หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | เติ้ง เสี่ยวผิง…เคยไปศึกษา…ทำงานในฝรั่งเศส

16.02.26 | 13:17 น.
เติ้ง เสี่ยวผิง...เคยไปศึกษา...ทำงานในฝรั่งเศส

ไม่ค่อยมีใครทราบ…ราว 100 ปีที่ผ่านมา เยาวชนของจีนราว 4 พันคนที่รักแผ่นดินเกิด ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศจีน ล้วนเคยเข้าร่วมโครงการ “การทำงานอย่างขยันขันแข็งและการเรียนอย่างประหยัด”

เด็กหนุ่มชาวจีนสมัครใจ แข่งขันกันไปศึกษาในฝรั่งเศส เพื่อแสวงหาทางออกให้กับประเทศจีนที่ถูกทำลายจากสงคราม ยากจน และค้นหาระบบการปกครองที่เหมาะสม

ไม่มีใครทราบอนาคต หากแต่ทุกคนที่ไปศึกษา-ทำงาน ล้วนเป็นเยาวชนระดับ “หัวกะทิ” เด็กหนุ่มเหล่านี้ไปศึกษา ทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์ ฝึกงานทางด้านวิศวกรรมในฝรั่งเศส วันเวลาผ่านไป…บุคคลเหล่านี้ล้วนกลายเป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

เติ้ง เสี่ยวผิง คือ 1 ในเยาวชนเหล่านั้น

(ต่อมา เติ้ง เสี่ยวผิง คือ รัฐบุรุษและนักปฏิรูปชาวจีน เป็นผู้นำสูงสุดของจีนหลังยุค เหมา เจ๋อตุง ด้วยนโยบาย “ปฏิรูปและเปิดประเทศ” ที่นำเศรษฐกิจจีนเข้าสู่ระบบตลาดสังคมนิยม เปลี่ยนโฉมประเทศสู่มหาอำนาจเศรษฐกิจโลก โดยมีหลักคิดสำคัญคือ “ไม่ว่าแมวจะสีขาวหรือสีดำ ตราบใดที่จับหนูได้ ก็คือแมวที่ดี”)

Advertisement

เติ้งเกิดเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ค.ศ.1904 ในมณฑลเสฉวนในช่วงปลายราชวงศ์ชิง บิดาของเติ้ง คือ เติ้ง เหวินหมิง เจ้าของที่ดินขนาดกลางที่เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยกฎหมายและรัฐศาสตร์ เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน

มารดาของเติ้งมีสกุลต้าน ถึงแก่กรรมตั้งแต่เติ้งยังเยาว์วัย ทำให้เติ้งและพี่น้องร่วมสายเลือดอีก 3 คน และน้องสาวอีก 3 คนต้องกำพร้าแม่

เมื่ออายุได้ 5 ขวบ เติ้งถูกส่งไปศึกษาที่โรงเรียนประถมศึกษาเอกชนแบบจีนดั้งเดิม จากนั้นเมื่ออายุได้ 7 ขวบ ได้ย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนประถมศึกษาที่ทันสมัยขึ้น

เมื่อเติ้งเข้าศึกษาเป็นครั้งแรก ครูผู้สอนคัดค้านชื่อที่ได้รับมาแต่เดิมคือ “เซียนเชิ่ง” (先圣) และเรียกเขาว่า “ซีเซี่ยน” (希贤) ที่ประกอบด้วยอักษรจีนที่มีความหมายถึง “ความปรารถนา” และ “ความดี” แฝงไว้ด้วยความหมายสื่อถึงความฉลาด

ในฤดูร้อน ค.ศ.1919 เติ้งสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนฉงชิ่ง เขาและเพื่อนร่วมชั้นอีก 80 คนได้เดินทางโดยเรือชั้นสามไปฝรั่งเศสเพื่อเข้าร่วมโครงการ “ขยันทำงาน อดออมศึกษา” (Diligent Work-Frugal Study Movement) ศึกษาควบคู่กับการทำงาน

ผู้เขียนขออธิบายที่มา-ที่ไป ของโครงการนี้ที่เติ้งเข้าร่วมครับ…

“ขบวนการทำงานอย่างขยันขันแข็งและการเรียนอย่างประหยัด” หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “ขบวนการทำงานควบคู่กับการเรียน” (ภาษาฝรั่งเศส : Mouvement Travail-Études) คือ ชุดโครงการทำงานควบคู่กับการเรียน ที่นำนักเรียนชาวจีนไปทำงานในโรงงานในฝรั่งเศสและเบลเยียมเพื่อหาเงินจ่ายค่าเล่าเรียนเกี่ยวกับวัฒนธรรมฝรั่งเศสและวิทยาศาสตร์ตะวันตก

โครงการเหล่านี้มุ่งฝึกฝนชาวจีนหัวรุนแรงที่มีอายุระหว่าง 16-30 ปี ผ่านประสบการณ์ตรงในขบวนการแรงงาน โครงการเหล่านี้จัดขึ้น โดยส่วนใหญ่จัดโดยกลุ่มอนาธิปไตยชาวจีนที่เดินทางมายังปารีสและต้องการนำวิทยาศาสตร์และอุดมคติทางสังคมของฝรั่งเศสกลับมาสู่ประเทศจีน

เริ่มจากโครงการขนาดเล็กมาตั้งแต่ปี 1908 ในปี 1916 หลังจากการปะทุของสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้จัดโครงการชาวจีนได้ร่วมมือกับรัฐบาลจีนและฝรั่งเศสเพื่อจัดตั้งโครงการ “ทำงานอย่างขยันขันแข็ง เรียนอย่างประหยัด” ซึ่งดึงดูดแรงงานชาวจีนที่มีการศึกษาน้อย และยังคงดึงดูดนักเรียนต่อไปหลังจากสิ้นสุดสงครามในปี 1919

(อันที่จริง…ฝรั่งเศส ก็ต้องการแรงงานในระหว่างสงคราม)

ชาวจีนที่ประสบความสำเร็จการทำธุรกิจในฝรั่งเศส คือ กลุ่มผู้ผลักดันโครงการนี้ เพื่อธุรกิจตนเองและเพื่อสร้างอนาคตของแผ่นดินจีน

เริ่มในปี ค.ศ.1908 หลี่ ซื่อเจิ้ง วางแผนโครงการฝึกงานและศึกษาเป็นครั้งแรก โดยจะนำเยาวชนชาวจีนมาเรียนที่ฝรั่งเศส เขาเปิดโรงงาน Usine de la Caséo-Sojaïne ซึ่งผลิตผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองสำหรับตลาดฝรั่งเศส

การศึกษาของเยาวชนจีนจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากการทำงานในโรงงานของเขา และอุปนิสัยของพวกเขาจะได้รับการยกระดับด้วยระบอบการสอนด้านศีลธรรมของเขา โครงการฝึกงานและศึกษาครั้งแรกนี้ได้นำคนงาน 120 คนมาเรียนที่ฝรั่งเศส

หลี่ตั้งเป้าที่จะนำคนงาน-นักเรียนเหล่านี้ ซึ่งเขาเรียกว่า “โง่เขลา” และ “งมงาย” มาพัฒนาให้เป็นพลเมืองที่มีความรู้และมีคุณธรรม ซึ่งเมื่อพวกเขากลับบ้านจะเป็นแบบอย่างสำหรับประเทศจีนใหม่ พวกเขาได้รับการสอนภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส และวิทยาศาสตร์ และต้องงดเว้นจากยาสูบ แอลกอฮอล์ และการพนัน

สมาคมยังได้เปิดโรงเรียนระดับเตรียมอุดมศึกษาในปักกิ่ง ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนชาวจีนที่ใฝ่ฝันจะมีอนาคตสดใส ได้เรียนภาษาฝรั่งเศสก่อนเป็นเวลา 6 เดือน มีนักเรียนกลุ่มแรกจำนวน 30

มกราคม พ.ศ.2456 นักเรียนจากจีนรุ่นแรก 30 คน เดินทางไปถึงโรงงานของเขาในฝรั่งเศส หลี่ได้จัดการให้พวกเขาเข้าเรียนที่วิทยาลัยในเมืองมงตาร์จิส ทางตอนใต้ของปารีส

หลี่มีความสัมพันธ์อันดีกับเจ้าหน้าที่ของเมืองนี้ ทำให้การจัดการง่ายขึ้น สมาคมได้จัดตั้งโรงเรียนสำหรับชาวจีนใกล้กับโรงงาน ซึ่งหลี่และหวู่ได้สอนภาษาจีนและภาษาฝรั่งเศส ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป

นอกจากการทำให้ชาวจีนมีความรู้มากขึ้นแล้ว การเรียนควบคู่กับการทำงานจะช่วยขจัด “นิสัยเสื่อมทราม” ของพวกเขาและเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นพลเมืองที่มีคุณธรรมและขยันขันแข็ง มีการกำหนดระเบียบวินัยที่เข้มงวด เช่น ห้ามสูบบุหรี่ เล่นการพนัน หรือดื่มแอลกอฮอล์ และคนงานจะต้องอุทิศเวลาว่างให้กับการเรียน ต้องรักษาความสะอาดของพื้นที่

โดยรวมแล้ว ชาวจีนกว่า 4 พันคนเดินทางมาฝรั่งเศสในฐานะนักเรียน-แรงงาน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของโครงการทั้งหมดก็ตาม ซึ่งในขณะนั้นแผ่นดินจีนกำลังเผชิญกับสงคราม ความยากจนและการรุกรานจากจักรวรรดินิยม

มากล่าวถึง เติ้ง เสี่ยวผิง

เติ้งเป็นสมาชิกอายุน้อยที่สุดในกลุ่มนักเรียนชาวจีน เพิ่งมีอายุครบ 15 ปี อู๋ยวี่จาง ผู้นำท้องถิ่นของโครงการในฉงชิ่ง สนับสนุนเติ้งให้สมัครเข้าร่วมโครงการ รวมถึงบิดาของเขาสนับสนุนลูกชายให้เข้าร่วมโครงการศึกษาและทำงานในต่างประเทศของบุตรชายอย่างเต็มที่

ในคืนก่อนวันเดินทางไปฝรั่งเศส บิดาของเติ้งเรียกบุตรชายมาพูดคุยเป็นการส่วนตัว และสอบถามถึงความคาดหวังที่บุตรชายมีต่อการศึกษาในประเทศฝรั่งเศส เขากล่าวคำที่ได้เรียนรู้มาจากครูของเขาว่า “ศึกษาหาความรู้และสัจธรรมจากตะวันตกเพื่อนำมาใช้ในการกอบกู้ประเทศจีน” เติ้งตระหนักดีว่าประเทศจีนกำลังประสบความทุกข์ยากอย่างมาก และประชาชนชาวจีนจำเป็นต้องได้รับการศึกษาสมัยใหม่จึงจะสามารถช่วยเหลือประเทศของตนได้

วันที่ 19 ตุลาคม ค.ศ.1920 (ตรงกับช่วงรัชสมัยในหลวง ร.6) เรือโดยสารฝรั่งเศสชื่ออังเดร เลอบง (André Lebon) แล่นเข้าสู่ท่าเรือมาร์เซย์พร้อมนักศึกษาชาวจีน 210 คนบนเรือรวมทั้งเติ้งด้วย

เติ้งในวัย 15 ปี เข้าศึกษาที่โรงเรียนมัธยมศึกษาในบาเยอและชาตีญงเป็นเวลาสั้นๆ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในฝรั่งเศสเพื่อทำงาน รวมถึงที่โรงงานรถยนต์เรโนลต์ และเป็นช่างประกอบที่โรงงานเหล็กและเหล็กกล้าเลอครูโซต์ในลาแกเรน-โคลอมบ์ ย่านชานเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือของปารีส

ณ สถานศึกษาที่ฝึกงานในเมืองลาแกเรน-โกลอมบ์ เติ้งได้ทำงานร่วมกับ นายโจว เอินไหล เฉิน อี้ เนี่ย หรงเจิน หลี่ ฟู่ชุน หลี่ ลี่ซาน และ หลี่ เหวย์ฮั่น (ซึ่งต่อมากลายเป็นผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน)

มิถุนายน ค.ศ.1923 ขณะศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เติ้งเข้าร่วมสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์จีนในยุโรป เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์จีนและดำรงตำแหน่งหนึ่งในสมาชิกชั้นนำของสาขาใหญ่ของสันนิบาตเยาวชนในยุโรป

ค.ศ.1924 เติ้งเดินทางต่อไปสหภาพโซเวียตและศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยซุน ยัตเซ็น แห่งมอสโก ที่ซึ่งมีเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งคือ เจี่ยง จิงกั๋ว บุตรชายของ เจียง ไคเชก

ปลาย ค.ศ.1927 (ตรงกับต้นรัชสมัยในหลวง ร.7) เติ้งเดินทางจากมอสโกกลับไปประเทศจีนและเข้าร่วมกองทัพของ เฝิง ยวี่เสียง ผู้นำทหารในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า “เติ้ง เสี่ยวผิง และคนอื่นๆ ที่มีความเห็นคล้ายกันในพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นไม่ได้เป็นมาร์กซิสต์อย่างแท้จริง แต่เป็นนักชาตินิยมปฏิวัติที่ต้องการเห็นจีนยืนหยัดอย่างทัดเทียมกับมหาอำนาจโลก พวกเขาเป็นนักชาตินิยมเป็นหลัก และเข้าร่วมการปฏิวัติคอมมิวนิสต์เพราะเห็นว่าเป็นหนทางเดียวที่เป็นไปได้ในการบรรลุอุดมการณ์ชาตินิยมจีน”

มีการประเมินในภายหลังว่า นักเรียนจากจีนจำนวนหนึ่งพอใจกับการเรียนควบคู่กับการทำงานในหลากหลายอาชีพเพื่อหาเงินทุนสำหรับการศึกษา และในขณะเดียวกันก็กระตือรือร้นที่จะหาทางกลับไปยังประเทศจีนเพื่อกอบกู้ชาติที่ “ลำบากแสนเข็ญ”

หากแต่…นักศึกษาชาวจีนบางส่วนไม่พอใจที่มิได้เรียนรู้บทเรียนเกี่ยวกับอารยธรรมฝรั่งเศสอย่างที่ผู้จัดหวังไว้ เพราะชาวจีนในโครงการนี้กลายไปเป็น “คนงาน”

ในขณะที่ เหมา เจ๋อตุง เองยังคงอยู่ในประเทศจีน

นักศึกษาจีนส่วนใหญ่เห็นว่า “ฝรั่งเศสจะไม่ใช่พันธมิตรและแบบอย่างของจีน แต่จะเป็นสหภาพโซเวียต”

นักศึกษาที่ไปทำงานในฝรั่งเศสซึ่งต่อมาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้แก่ โจว เอินไหล เติ้ง เสี่ยวผิง ไฉ่ เหอเซิน เฉินอี้ หลี่ ฟู่ชุน หลี่ ลี่ซาน หลี่ เหว่ยฮั่น เนี่ย หรงเจิ้น หวัง รัวเฟย เซียง จิงหยู สวี เต๋อเหิง สวี เต๋อหลี่ จ้าว ซื่อหยาง และ นายพลจูเต๋อ

เติ้ง เสี่ยวผิง ผู้นำจีนที่โลกยกย่อง คือ “สถาปนิกแห่งจีนสมัยใหม่” จากการพัฒนาสังคมนิยมอัตลักษณ์จีน

ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานและระบบการเมืองของประเทศจีนอย่างครอบคลุม ด้วยความระส่ำระสายของสถาบันและความปั่นป่วนทางการเมืองจากสมัยเหมา เพื่อฟื้นความสงบเรียบร้อยโดยการคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนรุ่นเก่า ตลอดจนประชาชนหลายล้านคนที่ถูกข่มเหงในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรม

เขายังริเริ่มโครงการปฏิรูปและเปิดประเทศ ซึ่งนำเอาองค์ประกอบของระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศจีนโดยการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วประเทศ จัดตั้งระบบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี และเป็นผู้ดูแลการเริ่มโครงการ 863 เพื่อส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การปฏิรูป เปิดรับการลงทุนและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และนำแรงงานจำนวนมหาศาลของประเทศเข้าสู่ตลาดโลก ส่งผลให้จีนกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก

เติ้งนำพาประเทศจีนให้ทันสมัย นโยบายของเขาก่อให้เกิดรากฐานที่มั่นคงสำหรับการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจระดับโลก

ภาพที่ปรากฏประกอบบทความนี้คือ “พิพิธภัณฑ์มงตาร์จิสแห่งโครงการศึกษาและทำงานของจีนในฝรั่งเศส”

มิถุนายน พ.ศ.2558 รัฐบาลของมณฑลหูหนานในประเทศจีน ไปซื้ออาคารในใจกลางเมืองมงตาร์จิส และเปิดพิพิธภัณฑ์อย่างเป็นทางการในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ.2559 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รำลึกการเคลื่อนไหวการทำงานอย่างขยันขันแข็งและการศึกษาอย่างประหยัดของเยาวชนจีน

พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นหลัก 3 ชั้นของบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นที่พักอาศัยของนักเรียนชาวจีนหลายคนในช่วงยุคการศึกษาควบคู่กับการทำงาน ตั้งอยู่ที่เลขที่ 15 ถนนเรย์มอนด์ เทลลิเยร์ ในใจกลางเมืองเก่าของเมืองมงตาร์จิส พิพิธภัณฑ์แห่งนี้บอกเล่าเรื่องราวการปรากฏตัวของชาวจีนในเมืองมงตาร์จิสในช่วงทศวรรษ 1910 และ 1920 โดยเริ่มต้นจากการประชุมครั้งสำคัญเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ค.ศ.1912 เมื่อ หลี่ ซื่อเจิ้ง ได้โน้มน้าวสภาเทศบาลเมืองอนุญาตให้นักเรียนชาวจีนมาเรียนในเมืองนี้เป็นครั้งแรก…

ความคิด การกระทำ…ล้ำลึกจริงๆ