หน้าแรก คอลัมนิสต์ การเมืองกับคว...

การเมืองกับความเป็นธรรม โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

16.05.17 | 13:30 น.

 

ในบรรดาศัพท์ทางรัฐศาสตร์ คำว่าความแฟร์ หรือ fairness ดูจะเป็นคำที่ให้ความหมายได้ยากมาก หรือแปลได้ยาก จนบางทีไม่รู้จะแปลว่าอย่างไรตรงๆ ในประเทศไทยเราจึงมักจะใช้คำว่าแฟร์ด้วยคำทับศัพท์บ่อยๆ เพื่อนบ้านของคำว่าแฟร์ ดูจะมีความหมายที่ชัดเจนและมีที่ทางที่ชัดเจนในสังคมวัฒนธรรมไทยมากกว่า

โดยเฉพาะคำสองคำคือ ความเท่าเทียม หรือ equality และความยุติธรรม หรือ justice ซึ่งแม้ว่าคำว่ายุติธรรมจะมีหลายความหมายที่แตกต่างกัน แต่ความยุติธรรมก็มีคำแปลที่ชัดเจน ไม่ว่าสุดท้ายนั้น สิ่งที่เราได้รับจะยุติธรรมหรือไม่

แต่อย่างน้อยเราก็มีคำไทยที่ชัดเจนในการสื่อความหมายคำว่าความยุติธรรม อาจมีบางคนที่อ้างว่าความยุติธรรมนั้นไม่ยุติธรรมจริงๆ เช่นเป็นความยุติธรรมทางกฎหมายเท่านั้น อาทิ ความเห็นประเภท ก็เพราะกฎหมายตัดสินอย่างนี้

ถึงแม้ว่าเราต้องเคารพกฎหมาย แต่เราก็ทราบว่ากฎหมายนั้นๆ มันออกมาจากโครงสร้างสร้างสังคมบางอย่างที่ทำให้ไม่เกิดความยุติธรรม กลับมาที่ความแฟร์ บางครั้งผมก็อยากจะบอกว่า เราเข้าใจความแฟร์ราวกับเข้าใจความรัก คือไม่ค่อยจะอธิบายอะไรกับมันเท่าไหร่ แต่รับรู้ร่วมกันว่าบางเรื่องมันก็ไม่แฟร์ และอาจจะรับรู้ได้กว้างกว่าความรัก เพราะมันเป็นเรื่องมากกว่าคนสองคน

Advertisement

ความไม่แฟร์บ่อยครั้งเป็นเรื่องที่รับรู้ภายใน ไม่ต้องอ้างอิง ไม่ต้องพูด พูดแล้วอาจจะเดือดร้อน แต่ก็สัมผัสได้ สำหรับผม ความแฟร์เป็นเรื่องที่ก้ำๆ กึ่งๆ ระหว่างความเสมอภาคกับความยุติธรรม

บางทีอาจจะแปลความแฟร์ว่าเป็นเรื่องของความเสมอภาค/เท่าเทียมทางโอกาส ที่ยุติธรรม หรือแปลง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องของความเป็นธรรม (แต่จะเข้าใจคำนี้ได้ก็ต้องอารัมภบทยาวยืดแบบที่ผมบอกมานั่นแหละครับ) ความเสมอภาคบางเรื่องเราก็รู้สึกว่ายุติธรรม และเป็นธรรม

แต่บางเรื่องเราก็อาจจะรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมและเป็นธรรม เช่น บางคนบอกว่ามหาžลัยไม่ต้องสอบ ให้เข้าได้หมดเลย หรือจับสลากเอา อันนี้อาจจะเสมอภาคสุดโต่ง บางคนบอกว่า บริการสาธารณะพื้นฐานควรจะเป็นของทุกคน บางคนบอกว่า เราควรจะได้รับการดูแลจากรัฐโดยพื้นฐานอย่างเท่ากัน บางคนบอกว่า เรื่องแบบนี้ไม่ต้องมาเท่ากัน แต่ควรสร้างแรงจูงใจที่สะท้อนศักยภาพจริงของผู้คน

ยิ่งสำคัญหากในบางกรณีนั้นเขาเชื่อว่าความไม่เท่าเทียมกันนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องที่ใครจะต้องรับผิดชอบ เช่น คนรวยก็ไม่ได้รวยจากการเอาเปรียบคนจน ดังนั้น เขาจึงไม่ต้องมีความรับผิดชอบและเกี่ยวโยงใดๆ กับคนอื่นๆ

บางคนบอกว่า มาพบกันตรงทางที่ว่า เราจะตัดสินเรื่องบางเรื่องได้ก็ต้องมั่นใจว่าเรื่องนั้นไม่ไปกระทบกับคนที่เสียเปรียบที่สุดของสังคมดีไหม นี่คือตัวอย่างที่ซับซ้อนกว่าการพูดว่าการเมืองนั้นดี มาสู่คำถามว่ามันดีอย่างไร มันยุติธรรมอย่างไร มันเป็นธรรมอย่างไร

ดังนั้น การจะบอกแค่ว่าการตัดสินใจของรัฐนั้นมันยุติธรรมแล้วเพราะมันเป็นเรื่องของการ บังคับใช้กฎหมายŽ นั้นคงจะไม่ง่ายขนาดนั้นในสังคมประชาธิปไตย ยิ่งโดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยคุณภาพ ในสังคมประชาธิปไตยที่มีคุณภาพ

การพยายามพัฒนาและทำความเข้าใจกับการตัดสินใจสาธารณะต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ในบางครั้ง บางเรื่องอาจจะไม่ต้องเอามาแบ่งให้เท่ากัน แต่ต้องอธิบายได้ว่าระบบนั้นมันเป็นธรรมได้อย่างไร เพราะเมื่อเป็นธรรมแล้ว ต่อให้ไม่เท่าเทียมกัน หรือไม่เสมอภาคกันบ้าง แต่คนก็ยอมรับว่ามีความยุติธรรมที่เป็นธรรม คือเป็นความยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่อ้างว่าเป็นที่ยอมรับเพราะกฎหมาย

แต่ผู้นำในสังคมนั้นที่ได้รับเลือกจากประชาชนสามารถ ผลิตคำอธิบายŽ ต่อสังคมหรือประชาชนได้ว่าเขามีทฤษฎีที่ว่าด้วยการจัดสรรเรื่องนั้นอย่างไรจนเป็นที่ ยอมรับร่วมกันŽ และเมื่อเกิดการยอมรับร่วมกันแล้ว สังคมก็จะรู้สึกว่าอยู่กันได้

การไปสู่สังคมประชาธิปไตยคุณภาพนี้จึงไม่ใช่เรื่องของการพยายามอธิบายแค่ว่า สังคมประชาธิปไตยคือการตัดสินเรื่องต่างๆ ด้วยคนหมู่มาก หรือเชื่อในความสูงส่งของคุณลักษณะของผู้คนที่ปกครอง เช่น ผู้คนในสังคมจะต้องเป็นผู้มีการศึกษา แต่หมายถึงว่า ผู้คนในสังคมนั้นจะต้องมีความเข้าใจพื้นฐาน หรือยอมรับการตัดสินใจของตัวแทนของเขาว่าเป็นเรื่องที่เป็นธรรม

อย่างน้อยหากผลลัพธ์ที่ออกมามันไม่เท่าเทียม หรือรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมนัก แต่ กระบวนการŽ ที่นำมาซึ่งการตัดสินใจนั้นมันก็เป็นธรรม ในแบบที่อธิบายได้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ไม่ใช่อธิบายง่ายๆ ว่า มันมาอย่างนี้เพราะกฎหมายมันระบุไว้ และมันมาอย่างนี้เพราะรัฐมีอำนาจที่จะทำอย่างนี้ การยอมรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยมาจากสิ่งนี้ มาจากการที่คนยอมรับว่ารัฐบาลของเขาผลิต คำอธิบายŽ ได้ว่า การตัดสินใจในแต่ละเรื่องนั้นมัน เป็นธรรมŽ อย่างไร และผู้คนสามารถถกเถียงอภิปรายไม่เห็นด้วยได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี

ไม่ใช่อธิบายว่า การตัดสินใจแต่ละครั้งมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้น ตามกฎหมายŽ หรือ เพราะรัฐบาลมีอำนาจŽ และคนอื่นไม่มีหน้าที่ในการอภิปรายแลกเปลี่ยนในเรื่องนี้ การผลิต คำอธิบายŽ ใน การตัดสินใจสาธารณะŽ โดยอ้างอิงกับมิติเรื่องความ แฟร์Ž หรือ ความเป็นธรรมŽ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ประชาธิปไตยนั้นทำงานได้ มีชีวิตยืนยาว ถึงแม้ว่าจะมีความขัดแย้ง แต่สังคมการเมืองนั้นก็จะไม่ล่มสลายลงไป เพราะประชาธิปไตยไม่สามารถอยู่ได้ด้วยอำนาจบังคับทางกำลัง แต่ต้องอยู่รอดด้วยความยินยอมพร้อมใจของผู้ปกครองที่พร้อมจะ ปกครองตนเองŽ

ในนามของทุกคน พูดเสียจนซับซ้อนขนาดนี้ เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลประชาธิปไตยที่มีคุณภาพจะไม่มุ่งเน้นในการผลิต แผนŽ หรือ นโยบายŽ หรือ โครงการŽ หรือ ยุทธศาสตร์ประเทศŽ แต่เพียงเท่านั้น แต่ต้องมุ่งเน้นผลิตคำอธิบายว่า เขามีทฤษฎีว่าด้วยเรื่องความเป็นธรรม หรือความแฟร์หลักๆ ในสังคมอย่างไร เช่น เขาเห็นว่าความไม่เท่าเทียมกันในสังคมในแต่ละเรื่องนั้น ส่วนไหนเป็นธรรมชาติ ส่วนไหนรับได้ ส่วนไหนเกี่ยวโยงระหว่างกันบ้าง แล้วเขาจะมีวิธีการจัดการเรื่องต่างๆ ให้ เป็นที่ยอมรับŽ ของประชาชนได้อย่างไร

โดยเฉพาะการยอมรับอย่างยินยอมพร้อมใจ ไม่ใช่ด้วยกำลัง หรือความกลัว เรื่องน่าสังเกตในสังคมไทยอยู่เรื่องหนึ่งคือ แม้ว่าเราไม่ค่อยพบเรื่องราวของการอธิบายเรื่องความเป็นธรรมจากรัฐบาลทหารที่มาจากการรัฐประหารชุดนี้เท่าไหร่นักต่อประเด็นสาธารณะในหลายเรื่อง

มิพักต้องตั้งคำถามเรื่องเสรีภาพในการตั้งคำถามและเห็นต่างด้วยแล้ว แต่จากเอกสารที่ว่าด้วยความขัดแย้งทางการเมืองหลายๆ ฉบับ ที่พยายามนำมาซึ่งความปรองดองของประเทศนั้น พยายามอธิบายถึงมิติเรื่องกำเนิดของความไม่เทียมกันของสังคมอยู่ไม่มากก็น้อย และแม้จะพยายามพาสังคมไปสู่สังคมที่(ฝ่าย)ตนเชื่อว่ายุติธรรม แต่ก็อาจจะมาตกม้าตายเช่นเดียวกับรัฐบาลของบรรดาชายบนหลังม้า (สำนวนฝรั่งที่หมายถึงทหาร)

เช่นเดียวกันว่า นโยบายและการตัดสินใจต่างๆ รวมทั้งแนวทางปรองดองนั้นจะนำมาซึ่งความเป็นธรรมหรือความแฟร์ได้แค่ไหน อี กเรื่องหนึ่งก็คือ ในระดับพื้นฐานจริงๆ แล้ว การประเมินค่าการเลือกตั้งว่าจะเลื่อนไปเมื่อไหร่ก็คงไม่เป็นไรมาก หรือจะเรียกว่าเป็นไปตามโรดแมป แต่ยังยืดหยุ่นได้อยู่นั้น (ตามโรดแมป แต่โรดแมปยังกำหนดวันแน่นอนไม่ได้) ก็จัดได้ว่าเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนว่าบรรดาคนที่อยู่ในอำนาจนั้นจะคาดคำนวณได้

หากการคาดคำนวณว่าการเลือกตั้งของคนเหล่านั้น เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญมากนัก เพราะพวกเขาและกลไกเครือข่ายของเขาสามารถระดมมวลชนบางกลุ่มและบางสถาบันมาล้มการเลือกตั้งลงไปได้ในอดีต หรือสามารถสร้างวาทกรรมว่าการเลือกตั้งนั้นสกปรก ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม

ดังนั้น การเลือกตั้งจึงไม่ใช่หัวใจสำคัญต่อระบอบการเมืองที่พึงปรารถนา หรือระบอบการเมืองที่ยุติธรรม แต่สิ่งที่คนเหล่านี้ลืมไปก็คือ การพยายามปฏิเสธความสำคัญของการเลือกตั้งนั้น ยิ่งมีอยู่มากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งสะท้อนภาพของความไม่เป็นธรรมหรือไม่แฟร์ที่มากขึ้นของกติกาบ้านเมือง ที่คนจำนวนมากรู้สึกว่าเขาถูกพรากโอกาสของพวกเขาออกไป

จะมาอ้างแค่เรื่องของกฎหมาย หรืออ้างว่าใครเป็นองค์อธิปัตย์ หรือความดีงามอื่นๆ ก็คงไม่สามารถลดทอนมิติของความไม่แฟร์ในบ้านในเมืองนี้ไปได้ ความแฟร์หรือความไม่แฟร์ในบ้านในเมืองจึงเป็นเรื่องที่ในโลกประชาธิปไตยคุณภาพเขาถกเถียงกันมาก

นับตั้งแต่เรื่องของการเลือกตั้งที่เปิดโอกาสให้คนเข้ามาถกแถลงกัน ไปจนถึงเนื้อหาสาระของนโยบายในแต่ละเรื่องว่าแต่ละเรื่องนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร โดยเฉพาะแต่ละเรื่องนั้น เป็นธรรมŽ หรือ แฟร์Ž อย่างไร สักวันเราคงไปถึงตรงนั้นครับ

สักวันหนึ่ง