หน้าแรก คอลัมนิสต์ ปฐมวัยในประเท...

ปฐมวัยในประเทศไทย จะไม่เป็น No Man’s Land แล้ว โดย : คณะทำงานยกร่างรายงานการปฏิรูปปฐมวัย

17.05.17 | 14:00 น.

ในโอกาสที่รัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 261 เพื่อ “ดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย” คณะทำงานผู้ยกร่างรายงานการปฏิรูปการปฐมวัยแก่คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ใคร่สรุปประเด็นหลักของรายงานดังกล่าวเพื่อให้สังคมไทยตระหนักร่วมกันถึงความจำเป็นที่จะต้องผลักดันการปฏิรูปการปฐมวัยให้สำเร็จ อนึ่ง รายงานฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์แล้วเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา

ผู้ที่ห่วงใยการศึกษาไทยมักกล่าวว่า ช่วงปฐมวัยของเด็กไทยเหมือน “no man’s land” คือไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบจริงจัง มาวันนี้ ท่ามกลางเสียงที่เห็นต่างเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน สำหรับนักการศึกษาแล้ว เหมือนเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์สำหรับการพัฒนาเด็กปฐมวัย เมื่อได้อ่านร่างบทบัญญัติว่าด้วยการศึกษาในร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปีที่ผ่านมา เพราะเป็นครั้งแรกที่รัฐธรรมนูญไทยบัญญัติชัดเจนเกี่ยวกับการดูแลเด็กปฐมวัย ดังความในมาตรา 54 “…รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย”

มีงานวิจัยเกี่ยวกับช่วงปีทองแห่งการตั้งต้นชีวิตมนุษย์มากมาย งานของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าพัฒนาการทางสมองของมนุษย์มีอัตราการพัฒนาสูงสุดในช่วงแรกเกิดถึง 6 ปี และช่วงปฐมวัยเป็นระยะอ่อนไหวของพัฒนาการสมอง มีความไวต่อผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ มาก หากเด็กไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้องในช่วงนี้ จะเป็นการยากลำบากมากที่จะพัฒนาเด็กให้เป็นพลเมืองคุณภาพในระยะต่อไป เพราะช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการพัฒนารากฐานได้ผ่านไปแล้ว นอกจากนี้ งานวิจัยของ ศ.ดร.James Heckman จากมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐอเมริกา ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ค.ศ.2000 ระบุว่า การลงทุนในช่วงปฐมวัยมีผลครอบคลุมทุกมิติของชีวิต ทั้งในด้านสุขภาพกายและใจ เพิ่มสมรรถนะในการเรียนรู้และการทำงาน สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจทั้งในระดับบุคคลและสังคม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดปัญหาสังคมและอาชญากรรม ฯลฯ ซึ่งทำให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงปฐมวัยสูงถึง 7 เท่าของการลงทุน

แต่สถานการณ์เด็กปฐมวัยไทยที่ผ่านมากลับอยู่ในภาวะเสี่ยงยิ่ง ข้อมูลของกรมอนามัย (พ.ศ.2542-2552) สำนักงานสถิติแห่งชาติ (พ.ศ.2556) ชี้ชัดถึงการเจริญเติบโตทางกายของเด็กปฐมวัยที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลกสากล ความพิการประเภทต่างๆ เพิ่มขึ้น พัฒนาการล่าช้าไม่สมวัย ทั้งด้านการเติบโต ภาษา ภาวะทุพโภชนาการรุนแรงอาจส่งผลต่อระดับไอคิวเมื่อโตขึ้น

พัฒนาการความฉลาดทางอารมณ์และปัญญาของเด็กไทยอยู่ในขั้นวิกฤตยิ่งกว่าด้านร่างกาย ข้อมูลของกรมสุขภาพจิต ปี พ.ศ.2558 และหน่วยงานต่างๆ มีดังนี้ ระดับสติปัญญาเด็กประถม วัย 6-12 ปี ร้อยละ 28 ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 90 ในปี 59 ไอคิวเด็ก ป.1 ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ 32% เด็กอายุ 6-12 ปีทั่วประเทศมีเด็กสมาธิสั้นประมาณ 280,000 คน หรือประมาณร้อยละ 5 ของเด็กวัยนี้ทั้งหมด เด็กไทยติดเกมร้อยละ 13 ถึงขั้นคลั่งไคล้ร้อยละ 15 เป็นอันดับ 1 ของเอเชีย เสียเงินเฉลี่ยคนละ 1,160 บาท/เดือน คิดเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจปีละ 30,000 ล้านบาท เด็กไทยเฉลี่ย 1 ใน 5 มีเพศสัมพันธ์ เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 20 มัธยมศึกษาตอนต้น ร้อยละ 17 และประถมศึกษาร้อยละ 14 วัยรุ่นหญิงทุก 1,000 คนจะกลายเป็นแม่วัยใส 54 คน เฉพาะปี 2554 มีแม่วัยใสให้กำเนิดลูก 129,000 คน เด็กมัธยมศึกษาตอนต้นดื่มเหล้าร้อยละ 16 เล่นพนันร้อยละ 14 พบเห็นการเสพยาในโรงเรียน ร้อยละ 20 และพบเห็นการพกอาวุธในโรงเรียนร้อยละ 35 ล้วนเป็นข้อมูลน่าสลดใจยิ่งนัก

Advertisement

อันที่จริง ไม่ควรมองการดูแลพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างแยกส่วนกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การดูแลเด็กเล็กตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์มารดาจนคลอดและเลี้ยงดูอย่างมีคุณภาพนั้นก็คือการทำให้กำลังคนในวัยทำงานของชาติทั้งหญิงและชาย มีความสามารถที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม เป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของชาติ

เหตุปัจจัยอะไรหนอที่ทำให้เด็กปฐมวัยไทยเติบโตอย่างไร้คุณภาพเช่นนี้
1.ประเทศไทยเป็นประเทศที่จัดการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยอย่างขาดทิศทาง แม้จะมีมหาวิทยาลัย สถาบันวิชาการให้ความรู้เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยทั่วประเทศ แต่ที่ผ่านมาการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาแก่เด็กปฐมวัยในภาพรวม มิได้มุ่งเป้าหมายการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เป็นรากฐานที่มั่นคงระยะยาวของประเทศ กลับปล่อยให้เป็นไปตามสภาพของครอบครัวรับผิดชอบกันเอง เช่น การให้นมแม่ การลาคลอดเพื่อเลี้ยงลูก รวมทั้งไม่ได้ใช้ความรู้เป็นฐานในการทำงานอย่างแท้จริง ไม่ยึดมั่นตามหลักการที่ควรจะเป็น เช่น ผู้บริหารการศึกษายังยอมให้มีนโยบายเร่งเรียนเขียนอ่านในเด็กปฐมวัยอยู่ทั่วไปจนกลายเป็นกระแสค่านิยมของพ่อแม่ เป็นผลให้เด็กไม่ได้รับการพัฒนาตามที่ถูกที่ควร เด็กเครียด ไม่มีความสุข และขาดโอกาสพัฒนาทักษะที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นและฝังรากไว้ในช่วงปฐมวัยนี้

2.การบริหารจัดการด้านการปฐมวัยยังขาดเอกภาพและประสิทธิภาพ กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยมีอย่างน้อย 4 กระทรวง คือ กระทรวงสาธารณสุข, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย

ปัญหาคือการขาดเอกภาพและประสิทธิภาพในการบูรณาการงานภาพรวม ภารกิจดูแลเด็กปฐมวัยไม่ได้เป็นภารกิจหลักของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เป็นเพียง “งานฝาก” ที่ต่างคนต่างทำ แต่ละหน่วยงานต่างมีตัวชี้วัดและมาตรฐานของตนเองที่แตกต่างกัน

เชื่อหรือไม่ว่า บุคลากรที่มีหน้าที่เกี่ยวกับเด็กปฐมวัยมีจำกัดมากในแต่ละกระทรวง เช่น ในสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งเป็นหน่วยงานเลขานุการของคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ และในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ มีบุคลากรรวมกันเพียงไม่เกิน 5 คนเท่านั้น ในขณะที่ประชากรในวัยปฐมวัยมีไม่ต่ำกว่า 800,000 คน

ประเทศไทยมีกฎหมาย 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการปฐมวัย ได้แก่ พ.ร.บ.ส่งเสริมเด็กและเยาวชน ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งกำหนดนิยาม “เด็ก” ครอบคลุมวัยของเด็กและเยาวชนตั้งแต่ 0-25 ปี มีคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) ซึ่งรอง
นายกฯ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย เป็นประธาน อธิบดีกรมส่งเสริมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นเลขาฯ มีอำนาจหน้าที่ ภารกิจหลายประการที่ซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (กพป.) ซึ่งจัดตั้งตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ.2551 ซึ่งกำหนดนิยาม “เด็กปฐมวัย” ครอบคลุมช่วงวัยตั้งแต่ 0-6 ปี มีรอง
นายกฯ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นประธาน มีสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เป็นเลขาฯ กรรมการส่วนใหญ่เป็นบุคคลเดียวกัน

เป็นที่น่าเสียดายที่คณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติชุดนี้ แม้จะตั้งอยู่บนฐานของวัตถุประสงค์การจัดตั้งดีงามและมีอำนาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยของชาติ แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถบริหารการบูรณาการงานพัฒนาเด็กปฐมวัยของชาติที่กระจายเป็นงานฝากอยู่ในกระทรวงต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ ก่อประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพได้ อาจเพราะสถานภาพของกฎหมายที่รองรับเป็นเพียงระเบียบสำนักนายกฯหรือไม่ที่ทำให้คณะกรรมการชุดนี้ยังขาดกลไกที่ทรงพลังในการประสาน กำกับ ติดตาม และผลักดันการพัฒนาเด็กปฐมวัยของหน่วยงานต่างๆ ให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง

ดังนั้น หากมีพระราชบัญญัติว่าด้วยการปฐมวัยแห่งชาติที่รองรับคณะกรรมการชุดนี้ พร้อมกับการออกแบบกลไกการบูรณาการที่แข็งแรงขึ้น น่าจะเป็นทางออกของการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่กระจัดกระจายอยู่ให้เป็นเอกภาพได้

ประเทศไทยจึงไม่อาจรอให้เด็กปฐมวัยของชาติมีฐานชีวิตที่ผุกร่อนอ่อนแอต่อไป
ในพื้นที่จำกัดนี้ คณะทำงานขอเพียงสรุปประเด็นสำคัญในข้อเสนอการปฏิรูป ดังนี้

⦁ การปฏิรูปการปฐมวัยของชาติ ต้องยึดพันธกิจหลัก “สร้างหลักประกันให้เด็กปฐมวัยทุกคนได้รับการปกป้องคุ้มครอง ดูแล พัฒนา และได้รับการศึกษา อย่างมีคุณภาพ ต่อเนื่อง ทั่วถึง และเท่าเทียมตามหลักวิชาการโดยให้มีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ระดับชาติ ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน จนถึงครอบครัว ให้เป็นเอกภาพและมีประสิทธิภาพ”

⦁ บุคคล ครอบครัว ชุมชน ท้องถิ่น หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชน ย่อมมีสิทธิในการพัฒนา ดูแลเด็กปฐมวัย หากต่างต้องยึดหลักการและมาตรฐานคุณภาพกลางเดียวกันในการพัฒนาเด็กปฐมวัยแต่ละช่วง เพื่อให้คุณลักษณะที่ต้องการเกิดขึ้นแก่เด็กปฐมวัยตรงกัน ทั้งในสถานบริการอนามัยแม่และเด็ก และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกแห่ง โดยกำหนดหลักการและแนวทางของหลักสูตรแกนกลางการพัฒนาเด็กปฐมวัยและหลักสูตรสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ที่ใช้หลักการอบรมเลี้ยงดู ส่งเสริมพัฒนาการและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้เต็มตามศักยภาพ

มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีวินัย และสามารถพึ่งตนเองได้ตามวัย ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ให้เด็กดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพและมีความสุข

⦁ ประเทศควรมีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่บูรณาการงานของหน่วยงานของรัฐและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทุกฝ่าย ทุกระดับตามหลักดังต่อไปนี้

(1) มีการจัดทำและปรับปรุงโครงสร้าง กลไก ระบบ และวิธีการพัฒนาเด็กปฐมวัยของชาติแบบบูรณาการ สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนงานอย่างมีพลัง มีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ

(2) วางแผนแม่บทของชาติ มีมาตรฐานกลางในการพัฒนาเด็กปฐมวัย และมีการปฏิบัติของหน่วยงานต่างๆ ที่สอดคล้องเป็นเอกภาพ

(3) มีกลไกกลางในระดับชาติและระดับจังหวัดที่ทำหน้าที่บริหารการบูรณาการงานพัฒนาเด็กปฐมวัยระหว่างหน่วยงานของทุกภาคส่วนทุกระดับ ที่ประสานการวางแผนงานและกลั่นกรองงบประมาณของหน่วยงานต่างๆ

(4) มีกลไกกลางระดับชาติที่ทำหน้าที่ด้านสารสนเทศและระบบการสื่อสาร ที่บูรณาการข้อมูลการพัฒนาเด็กปฐมวัยจากทุกภาคส่วน ทุกฝ่าย ทุกระดับ มีการเชื่อมต่อข้อมูลและเข้าถึงได้โดยสะดวก

(5) ใช้องค์ความรู้และข้อมูลที่ทันต่อยุคสมัยเป็นฐานในการกำหนดนโยบายและแนวทางปฏิบัติ

(6) ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น รวมทั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยภาคเอกชนอยู่ในโครงสร้างการบูรณาการและให้ได้รับสิทธิประโยชน์จากรัฐตามที่กฎหมายกำหนด

⦁ รัฐควรมีวิธีการปฏิรูปปฐมวัยอย่างไร

1) กำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่ชัดเจนด้วยความตระหนักถึงคุณค่าของช่วงปฐมวัยซึ่งเป็นรากฐานของทุนมนุษย์และดำเนินการใดๆ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เติบโตเต็มตามศักยภาพ อย่างมีเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน

2) กำหนดนิยามของช่วงปฐมวัย ที่ครอบคลุมไปถึงการดูแลเด็กในครรภ์ และให้ความสำคัญไปถึงช่วงรอยเชื่อมต่อจากวัยอนุบาล ไปถึงช่วงประถมต้น หากการดูแลพัฒนาเด็กปฐมวัยไม่คุ้มครองไปถึงทารกในครรภ์ ก็จะเป็นการแยกส่วนและยากที่จะมีหลักประกันว่าทารกแรกเกิดจะมีคุณภาพดีทุกด้านในการตั้งต้นชีวิต

3) ต้องสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว ชุมชนและสังคมทั่วไป เกี่ยวกับเป้าหมายและวิธีการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เพราะพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครอบครัว เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดต่อชีวิตเด็ก จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจถูกต้อง มีความสามารถที่จะเลี้ยงดูและพัฒนาเพื่อวางรากฐานของชีวิตเด็ก ส่วนชุมชนและสังคมทั่วไปเป็นสภาพแวดล้อมที่สำคัญของเด็ก ที่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กปฐมวัย

รัฐพึงส่งเสริมให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยทุกช่วง จัดการศึกษาแก่พ่อแม่ (Parent Education) และสังคม โดยกำกับให้เป้าหมายและวิธีการสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน

4) รัฐสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง เพื่อระดมทรัพยากรอันเป็นคุณ มาร่วมสร้างการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัยอย่างเข้มแข็ง

5) รัฐต้องสร้างกลไกการบริหารจัดการที่สามารถทำให้การปฐมวัยของชาติมีเอกภาพและประสิทธิภาพอย่างแท้จริง โดยออกแบบระบบการจัดการที่สามารถส่งเสริม ดูแล พัฒนาและกำกับที่บูรณาการกระทรวงที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อการดูแลพัฒนาและจัดการศึกษาปฐมวัยไทย
⦁ เร่งรัดปรับปรุงคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โดยใช้การบูรณาการระดับอำเภอ ส่งเสริมให้มีศูนย์เด็กเล็กคุณภาพในทุกชุมชน สร้างเครือข่ายหน่วยงานด้านวิชาการปฐมวัย เช่น อนุบาลประจำจังหวัด โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล สถาบันอุดมศึกษา ให้การสนับสนุนศูนย์เด็กเล็กในเรื่องทั้งการพัฒนาคุณภาพหลักสูตรสถานศึกษา คุณภาพของผู้ดูแลเด็ก รวมทั้งสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการเลี้ยงดูเด็กกับพ่อแม่ผู้ปกครองและผู้เกี่ยวข้อง

⦁ กำหนดมาตรการและผู้รับผิดชอบในประเด็นต่างๆ เพื่อเร่งรณรงค์ความเข้าใจและสร้างค่านิยมที่ถูกต้องแก่ครอบครัว ครู และผู้ดูแลเด็ก ดังต่อไปนี้

1) ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นานอย่างน้อย 6 เดือน

2) ส่งเสริมให้ครอบครัว ชุมชน สังคม ร่วมกันกำหนดมาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยและอันตรายที่เกิดขึ้นกับเด็กปฐมวัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ

3) เน้นการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยด้วยวิธีการสอดคล้องกับการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก อาทิ การเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-Based learning) เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมทักษะสมองส่วนหน้าซึ่งเป็นทักษะด้านการบริหารจัดการชีวิต (Executive Functions) ทักษะการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการกำกับตนเอง การเรียนรู้การเข้าใจตนเองและผู้อื่น

4) การเรียนในวัยอนุบาลต้องไม่มีการเร่งเรียนเขียนอ่าน ไม่มีการบ้าน ส่งเสริมการอ่านหนังสือก่อนนอน และส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมกับพ่อแม่ เพื่อความอบอุ่นในครอบครัว และช่วยเหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน

5) ไม่ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีจอภาพในเด็กปฐมวัย ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและพัฒนาการด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และอาจเกิดโรค เช่น ออทิสติกเทียม

6) ส่งเสริมให้พ่อแม่และครูเข้าใจและมีทักษะในการสร้างวินัยเชิงบวกบนพื้นฐานสัมพันธภาพที่ดี ให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและเกิดความสำนึกด้วยตนเองถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น ไม่ใช้การลงโทษรุนแรงไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ

7) สร้างรอยเชื่อมต่อระหว่างอนุบาลกับประถมศึกษา ด้วยการวางแผนและจัดการเรียนรู้โดยยึดการพัฒนาเด็กแบบองค์รวม จัดกิจกรรมที่ผสมผสานระหว่างรูปแบบการจัดกิจกรรมของชั้นเรียนอนุบาลและประถมศึกษา เรียนรู้เนื้อหาสาระผ่านกิจกรรมการเล่นหรือลงมือปฏิบัติ ครูประจำชั้นสอนวิชาหลัก จะได้ใช้เวลาเต็มที่กับเด็ก และเด็กปรับตัวกับครูได้อย่างรวดเร็ว

8) ยกเลิกการสอบเข้าระดับปฐมวัย และสอบเข้าประถมปีที่ 1 ทุกรูปแบบ และไม่ส่งเสริมการประกวดหรือการแข่งขันใดๆ ในช่วงปฐมวัย เพราะจะทำให้เด็กเกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเรียน เด็กเครียด เด็กที่สอบไม่ได้จะขาดความเชื่อมั่นในตนเองในระยะยาว

เพื่อให้การปฏิรูปการปฐมวัยเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน ขอเรียนเสนอต่อคณะกรรมการอิสระให้มี “กฎหมายว่าด้วยการปฐมวัยแห่งชาติ” ภายใต้หลักการปฏิรูปการปฐมวัยดังกล่าว พร้อมให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยทั้งระบบ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2542 (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2553 พระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ.2540 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2551 ฯลฯ

เพื่อให้เด็กปฐมวัยเป็นรากฐานที่แข็งแรงของชาติไทยเสียที

โดย : คณะทำงานยกร่างรายงานการปฏิรูปปฐมวัย