พลเรือตรีเกรซ ฮอปเปอร์ – ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ วันนี้ผมอยากจะชวนท่านย้อนกลับไปดูเรื่องของสตรีเหล็กคนหนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีท่าน ป่านนี้เราอาจจะต้องส่งโทรเลขคุยกัน หรือไม่ก็ต้องนั่งกดเครื่องคิดเลขมือหมุนจนกล้ามขึ้น เพราะท่านคือคนที่เป็นสะพาน เชื่อมระหว่างภาษามนุษย์กับภาษาเครื่องจักรที่ฟังดูไม่รู้เรื่องให้มาบรรจบกันได้
ถ้าเราจะพูดถึงประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงไอ้หนุ่มอัจฉริยะที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยไปสร้างเนื้อสร้างตัวในโรงรถอย่าง สตีฟ จ็อบส์ หรือบิล เกตส์ หรือไม่ก็ย้อนไปหา อลัน ทัวริง ผู้ไขรหัสลับนาซี แต่เชื่อไหมครับว่า ในโลกที่ผู้ชายจองหองพองขนว่าตัวเองครองความเป็นใหญ่นั้น มีคุณย่า ร่างเล็กคนหนึ่งในเครื่องแบบพลเรือตรีแห่งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งแม่มดและนางฟ้าผู้ประทานพรให้คอมพิวเตอร์คุยกับมนุษย์รู้เรื่อง เธอคือ พลเรือตรีเกรซ ฮอปเปอร์ ผู้ที่สอนให้เครื่องจักรเลิกพูดภาษาเลขศูนย์กับเลขหนึ่ง แล้วหันมาพูดภาษาอังกฤษแทน
เกรซเกิดในนิวยอร์กเมื่อ พ.ศ.2449 ในครอบครัวที่สนับสนุนให้ลูกสาวเรียนหนังสือ ไม่ใช่แค่ให้ไปเป็นแม่บ้านแม่เรือน เกรซมีความซนเป็นพื้นฐานครับ ประเภทที่ว่าตอนอายุ 7 ขวบ เธอรื้อนาฬิกาปลุกในบ้านไป 7 เรือนรวด เพียงเพื่อจะดูว่ามันทำงานยังไง นี่แหละครับคือหัวใจของนักวิทยาศาสตร์ เธอเรียนจบปริญญาเอกด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเยล ซึ่งในสมัยนั้น ผู้หญิงที่จบดอกเตอร์ด้านนี้มีน้อยกว่าฟันทองในปากคนจนเสียอีก เกรซกลายเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ที่วิทยาลัยวาสซาร์ (Vassar College) ชีวิตก็น่าจะสงบสุขดี ถ้าไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นเสียก่อนในขณะที่เกรซมีอายุได้ 34 ปี และเธอได้ไปสมัครเข้ากองทัพเรือครับ ตอนแรกกองทัพทำท่าจะไม่เอา เพราะเธออายุเกินที่ประกาศกำหนดไว้ และตัวเล็กเกินไป (น้ำหนักไม่ถึงเกณฑ์) แต่ด้วยความดื้อแพ่ง เกรซก็ได้เข้าไปอยู่ในหน่วยสำรองของกองทัพเรือ และถูกส่งไปที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เพื่อทำงานกับเจ้าอสูรกายเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆ ที่ชื่อว่า Harvard Mark I
เจ้า Mark I นี่มันไม่ใช่โน้ตบุ๊กบางเบาแบบที่เราใช้พิมพ์ด่ากันในโซเชียลมีเดียนะครับ แต่มันคือเครื่องจักรขนาดมหึมา ยาว 51 ฟุต สูง 8 ฟุต เสียงดังสนั่นหวั่นไหวเหมือนโรงสีข้าว เกรซต้องทำหน้าที่เขียนโปรแกรม (ซึ่งสมัยนั้นคือการเจาะรูบนแถบกระดาษ) เพื่อคำนวณวิถีกระสุนปืนใหญ่และระเบิดปรมาณู และ
ที่นี่เองที่เกิดตำนานเรื่อง “Bug” (แมลง) อันลือลั่น วันหนึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์มันรวน เกรซกับทีมงานก็ไปตรวจดู ปรากฏว่ามีผีเสื้อกลางคืนตัวหนึ่งเข้าไปตายติดอยู่ในรีเลย์ (Relay) เกรซจึงเอาแหนบคีบแมลงนั่นออกมา แล้วแปะลงในสมุดบันทึก พร้อมเขียนกำกับว่า “First actual case of bug being found” (พบตัวบั๊กจริงๆ เป็นครั้งแรก) ตั้งแต่นั้นมา เวลาคอมพิวเตอร์มีปัญหา เราเลยเรียกว่า บั๊ก และเรียกการแก้ไขว่า ดีบั๊ก (Debug) กันจนติดปากทุกวันนี้
ความยิ่งใหญ่ของเกรซ ฮอปเปอร์ ไม่ได้อยู่ที่การคีบแมลงครับ แต่อยู่ที่การกล้าท้าทายความเชื่อเดิมๆ ท่านผู้อ่านเชื่อไหมครับว่า สมัยก่อนคนเชื่อกันว่าคอมพิวเตอร์เข้าใจแต่ตัวเลขเท่านั้น ใครจะไปสั่งมันด้วยภาษาคนได้ แต่เกรซบอกว่า ไม่ใช่! เธอเป็นคนคิดค้นสิ่งที่เรียกว่า Compiler หรือโปรแกรมแปลภาษาคอมพิวเตอร์ตัวแรกของโลก (A-0 System) เธอเชื่อว่ามนุษย์ควรเขียนโปรแกรมด้วยภาษาอังกฤษ (เช่น ADD, SUBTRACT) แล้วให้เครื่องทำหน้าที่แปลเป็นเลขฐานสองเอง พวกผู้ชายในวงการตอนนั้นหัวเราะเยาะเธอครับว่าเธอเพ้อเจ้อ คอมพิวเตอร์ไม่ได้มีไว้ให้อ่านภาษาอังกฤษ!
แต่เกรซไม่สนครับ เธอเป็นพวก ทำก่อน ค่อยขอโทษทีหลัง (It’s easier to ask forgiveness than it is to get permission.) ซึ่งกลายเป็นคติประจำตัวที่ผู้เขียนชอบมากเพราะถ้ารอมติคณะกรรมการ หรือรอให้เจ้านายอนุมัติ ชาตินี้เราก็คงไม่ได้เห็นนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ หรอกครับและผลจากการดื้อของเธอทำให้เกิดภาษา COBOL (Common Business-Oriented Language) ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในภาคธุรกิจทั่วโลกมานานหลายทศวรรษ จนถึงทุกวันนี้ ระบบธนาคารที่คุณใช้ถอนเงินกันอยู่ ก็ยังมีโค้ดภาษา COBOL ฝีมือวางรากฐานของคุณเกรซนั่นเอง
เกรซ ฮอปเปอร์ เกษียณจากกองทัพเรือถึง 3 ครั้งครับ พอเกษียณทีไร กองทัพเรือก็พบว่าขาดเธอไม่ได้ จนต้องเรียกตัวกลับมาช่วยงานทุกที เธอทำงานจนถึงอายุ 79 ปี เป็นนายทหารหญิงที่อายุมากที่สุดในขณะนั้น และครองยศพลเรือตรี
เมื่อเธอเสียชีวิตใน พ.ศ.2535 เธอทิ้งมรดกไว้ไม่ใช่แค่ตำนานโค้ดภาษา COBOLและเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เป็นทัศนคติ ที่เธอเคยกล่าวไว้ว่า ประโยคที่อันตรายที่สุดในภาษาอังกฤษคือประโยคที่ว่า We’ve always done it this way. (เราก็ทำแบบนี้กันมาตลอดนั่นแหละ) เพราะถ้าโลกนี้ไม่มีคนอย่างเกรซ ฮอปเปอร์ ที่กล้าลุกขึ้นมายกเลิกความเชื่อเดิมๆ เราอาจจะต้องมานั่งเจาะรูบนกระดาษเพื่อจะส่งอีเมล์ถึงกันและกันทุกวันนี้ เกรซ ฮอปเปอร์ สอนให้เรารู้ว่า อายุไม่ใช่ปัญญา และระเบียบวินัยที่ไร้ซึ่งจินตนาการนั้นคือศัตรูของการพัฒนาในเชิงปรัชญาการทำงานของ เกรซ ฮอปเปอร์ สามารถแยกแยะความหมายไว้ 4 ข้อ ได้ดังนี้
1.ปัญญาไม่ได้มาพร้อมกับอายุงานที่ยาวนานเสมอไป ในระบบราชการหรือองค์กรใหญ่ๆ มักจะยึดถือระบบอาวุโส (Seniority) ใครอยู่นานคนนั้นอาบน้ำร้อนมาก่อนและต้องฉลาดกว่า แต่เกรซพิสูจน์ให้เห็นว่าการอยู่มานาน ไม่ได้หมายความว่าจะคิดถูกเสมอไป เพราะเธอมักจะถูกขัดขวางโดยคนที่มีอายุงานมากกว่าหรือมียศสูงกว่าที่มักพูดว่า เราทำแบบนี้มาตลอด เนื่องจากเกรซแสดงให้เห็นว่า ปัญญาที่แท้จริงคือการกล้าท้าทายสิ่งเดิมๆ แม้ว่าคุณจะเป็นเด็กหน้าใหม่ หรือแม้ว่าคุณจะเป็นคนแก่ที่กำลังคุยกับคนรุ่นลูกก็ตาม
2.ความแก่ไม่ใช่ขีดจำกัดของการเรียนรู้สิ่งใหม่ เกรซ ฮอปเปอร์ ทำงานกับคอมพิวเตอร์จนถึงอายุเกือบ 80 ปี ในขณะที่เทคโนโลยีเปลี่ยนผ่านจากเครื่องจักรขนาดเท่าบ้านมาเป็นชิปขนาดเล็ก คนทั่วไปพอมั่นใจว่าตัวเองเมื่อมีอายุ หรือมีประสบการณ์ มักจะหยุดรับสิ่งใหม่เพราะคิดว่าตัวเองรู้ดีแล้ว (กลายเป็นน้ำเต็มแก้ว) แต่สำหรับเกรซ ปัญญาคือการปรับตัว เธอไม่เคยใช้ความเป็นผู้ใหญ่ มาอ้างเพื่อที่จะไม่เรียนรู้ภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ
3.การมีปัญญาคือการมองไปข้างหน้า ไม่ใช่มองแต่ข้างหลัง คำว่าอายุ มักผูกติดกับอดีต แต่ปัญญาของเกรซผูกติดกับอนาคต เกรซมักจะบอกว่ามนุษย์เรามักจะกลัวการเปลี่ยนแปลง และการอ้างอายุหรือประสบการณ์เพื่อรักษาความคุ้นเคยเดิมๆ ไว้ นั่นไม่ใช่ปัญญา แต่มันคือความกลัว ปัญญาในแบบของเกรซ คือการเข้าใจว่าโลกต้องเปลี่ยน และเราต้องเป็นคนขยับโลก ไม่ใช่เป็นเบรกที่คอยห้ามความเจริญ
4.ปัญญาคือการทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย คนที่มีอายุเยอะบางคนชอบทำตัวให้ดูขลัง หรือพูดจาให้ดูยาก เพื่อให้คนเกรงขามในประสบการณ์ แต่เกรซทำตรงข้าม เธอใช้ปัญญาของเธอเปลี่ยนภาษาเครื่องที่ยากแสนยาก ให้กลายเป็นภาษาคน (COBOL) เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ นี่คือปัญญาที่แท้จริง คือการลดทอนอัตตา (Ego) ของคนมีความรู้ เพื่อสร้างประโยชน์ให้คนหมู่มาก
สรุปการที่คุณเกิดก่อน หรืออยู่นานจนหัวหงอก ไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าสิ่งที่คุณคิดจะฉลาดกว่าเด็กเมื่อวานซืนเสมอไป ปัญญาที่จริงแท้คือการมีสมองที่ยืดหยุ่นพอจะยอมรับว่า สิ่งที่เคยทำมามันอาจจะผิดก็ได้ และเกรซ ฮอปเปอร์ คือตัวอย่างของคนที่มีทั้งอายุและปัญญาที่เดินหน้าไปพร้อมกันจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต

