จุดแข็งข้อดีประการหนึ่งของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ “โดยทฤษฎี” แล้วมีกลไกนิรภัยป้องกันไม่ให้ผู้ใดครองอำนาจรัฐปกครองประเทศยาวนานเกินไป เนื่องจากผู้เข้ามาสู่และใช้อำนาจนั้นต้องผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน ซึ่งจะมีอำนาจอยู่ได้ตามกำหนดเวลาเป็นวาระที่แน่นอน เมื่อพ้นวาระที่กำหนดแล้วก็จะต้องกลับไปสู่การเลือกตั้งกันอีกครั้ง เพื่อให้ประชาชนในประเทศได้ตัดสินใจในทางการเมืองกันใหม่ หากคราวที่แล้วเลือกผิดคิดพลาดไป
“ประชาธิปไตย” จึงเป็นระบอบที่อนุญาตให้เรา “ลองผิด” หรือ “แก้ตัว” ได้ ดังเช่นที่บางพรรคการเมืองก็หาเสียงขอโอกาสให้พวกเขาเข้าไปทำงานกันก่อน หากทำงานไม่ดี บริหารประเทศไม่ได้อะไรอย่างไรอีกสี่ปีก็อย่าได้เลือกพวกเขาอีกก็แล้วกัน
แต่ดังที่ผู้อ่านอาจสังเกตเห็นการจงใจใส่เครื่องหมายอัญประกาศครอบคำว่า “โดยทฤษฎี” นั่นหมายถึงว่าสิ่งที่เขียนไว้ในย่อหน้าดังกล่าวนั้นอาจจะไม่ได้ตรงไปตรงมาขนาดนั้น
นั่นเพราะเมื่อใดก็ตามที่บุคคลหรือฝ่ายการเมืองใดได้เข้ามาใช้อำนาจรัฐแล้ว บุคคลใดหรือฝ่ายนั้นก็ย่อมมีความได้เปรียบในทางการเมืองขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นความได้เปรียบตามปกติธรรมดาอันเข้าใจได้ และกรณีที่เกิดจากการมุ่งสร้างความได้เปรียบอย่างเกินปกติธรรมดา
ความได้เปรียบตามปกติธรรมดานั้นก็ได้แก่เมื่อบุคคลหรือฝ่ายการเมืองใดได้เข้ามาครองอำนาจรัฐ ฝ่ายนั้นย่อมมีโอกาสที่จะสร้างผลงานในการบริหารประเทศที่หากสามารถทำได้ดีแล้วย่อมเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสร้างความนิยมชมชอบ กลายเป็นคะแนนนิยมให้กลับมาชนะการเลือกตั้งได้ ผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ในการบริหารประเทศนี้เองย่อมเป็นเสียงอันดังยิ่งกว่าการโฆษณาหาเสียงใดๆ และยิ่งบุคคลหรือฝ่ายการเมืองนั้นสามารถใช้อำนาจรัฐบริหารประเทศได้เป็นที่พอใจแบบแรงดีไม่มีตกก็ยิ่งมีโอกาสครองอำนาจต่อเนื่องยาวนาน และทำให้ฝ่ายตรงข้ามหรือแนวคิดทางการเมืองแบบอื่นนั้นอ่อนแอสูญเสียความสามารถลงไปจนยากที่จะแข่งขัน นั่นเป็นเหตุผลที่ในรัฐธรรมนูญของบางประเทศต้องกำหนดจำกัดการดำรงตำแหน่งมิให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งทางการเมืองเดิมต่อกันเกินกี่วาระหรือรวมกี่ปีตามแต่กำหนด
ทั้งนี้ ก็เพื่อรักษาความเป็นระบอบที่ “ให้โอกาสในการเปลี่ยนใจ” และมีกลไกนิรภัยป้องกันการครองอำนาจยาวนานจนเกินไปจนอาจนำไปสู่การเป็นเผด็จการสืบทอดอำนาจ อันเป็นจุดแข็งข้อดีของการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง
หากข้างต้นคือความได้เปรียบตามปกติธรรมดาของผู้ชนะการเลือกตั้ง ก็ย่อมต้องมีกรณีที่เกิดจากการมุ่งสร้างความได้เปรียบอย่างเกินปกติธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้เข้าไปอยู่ในอำนาจรัฐผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามปกตินั้นสามารถใช้อำนาจในมือของตนสร้างสภาวะทางการเมืองที่เป็นความได้เปรียบอย่างยิ่งสำหรับตัวเองเกินกว่าปกติธรรมดาเสียจนคู่แข่งและฝ่ายการเมืองอื่นไม่สามารถเอาชนะ หรือการผลัดเปลี่ยนขั้วอำนาจไม่อาจกระทำผ่านการเลือกตั้งของประชาชนตามกลไกปกติได้ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ใช้อำนาจนั้นครองอำนาจต่อไปได้อย่างยาวนานขอเพียงชนะการเลือกตั้งหรือมีโอกาสได้เข้าสู่ตำแหน่งแห่งการใช้อำนาจรัฐนั้นเต็มที่เพียงครั้งเดียว
กรณีการใช้อำนาจรัฐที่ได้มาจากการเลือกตั้งมุ่งสร้างความได้เปรียบอย่างเกินปกติธรรมดาจนครองอำนาจต่อไปได้ยาวนานจนความเป็นประชาธิปไตยของประเทศลดลงไปเรื่อยๆ มีกรณีตัวอย่างมากมายในอเมริกาใต้และกลางรวมทั้งในยุโรปตะวันออก เช่น การเข้าสู่อำนาจของประธานาธิบดี แดเนียล ออร์เตกา (Daniel Ortega) แห่งนิการากัว ซึ่งเป็นประเทศในอเมริกากลาง
แดเนียล ออร์เตกา เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีนิการากัวในช่วงปี ค.ศ.1985-1990 แล้วกลับเข้าสู่อำนาจอีกครั้งตั้งแต่ปี 2007 โดยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้การชนะการเลือกตั้งง่ายขึ้น โดยออร์เตกาซึ่งในตอนนั้นเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ได้ทำ “ดีลลับ” ทางการเมือง กับอาร์นอลโด อาเลมัน (Arnoldo Aleman) ประธานาธิบดีในขณะนั้นซึ่งเป็นพรรคคู่แข่ง เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญไปในทางที่จะเอื้อประโยชน์ร่วมกัน โดยมีสาระสำคัญในการลดเกณฑ์คะแนนเสียงขั้นต่ำในการชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีรอบแรกจากที่เดิมต้องชนะ 45% ขึ้นไปจะไม่ต้องเข้าสู่การเลือกตั้งรอบสองให้เหลือเพียง 35% ก็ถือว่าชนะการเลือกตั้งได้หากได้คะแนนเสียงมากกว่าผู้ที่ได้ที่สองเกิน 5%
ทั้งนี้ ระบบที่มีการเลือกตั้งสองครั้งนั้นมีเจตนารมณ์เพื่อให้ได้ผู้ชนะการเลือกตั้งเสียงข้างมากเด็ดขาดชนะการเลือกตั้งไปโดยได้รับการยอมรับจากประชาชนมากที่สุด ดังนั้น หากในผลการเลือกตั้งออกมา คะแนนเสียงที่ชนะการเลือกตั้งของผู้สมัครแต่ละคนหรือแต่ละพรรคไม่เกินกึ่งหนึ่งหรือไม่ชนะขาดตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญของแต่ละประเทศกำหนด ก็จะมีการเลือกตั้งรอบสอง โดยให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกเฉพาะผู้ชนะการเลือกตั้งสองอันดับแรกเท่านั้น เพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจว่า ถ้าเหลือตัวเลือกแค่สองพรรคหรือสองคนนี้ ท่านจะเลือกใคร ซึ่งการเลือกตั้งรอบสองนี้เองถือว่าผู้ชนะคือบุคคลหรือพรรคการเมืองที่ได้รับการยอมรับสูงสุดจากประชาชน – พูดง่ายๆ ถ้าสมมุติว่าประเทศไทยใช้ระบบนี้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ก็อาจจะมีการเลือกตั้งรอบสองระหว่างพรรคน้ำเงินกับพรรคส้มว่า ไม่เลือกส้มได้น้ำเงินมานะ (หรือในทางกลับกัน)
การแก้รัฐธรรมนูญเพื่อลดเกณฑ์ชนะการเลือกตั้งรอบแรกส่งผลให้ออร์เตกาสามารถชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2006 ได้สำเร็จด้วยฐานเสียงเดิมของเขาเพียงราว 35% โดยไม่ต้องเข้าสู่การเลือกตั้งรอบสองที่ฝ่ายที่ไม่เลือกเขาอาจรวมตัวกันไม่เลือกเขาในรอบนั้นก็ได้
เมื่อชนะการเลือกตั้งแล้ว ออร์เตกาก็ได้ใช้อำนาจแต่งตั้งผู้พิพากษาที่เป็นฝ่ายหรือคนของพรรคตัวเองเข้าสู่ศาลฎีกา และเดิมรัฐธรรมนูญของนิการากัวก็มีกลไกป้องกันการดำรงตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานจนสร้างความได้เปรียบจนเป็นรัฐบาลตลอดกาลด้วยการกำหนดจำกัดวาระเช่นกัน แต่แล้วเมื่อปี 2009
ออร์เตกาก็ได้ร้องต่อศาลฎีกา ซึ่งทำหน้าที่เทียบเท่ากับ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ว่า รัฐธรรมนูญที่จำกัดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในรัฐธรรมนูญนั้นขัดต่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิทางการเมืองของบุคคลคือตัวเขาเอง ผลคือศาลฎีกาก็วินิจฉัยเห็นพ้องด้วย เปิดทางให้เขาสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งและชนะอีกครั้งในปี 2011 และเมื่อพรรคการเมืองของเขาครองเสียงข้างมากเด็ดขาดในสภาก็ได้ลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการเพื่อยกเลิกการจำกัดวาระประธานาธิบดีในปี 2014 ทำให้จากนี้ไปใครก็ตามสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีได้โดยไม่มีข้อจำกัดวาระ … หากคิดว่าจะเอาชนะเขาได้
หลังจากนั้น ออร์เตกาได้รวมศูนย์อำนาจด้วยการแต่งตั้งบุคคลผู้จงรักภักดีต่อเขาให้เข้ารับตำแหน่งในกองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรียกว่าอำนาจทั้งหมดเข้ามาอยู่ในมือของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะมีการประท้วงของประชาชนในปี 2018 รัฐบาลของออร์เตกาก็ได้ใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คน และนำไปสู่การกวาดล้างสื่อมวลชนตลอดจนองค์กรภาคประชาสังคม
ต่อมาในปี 2021 สภาที่อยู่ใต้อาณัติของออร์เตกาได้ผ่านกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งถูกนำมาใช้จับกุมและดำเนินคดีกับผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคฝ่ายค้านถึง 7 คน ก่อนการเลือกตั้งจะเริ่มขึ้น รวมถึงการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและนักข่าวอีกหลายสิบคน ส่งผลให้ออร์เตกาชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกันโดยปราศจากคู่แข่งทางการเมือง ก่อนที่ในปี 2025 นิการากัวจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง โดยใช้ระบบสาธารณรัฐทวิประธานาธิบดี โดยประธานาธิบดีอีกคนหนึ่งก็คือ โรซาริโอ มูริโญ (Rosario Murillo) ภรรยาของออร์เตกานั่นเอง
สุดท้ายขอปิดเรื่องด้วยตลกร้ายคือ ดาเนียล ออร์เตกา ในวัยหนุ่มเป็นนักปฏิวัติที่ทำกิจกรรมทางการเมืองต่อสู้กับรัฐบาลเผด็จการของแอนาสตาซิโอ โซโมซา เดเบลเล (Anastasio Somoza Debayle) เขาถูกจับเป็นนักโทษการเมืองครั้งแรกเมื่ออายุได้เพียง 15 ปีเท่านั้น ก่อนจะไปร่วมกับขบวนการซานดินิสตา (Sandinista) ซึ่งเป็นขบวนการทางการเมืองฝ่ายซ้ายเพื่อปลดปล่อยประเทศ และตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยได้เป็นประธานาธิบดีในสมัยแรกได้ในที่สุด แต่ในตอนนี้เขากลับได้ชื่อว่าเป็นผู้นำที่เปลี่ยนประเทศจากระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้งไปสู่ระบอบเผด็จการด้วยกลไกทางรัฐธรรมนูญ การแทรกแซงองค์กรตุลาการ องค์กรอิสระ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงอยู่ในอำนาจยาวนานและผิดเพี้ยนยิ่งกว่าเผด็จการที่เขาเคยต่อสู้มาในวัยหนุ่มเสียอีก
ราวกับตำนานของผู้กล้าที่ปราบจอมมารเพื่อจะกลายเป็นจอมมารไปเสียเอง และเป็นจอมมารที่น่ากลัวและยากต่อการกำจัดยิ่งกว่าตนเดิมที่เขากำราบได้เสียอีก
นี่คือตัวอย่างที่ “ประชาธิปไตย” ที่มีการเลือกตั้งนั้นเกิดการแทรกแซงจนเสียคุณสมบัติอันสำคัญในการเป็นระบอบที่สามารถ “แก้ตัว” ได้ ด้วยกลไกนิรภัยผ่านการเลือกตั้งที่ป้องกันไม่ให้บุคคลใดหรือฝั่งฝ่ายใดอยู่ในอำนาจรัฐได้อย่างยาวนานจนเกินไป แต่หากมีการปลดกลไกนั้นได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งที่ทำให้การเลือกตั้งไร้ความหมาย หรือการฉ้อฉลทางกติกาที่ทำให้ฝ่ายที่ได้เปรียบอยู่แล้วยิ่งได้เปรียบมากเข้าไปอีก ในที่สุดแม้จะยังมีกลไกการเลือกตั้งอยู่ แต่การเลือกตั้งก็ไม่สามารถใช้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือสลับสับเปลี่ยนกลุ่มขั้วอำนาจได้
ความผิดพลาดของบทเรียนจากประเทศนิการากัวข้างต้นนี้ อาจจะเริ่มต้นมาจาก “ดีลลับ” ที่ฝ่ายการเมืองฝั่งตรงข้ามกับออร์เตกานั้นแอบตกลงแก้รัฐธรรมนูญด้วยเพราะคิดว่าตัวเองก็ได้ประโยชน์ โดยดูเบาหรือสายตาสั้นมองไม่ออกว่าถ้ากลายเป็นว่าออร์เตกาสามารถชนะการเลือกตั้งได้แล้วจากรัฐธรรมนูญที่แก้ไขโดย “ดีลลับ” นี้ มันจะกลายเป็นชัยชนะที่เด็ดขาดของฝ่ายนั้น และเป็นความพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์ของฝ่ายตนเองไปอีกกว่ายี่สิบปี
สำหรับประเทศไทยที่เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา เราอาจจะไม่ต้องพูดถึงผลการเลือกตั้งแล้วก็ได้ แต่ท่าทีและการประเมินของหลายคนที่มองว่า ฝ่ายที่ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้น่าจะครองอำนาจต่อไปได้อย่างน้อยแปดถึงสิบปี ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเขามองเห็นภาพอะไรในอนาคต
ที่แน่ๆ ภาพความวุ่นวายของการนับคะแนนและประกาศผลการเลือกตั้ง ข้อเท็จจริงที่ชวนกังขาน่ากลัวปรากฏขึ้นรายวันจนไม่รู้จะจับเรื่องไหนขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์กันดี ทั้งหมดทั้งมวลชี้ไปสู่ภาพใหญ่ภาพเดียวคือความไม่ไว้วางใจในความสุจริตเที่ยงธรรมและโปร่งใสตลอดจนการรักษาความลับของกระบวนการจัดการเลือกตั้งและผู้จัดการการเลือกตั้ง ซึ่งส่งผลตามมาอีกหลายประการที่อาจจะทำให้การเลือกตั้งนั้นไม่สามารถใช้เป็นกลไกในการตัดสินใจ แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยุติปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้อีกต่อไป
ไม่แน่ใจแล้วเหมือนกันที่เราเคยบอกตัวเองและให้กำลังใจกันอยู่ว่า ไว้อีกสี่ปีก็ออกไปเลือกกันใหม่ มันจะยังเป็นคำปลอบใจที่ใช้การได้อยู่หรือไม่ ระบอบประชาธิปไตยของไทยได้ผ่านจุดที่การเลือกตั้งกลับนำพาไปสู่ระบอบที่เลี้ยวลับกลับไม่ได้ไปแล้วหรือยัง

