัฐบาลถึงสองสมัย โดยการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และไม่สามารถรักษาสถานะแกนนำรัฐบาลได้อีกครั้งในการพยายามจัดตั้งรัฐบาลครั้งที่สาม ก็ได้แสดงออกถึงความสามารถในการยืนหยัดในเกมการเมืองในช่วงการรณรงค์เลือกตั้งครั้งนี้ได้อย่างน่าชื่นชม ทั้งการรักษาฐานคะแนนเก่าได้ในระดับที่น่าพึงใจ ทั้งจากการเปลี่ยนผ่านผู้นำทางการเมืองของพรรคได้อย่างรวดเร็ว เป็นที่ยอมรับในวงกว้างแม้กระทั่งฝ่ายที่ไม่ได้ยืนกับฝั่งแดง และสื่อมวลชน ทั้งนี้ หากมองด้วยความเป็นกลาง การรักษาฐานคะแนนของพรรคไม่ได้มาจากการทดแทนผู้นำของพรรคทั้งตัวหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ด้วยคนรุ่นใหม่ในเครือข่ายเดิมที่ได้รับการยอมรับเท่านั้น แต่นโยบายหลายอย่างของพรรคนั้นก็ยังเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาผู้สนับสนุนพรรคอย่างจริงจัง

ที่สำคัญ สถานะของพรรคเพื่อไทยในรอบนี้จะกลายเป็นพรรคตัวแปรที่ขาดไม่ได้ในการตั้งรัฐบาลในหลายสมการ

เว้นแต่ว่าท้ายสุดแล้ว พรรคเพื่อไทยจะโดนคำสาปให้แต่ละพรรคไม่กล้าที่จะร่วมรัฐบาลด้วย เนื่องจากเงื่อนไขอื่นๆ ที่คาดไม่ถึง หรือไม่อยากจะคาดการณ์ เพราะเสี่ยงที่จะคาดการณ์

พรรคประชาชน แม้ว่าจะเป็นตัวเต็ง และเมื่อผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ออกมา ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้แค่ไหนความสำคัญก็อยู่ที่ว่าพรรคสีส้มนั้นต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างเข้มข้น ถึงคุณสมบัติไม่เทาของสมาชิกพรรค และข้อกล่าวหาว่าตนขาดประสบการณ์ในการบริหารประเทศ รวมทั้งข้อกล่าวหาในการไปโหวตให้ภูมิใจไทยและยังต้องเผชิญกับความหวาดหวั่นกับการยืนระยะของพรรคที่กำลังเผชิญกับคดีความเก่าที่ยังค้างอยู่เรื่องอดีต 44 ส.ส. สมัยก้าวไกล นอกจากนี้พรรคส้มเองก็ไม่ได้เป็นพรรคครองพื้นที่สื่อออนไลน์ได้พรรคเดียวเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคอื่นๆ ก็มีพัฒนาการในการใช้พื้นที่สื่อออนไลน์อยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตามพรรคประชาชนยังครองพื้นที่สื่อในรูปแบบของการหันมาเล่นละครสั้นกันเอง ซึ่งเป็นการพลิกโฉมการเมืองให้ดูเป็นกันเองมากขึ้นกว่าความเคร่งขรึมทางอุดมการณ์และภาพลักษณ์จากการเป็นนักการเมือง ทั้งที่เป็นพรรคที่เน้นการขายจุดยืนทางการเมืองที่ออกจะเข้มข้นก้าวหน้ากว่าพรรคอื่นๆ

และในขณะเดียวกันพรรคส้มก็ยังครองพื้นที่ของการมีส่วนร่วมของผู้ชมในการขยายผลของการสื่อสารไปได้มากที่สุดเช่นเดิม ทั้งการค้นหาออนไลน์ และในการแชร์คลิปต่อ

หากพรรคประชาชน เพื่อไทยจะมีคะแนนมากกว่าที่ทุกคนคาดไว้ ส่วนสำคัญก็น่าจะมาจากสองเงื่อนไข

หนึ่ง การที่ประเด็นเรื่องประกันสังคมกลายเป็นประเด็นใหญ่ข้ามสีเสื้อของแต่ละพรรค และทำให้เกิดการหารูปธรรมของประเด็นรัฐสวัสดิการได้ชัดเจนขึ้น และมีกลุ่มเป้าหมายทางประชากรที่มีถึง 25 ล้าน

สอง การที่การเลือกตั้งครั้งนี้จัดร่วมกับการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ถึงแม้ว่าจะมีความยุ่งยากในการจัดการลงประชามติครั้งนี้ อาทิ การลงประชามติล่วงหน้าในแบบเดียวกับการเลือกตั้งล่วงหน้าไม่ได้ก็ตาม

แต่การลงประชามติรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ซึ่งเทียบกับสองครั้งที่ผ่านมาที่จัดทำในบรรยากาศของการปกครองในระบอบรัฐประหาร ทำให้เกิดแรงสนับสนุนที่เชื่อมโยงกับส้มมากที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มที่ออกมารณรงค์ แม้ว่าทางคุณจาตุรนต์จากพรรคแดงจะพยายามรณรงค์ในเรื่องนี้ในนามของพรรคเพื่อไทยอย่างจริงจัง และถ้านับจำนวนพรรคแล้วพรรคที่มีจุดยืนเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ดูจะมีมากกว่าพรรคที่รณรงค์ หรือมีจุดยืนไม่เห็นชอบ

แต่ภาพของคนที่มีจุดยืนในการเห็นชอบในการแก้รัฐธรรมนูญกับคนที่เลือกพรรคประชาชนดูจะซ้อนทับกันมากกว่าภาพอื่น

พรรคประชาธิปัตย์ เองนั้นในตอนแรกๆ อาจจะดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่ เพราะประสบปัญหาหนักมากคือคนที่ผ่านการเลือกตั้งในครั้งที่แล้วย้ายออกจากพรรคไปเกือบหมด รวมทั้งคนที่แพ้การเลือกตั้งครั้งที่แล้วก็ออกไปตั้งพรรคใหม่ หรือร่วมกับพรรคอื่นหลายระลอกในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะชนะหรือแพ้ในรอบนี้ มันทำให้เห็นความเป็นสถาบันของพรรคสีฟ้าที่ชื่อพรรคยังขายได้ และกองเชียร์ที่ “สนใจ” มีอยู่ไม่น้อย การเติมสมาชิกใหม่ของพรรคเข้ามาซึ่งแทบจะถอดแบบมาจากกลุ่มคนที่หากเป็นในอดีตก็คงเข้ามาเป็นยุวประชาธิปัตย์อย่างไม่น่าแปลกไปจากเดิม ก็เป็นส่วนที่สำคัญ

ที่น่าสนใจประการต่อมาก็คือ หากไปดูในเวทีดีเบตย่อยๆ ซึ่งผมไปมาสองเวที จะพบว่าคนเก่าที่กลับมาในพรรคพร้อมคุณอภิสิทธิ์ก็มีท่าทีในการนำเสนอตัวเองที่ไม่ได้ดุดันแยกขั้ว-ค่ายเหมือนเดิม และรวมทั้งคุณอภิสิทธิ์เองก็มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่ และใช้วิธีการเล่นเกมการเมืองสุจริตที่แยบยลขึ้น โดยไม่ชนกับพรรคใหญ่ แต่เน้นชนกับพรรคของคุณธรรมนัสที่คิดว่าน่าจะตีตั๋วร่วมกับพรรคภูมิใจไทย หรือเพื่อไทยอย่างง่ายๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือท่าทีของสมาชิกใหม่ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์เมื่อขึ้นเวที ก็มาในท่าทีของการสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวให้กับผู้ลงคะแนน ว่าพวกเขายังมีเวลาที่จะทำพรรค พรรคนี้ “ถือยาว” ได้ ไม่ต้องรีบ แต่ขอโอกาส

ส่วนสุดท้ายผมคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ในรอบนี้อาจไม่ได้ชนะเยอะเท่าสมัยก่อน แต่ที่สำคัญประชาธิปัตย์จะเป็นตัวแปรสำคัญในการทวงคะแนนคืนจากส้มบางส่วน และจากพลังประชารัฐเมื่อ 2562 และรวมไทยสร้างชาติเมื่อ 2566 ได้มากน้อยแค่ไหนซึ่งจะมีผลทำให้ชัยชนะของภูมิใจไทย และพรรคประชาชน เกิดขึ้นได้ไหมเป็นเรื่องสำคัญ

จะเห็นได้ว่าในเวทีปราศรัยใหญ่ของภูมิใจไทยที่หาดใหญ่ กลายเป็นว่าข้อความหลักในการปราศรัยกลายเป็นการปะทะกับพรรคประชาธิปัตย์โดยตรง อันเนื่องมาจากผลโพลที่่ผ่านมาที่คะแนนความนิยมของประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง

ส่วน พรรคกล้าธรรม นั้นปัจจัยของชัยชนะจะอยู่ในแต่ละท้องถิ่นท้องที่มากกว่าการวิเคราะห์ระดับชาติผมเองก็ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องการเคลื่อนไหวในพื้นที่ของพรรคนี้มากนัก จึงของดให้ความเห็นในเรื่องนี้แต่ผมคิดว่าอย่างไรก็ดี คุณธรรมนัสเองก็จะยังมีบทบาทสำคัญในการเมืองหลังการเลือกตั้งในครั้งนี้ต่อไป เพราะคุณธรรมนัสนั้นสามารถทำสิ่งที่คาดไม่ถึงได้เสมอ อาทิ การย้ายพรรค สร้างพรรคใหม่ การดึงดูด ส.ส.จากพรรคอื่นมาอยู่ในสังกัด หรือการเป็นเพื่อนกับต่างพรรค

อย่าลืมว่า การเมืองที่เพื่อไทยกุมสภาพไม่ได้หลังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้อยู่ที่การรวมตัวกันของภูมิใจไทยและพรรคประชาชนเท่านั้น หากไม่มีคุณธรรมนัสทุกอย่างก็เกิดไม่ได้ รวมทั้งการสนับสนุนข้ามพรรคของ ส.ส.บ้านใหญ่จากพลังประชารัฐและรวมไทยสร้างชาติเดิมที่โหวตคุณอนุทิน

ประการที่สอง หากผลการเลือกตั้งไม่มีพรรคไหนได้คะแนนเกินครึ่ง ความท้าทายในการเจรจาตั้งรัฐบาลนั้นจะเป็นเรื่องที่สำคัญ แน่นอนว่าพรรคอันดับหนึ่งนั้นจะมีความชอบธรรมมากกว่าพรรคอื่น แต่หากไม่ถึงครึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าพรรคอื่นที่รวมกันได้เกินครึ่งก็มีสิทธิที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้เช่นกัน

การจัดตั้งรัฐบาลในรอบนี้จึงมีความท้าทายรออยู่สามประการ

หนึ่ง ความคาดหวังของประชาชนแต่ละพรรคที่จะเห็นการผสมกันทางการเมืองจะสร้างความผิดหวังให้กับกองเชียร์พรรคตัวเองแค่ไหน เพราะอำนาจมันหลุดมือจากผู้เลือกตั้งไปแล้ว

สอง อีกด้านหนึ่งเราคงต้องพิจารณาว่า ข้อกล่าวหาข้ามขั้วต่างๆ ในรอบนี้อาจจะต้องถูกหักล้างด้วยความท้าทายที่ว่า การตั้งรัฐบาลนั้นมันสะท้อนความเป็นไปได้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมการเมือง การเมืองหลังการเลือกตั้งจึงยังมีเรื่องราวมากมายที่ยังดำเนินต่อไป

สาม คุณสมบัติของนักการเมืองที่จะถูกตรวจสอบย้อนหลัง ทั้งจากข้อกล่าวหาในช่วงเลือกตั้ง และคุณสมบัติก่อนหน้านั้นก็จะยังเป็นเรื่องที่จะถูกตรวจสอบต่อไป และจะมีผลต่อความชอบธรรมของรัฐบาลใหม่ที่จะตั้งขึ้น

ประการที่สาม ผมรู้สึกว่าหน่วยงานรัฐทั้งหลายที่รณรงค์เรื่องการเลือกตั้งครั้งนี้ในประโยคที่ว่า “เลือกคนที่ใช่ เลือกพรรคที่ชอบ” ผมคิดว่าควรพิจารณาว่าเป็นการชี้นำหรือไม่

จากเดิมที่เคยรณรงค์กันว่า เลือกคนที่รัก เลือกพรรคที่ชอบ

ประเด็นของผมคือ การตัดสินใจทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน คนไปเลือกตั้งอาจมีเจตจำนง หรือความประสงค์ที่แตกต่างกัน

เขาอาจไม่สามารถเลือกคนที่รักได้ หรือคนที่ใช่พรรคที่ชอบ หรือคนที่ใช่ พรรคที่ใช่ได้ หากการเลือกตั้งจำเป็นต้องเป็นการเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์ เพราะคนที่เขาชอบ คนที่รัก คนที่ใช่ พรรคที่ชอบ พรรคที่ใช่อาจไม่มีสิทธิที่จะได้

เขาอาจต้องเลือกพรรคลำดับสองที่พอไปได้ ถ้ามีทางที่จะโค่น หรือกีดกันคนที่เขาไม่ต้องการ และพรรคที่ไม่ต้องการได้

ดังนั้น แค่รณรงค์ให้ไปเลือกตั้งตามกรอบของกฎหมายเลือกตั้ง ที่มีเงื่อนไขว่าถ้าไม่ไปจะเสียสิทธิในการลงสมัครเลือกตั้งในครั้งต่อไปก็พอ

ประการสุดท้าย ผมคิดว่ายังไม่เห็นความชัดเจนของ กกต. ในการอธิบายว่าถ้าไม่ไปลงประชามติ จะเสียสิทธิสมัครเลือกตั้งในครั้งต่อไปไหม และจะนับอย่างไรว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ และการลงประชามติ อันไหนเป็นครั้งสุดท้าย กรณีที่หากไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้ไปลงประชามติ เขาจะสมัครเลือกตั้งครั้งหน้าได้หรือไม่

ทั้งหมดนี้ถือเป็นกระดาษทดที่บันทึกความรู้สึกเอาไว้ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กว่าคอลัมน์นี้จะถูกตีพิมพ์ ผลการเลือกตั้งนั้นได้ออกมาแล้ว และไม่แน่ใจว่าความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลจะชัดเจนแค่ไหน

ได้แต่บอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คึกคักมากในโซนชานเมืองกรุงเทพฯที่ผมไปลงคะแนน รถติดในซอยที่จะไปสู่หน่วยเลือกตั้งสักสองกิโลเมตร และเห็นคนรุ่นใหม่ๆ มาเข้าแถวเลือกตั้งตั้งแต่เช้าครับผม (แต่จะเป็นการเลือกตั้งที่มีคนมาใช้สิทธิมากที่สุดไหม และจำนวนบัตรเสียจะมีเท่าไหร่ วันที่คอลัมน์นี้ตีพิมพ์ก็คงจะได้รู้กันครับ)