น่าจะกล่าวได้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมานั้น เป็นการเลือกตั้งที่วุ่นวายที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
และลุ้นกับการประกาศผลการเลือกตั้งที่เป็นทางการมากกว่าปกติ
ตอนแรกผมคิดว่าเต็มที่ก็คงวุ่นวาย และเป็นที่สงสัยในระดับเดียวกับตอนปี 2562 แต่กลายเป็นว่าการเลือกตั้งในปี’69 นี้น่าจะพาเราไปในปีที่ลึกกว่านั้น
หรือพาเราไปในปริมณฑลที่เราไม่เคยไปมาก่อนเลยก็ได้
ความเดิมจากตอนที่แล้วที่ผมทำนายผลการเลือกตั้งไว้หลายทาง ซึ่งก็มีผิดบ้าง ถูกบ้าง มาวันนี้คงต้องมองย้อนหลัง และแลไปข้างหน้าเพื่อมองว่าการเมืองไทยจะไปทางไหน
ในส่วนที่ทำนายผิด ผมทำนายว่าการต่อสู้แข่งขันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน น่าจะขับเคี่ยวกันจนนาทีสุดท้าย และจะชนะแพ้กันไม่มาก
ปรากฏว่านี่คือครั้งที่สองแล้วที่เกิดปรากฏการณ์ “ส้มคิด น้ำเงินทำ”
ในครั้งแรก ส้มคือกลุ่มที่มารณรงค์ “แฮก” ระบบเลือก ส.ว. แต่สุดท้ายคนที่ทำสำเร็จ และถูกตั้งข้อหาอยู่ในตอนนี้คือน้ำเงิน (ย้ำว่าในรูปคดีนั้น ฮั้ว ไม่ผิด ผิดที่มีเส้นเงินมาเกี่ยวข้อง)
ในครั้งที่สอง หรือครั้งนี้ ก็เหมือนกัน ส้มรณรงค์โค้งสุดท้ายว่าต้องได้ถึงสองร้อย แล้วห่างจากอันดับสองมากๆ จึงจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ในกรณีที่ไม่ได้แลนด์สไลด์
ปรากฏว่าสุดท้ายน้ำเงินทำได้
นอกจากนั้นก็คือผมเชื่อว่าครั้งนี้จะมีคนมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าเดิม กลายเป็นว่ายังเป็นที่สงสัยว่าทำไมคนมาใช้สิทธิน้อยลงเกือบร้อยละสิบจากตัวเลขคร่าวๆ
ทั้งที่รถราก็ติดเป็นพิเศษในวันเลือกตั้ง
ในตอนที่ผมไปถึงหน่วย ก็ถามเจ้าหน้าที่ที่เป็นกรรมการประจำหน่วย เขาบอกว่าคนมายังไม่ถึงครึ่งตอนเที่ยง ซึ่งก็แปลกมาก เพราะว่า ในตู้บัตรเลือกตั้งผมรู้สึกว่าบัตรมันแทบจะเต็มแล้ว
อาจเป็นไปได้ว่าเนื่องจากมีการใช้สิทธิเลือกตั้ง และลงประชามติในวันเดียวกัน ก็เลยดูว่าแออัดแต่หน่วยเลือกตั้งอาจจะเล็กลงก็อาจเป็นได้
ส่วนที่ทำนายถูกก็คือ เพื่อไทยได้เก้าอี้มาไม่ถึงร้อย และความนิยมลดลง
และเรื่องที่ว่าพรรคประชาชนน่าจะกวาดเก้าอี้ในกรุงเทพมหานครหมดทุกเขต ซึ่งผมก็ลุ้นอยู่มากในตอนนับคะแนน เพราะบางเขตนั้นการนับคะแนนขึ้นกับว่าจะนับส่วนไหนของพื้นที่ก่อนกัน เพราะบางพื้นที่ในเขตบางพรรคก็มีคะแนนสูงกว่าอีกพรรคหนึ่งในช่วงแรก
รวมทั้งทำนายว่าประชามติจะผ่านเพราะพรรคใหญ่นั้นมีจุดยืนตรงกันในเรื่องนี้ และการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ยังใช้เวลาอีกยาวนาน
ทีนี้มาสู่เรื่องผลการเลือกตั้ง ซึ่งผมไม่ได้ติดใจมากนักกับชัยชนะของพรรคภูมิใจไทย และความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชน เพราะบรรยากาศในคืนนับคะแนนนั้น พรรคการเมืองต่างๆ ที่ไม่ชนะที่หนึ่ง ตั้งแต่ ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย และประชาชน ต่างออกมาแถลงรับการพ่ายแพ้ หรือศัพท์ชาวบ้านเรียกว่า “โยนผ้า” กันตั้งแต่ผลคะแนนทางการออกมาตอนนับได้สักร้อยละ 16-18 เท่านั้นเอง (หลังจากที่คะแนนค้างอย่างยาวนานไม่คืบหน้าเลยมาหลายชั่วโมง จนในตอนที่ผมจัดรายการโทรทัศน์ ก็ต้องไปดูคะแนนที่อัพเดต และการประกาศชัยชนะจากหน้าเพจต่างๆ ของบรรดาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเอง เพราะการนับคะแนนหน้าหน่วย และรวมคะแนนที่จังหวัดนั้นเสร็จสิ้นแล้วในแต่ละพื้นที่)
สิ่งที่อาจจะอธิบายได้ตั้งแต่การมาลงคะแนนน้อยกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา อาจจะอยู่ที่สัญญาณของการไม่ตัดสินใจเลือกพรรค หรือผู้สมัครการเมืองใด ที่มีจำนวนมากกว่าที่ผ่านมา และในนาทีสุดท้ายก็น่าจะเหลืออยู่ประมาณร้อยละสิบนั่นแหละครับ (ในบางโพล)
ทีนี้มาดูคะแนนของภูมิใจไทย ที่เพิ่มมาอย่างมหาศาล จนหลายคนตกใจก็คงต้องมาถอดสมการดูให้ดีว่า อธิบายไม่ได้ หรือว่าเป็นปัจจัยแค่ชาตินิยมจริงหรือไม่
โดยส่วนตัวผมเห็นว่าเป็นคะแนนที่ไหลมาจากฝ่ายอนุรักษนิยมเดิม หรือคะแนนลุงตู่นั่นแหละครับ
ถ้าดูคะแนนภูมิใจไทยที่เพิ่มมาจากเดิม จาก 3 เป็น 19 ในบัญชีรายชื่อ ก็อาจจะพอเห็นภาพว่า คะแนนรวมไทยสร้างชาติครั้งที่แล้วมีถึง 13 คะแนน และคราวนี้เหลือ 2 คะแนน และเพื่อไทยจาก 29 เหลือ 16 (ตัวเลขวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 69)
สิ่งที่ควรพิจารณาก็คือ ตัวเลขของเพื่อไทย 13 คะแนนนั้นไหลมาภูมิใจไทยแค่ไหน นั่นน่าจะเป็นคะแนนที่สำคัญ ที่มาพร้อมกับตัวผู้สมัครที่ย้ายพรรคด้วยส่วนหนึ่ง
โดยรวมแล้วอธิบายคร่าวๆ ได้ว่าถ้าภูมิใจไทยได้คะแนนเพิ่มมา 16 เก้าอี้ในบัญชีรายชื่อ ก็แปลว่าน่าจะมาจากคะแนนลุงตู่สัก 11 ที่นั่ง และอย่างน้อย 5 ที่นั่งมาจากเพื่อไทย และอาจจะมีบ้างที่ให้โอกาสพรรคก้าวไกล 39 เก้าอี้ และตอนนี้เหลือแค่ 31 เก้าอี้
แต่ในส่วนก้าวไกลนั้นการลดลงจาก 39 เหลือ 31 น่าจะอธิบายได้จากการทวงเก้าอี้คืนของประชาธิปัตย์ ที่เดิมได้ 3 เก้าอี้ มารอบนี้ได้ 12 เก้าอี้ คือ เพิ่มมา 9 ที่นั่ง โดยประมาณนั้นแหละครับ (แม้ว่าจะชัดเจนว่าไม่มีผลต่อคะแนนเขตของพรรคประชาชนที่ยังได้ชัยชนะ อย่างน้อยในพื้นที่กรุงเทพฯ)
โดยสรุปแล้ว ความนิยมของภูมิใจไทยอาจไม่ได้มาจากความนิยมแบบท่วมท้นเหมือนที่ตีปี๊บกัน แต่อาจจะมาจากการย้ายฐานของความนิยมมาจากลุงตู่เดิมเสียเกือบหมด มีสัก 5-6 เก้าอี้ที่ย้ายแบบหาร่องรอยได้ยากหน่อย ซึ่งนั่นน่าจะเป็นกระแสที่คนคาดการณ์ว่าเป็นกระแสชาตินิยมจากปัญหาชายแดน ที่ไหลมาจากพรรคอื่น
หมายความว่า อย่างน้อยภูมิใจไทยก็มีศักยภาพในการดึงคะแนนย้ายจากลุงหนูมาลุงตู่อยู่แล้วในแง่พื้นที่ ส.ส. และความนิยมเดิม ไม่ใช่พูดว่ากระแสชาตินิยมของไทยน่ากลัวขนาดที่หลายคนวิเคราะห์
แต่ในภาพรวมพรรคประชาชนก็ยังชนะในคะแนนบัญชีรายชื่ออยู่ดี และมีหลายจังหวัดที่ชนะบัญชีรายชื่อยกจังหวัดแม้ว่าในระดับพื้นที่จะแพ้
ส่วนเพื่อไทยนั้นก็ยังครองความนิยมในระดับบัญชีรายชื่อของภาคอีสานอันดับหนึ่งอยู่ดี แม้ว่าจะเสียพื้นที่ไปหลายพื้นที่ในระดับเขต และเสียเชียงใหม่ สรุปว่าตอนนี้ยังไม่มีจังหวัดไหนที่เพื่อไทยครองเสียงทั้งจังหวัดเลยในระดับเขต
ทีนี้มาถึงส่วนของผลการเลือกตั้งในระดับเขต ซึ่งผมคิดว่าในรอบนี้ความน่าสนใจกลับไปอยู่ที่เรื่องของ “ความแม่นยำ” ในการทำพื้นที่ และระบบการเลือกตั้งแบบที่ไม่ได้คำนวณตามสัดส่วน
เอาคู่เทียบมาดูคือ พรรคประชาชน กับภูมิใจไทย และกล้าธรรม กับเพื่อไทย จะพบว่าความแม่นยำในการทำพื้นที่นั้นผิดกัน
คือจำนวนคะแนนที่ได้แปลงผลมาเป็นเก้าอี้ได้ผิดกันอย่างมากมาย
ภูมิใจไทย เกือบ 10 ล้านได้มา 174 เก้าอี้ แต่ประชาชน 7.8 ล้าน ได้มา 77 เก้าอี้
เพื่อไทย 6.7 ล้านได้ 58 เก้าอี้ และกล้าธรรม 3.8 ล้าน ได้มา 56 เก้าอี้
ส่วนเรื่องบ้านใหญ่นั้น ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่พูดง่ายว่ารอบนี้บ้านใหญ่ชนะ ส่วนที่สำคัญน่าจะอยู่ที่ว่า ทำไมประชาชนเลือกบัตรสองใบไม่เหมือนกันมากกว่า ซึ่งเรื่องนี้ถ้าถอดรหัสไม่สำเร็จ เราก็จะไม่เข้าใจการเลือกตั้งในท้องถิ่นที่จะต้องเกิดขึ้นในอีกสามสนามในอนาคต คือ อบต. เทศบาล และ อบจ.
ในส่วนข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียงในรอบนี้ ก็คงยังเป็นที่พิสูจน์กันต่อไปว่า การซื้อเสียงรอบนี้มากกว่าปกติไหม และมีทั้งเรื่องจำนวน ที่มาของเงิน และการลามไปซื้อถึงหน่วยเลือกตั้งไหม
ในความเห็นของผมกรณีดราม่าเรื่องตกลงตำแหน่งแห่งที่ของการซื้อเสียงนั้นมันอยู่ตรงไหนในการเมืองในพื้นที่ ผมคิดว่าเรื่องนี้ละเอียดอ่อน ไม่ใช่แค่มองว่าใครโง่ใครฉลาดกว่ากัน
เรื่องแรกคือการใช้เงินในการเลือกตั้งนั้นมันถูกจัดว่าไปเป็นเรื่องการเมืองเชิงศีลธรรมในพื้นที่ (moral politics) ในพื้นที่อย่างชัดเจน คล้ายๆ กับเรื่องของเศรษฐกิจศีลธรรมในพื้นที่ (moral economy) ที่เคยเถียงกันในวงวิชาการเมืองหลายทศวรรษก่อน ที่มองว่าในโลกของชาวนานั้นมีเส้นแบ่งว่าเศรษฐกิจที่เป็นธรรมนั้นอยู่ที่ไหน การขูดรีดทำได้ในระดับใด
การซื้อเสียงในฐานะศีลธรรมในการเมืองในพื้นที่ก็มีความสำคัญในแง่ของความเป็นคนดี และหน้าที่ที่พึงปรารถนาของผู้แทนในพื้นที่ ว่าพึ่งพาได้อย่างไรบ้าง เพราะการซื้อเสียงสมัยนี้ไม่ได้บังคับ และการซื้อมากสุดอาจจะไม่ได้เป็นผู้แทนเสมอไปตามที่งานวิจัยเรื่องนี้ออกมามากมาย
แต่ถ้าไม่ได้ซื้อเสียงเลยก็ไม่ได้แปลว่าไม่ได้ ถ้าไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ ก็ต้องลงพื้นที่อยู่ดี
ความสำคัญน่าจะอยู่ที่ว่าจะเอายังไงในเรื่องนี้ กฎหมายเองก็วางตัวเองไว้ในสถานะที่ปกป้องชาวบ้านอยู่ในระดับหนึ่ง
อธิบายง่ายๆ ว่า ในการซื้อเสียงในบ้านเรา เขาจับแต่คนซื้อ ไม่ได้จับคนขาย
แถมคนจำนวนนึงยังไม่เชื่อมั่นว่าถ้าแจ้งเบาะแสแล้ว เขาจะปลอดภัย หรือ กกต.จะจับได้จริงๆ
ขณะที่ถ้าเป็นยาเสพติดนี่ จับทั้งคนขายและคนซื้อ
หรือการค้าประเวณี นี่จับคนขาย ไม่จับคนซื้อ
ผมไม่ได้คิดว่าสิ่งที่กฎหมายว่าผิดมันเป็นเรื่องเดียวกันอย่างน้อยในสามเรื่องข้างบน แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ตกลงกฎหมายในเรื่องซื้อสิทธิขายเสียงนั้นเป็นอย่างไร กฎหมายมันมี แต่มันมีแบบนี้มันนำไปสู่พลวัตในการซื้อเสียง ขายสิทธิอย่างไร มากกว่าจะไม่มีการกระทำผิด
คือถ้าไม่ผิดหรือจับไม่ได้ เรามีไว้ทำไมกฎหมายเรื่องห้ามซื้อเสียง เสียเงินงบประมาณเปล่าๆ
แต่เรื่องนี้คนละเรื่องกับโง่ ฉลาด มันเป็นเรื่องว่าตกลงจะจัดว่าเรื่องการซื้อสิทธิขายเสียงไว้ยังไงในการเลือกตั้งมากกว่า
ในเรื่องสุดท้าย ผมว่าความท้าทายในการเลือกตั้งในรอบนี้อยู่ที่เรื่องการบริหารจัดการการเลือกตั้ง ที่พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชน และเข้าข่ายเป็นการเลือกตั้งที่ล้มเหลว (failed election)
พูดแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าผลการเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับเสียเลย แต่หมายถึงในภาพรวมนั้นการเลือกตั้งซึ่งเป็นหัวใจสำคัญขั้นพื้นฐานของประชาธิปไตยไม่ได้ทำหน้าที่ยุติความขัดแย้ง และทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกติกาและผลของการเลือกตั้งอย่างที่มันควรจะเป็น
การเลือกตั้งในรอบนี้ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างสิ้นข้อสงสัย ไม่ใช่แค่เรื่องการซื้อเสียงที่เป็นจำเลยในทุกๆ รอบเท่านั้น
แต่มันหมายถึงเรื่องของการที่ผู้จัดการเลือกตั้งนั้นตอบคำถามสังคมไม่ได้ชัดเจนตั้งแต่การนับคะแนน การรายงานคะแนน และความปลอดภัยและความลับของการลงคะแนน
ถ้าเรามองว่าการเลือกตั้งในรอบนี้ “เสรีและเป็นธรรม” ไหม อาจจะตอบได้ว่าผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำในข้อเสรี เพราะประชาชนไม่ถูกสกัดการใช้สิทธิ และการรณรงค์ทำได้เต็มที่
ส่วนเป็นธรรมไหม ต้องดูที่การนับคะแนน และตอบข้อสงสัยต่อสังคม
ที่สำคัญมิติการเลือกตั้งยังรวมถึงเรื่องของการเลือกตั้งว่าจะต้องมีความหมายต่อประชาชนในประเทศด้วย ไม่ใช่เป็นเพียงพิธีกรรมกระชับอำนาจของคนบางกลุ่ม
ในข้อนี้ประชาชนจำนวนไม่น้อยยังสงสัยกับผลการเลือกตั้งอยู่ และไม่แน่ใจว่าองค์กรอิสระอย่าง กกต. ศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญ จะสามารถเผชิญความสงสัยและความท้าทายในเรื่องนี้ได้แค่ไหน
คงต้องรอดูกันต่อไปในสัปดาห์นี้ ว่าผลจะจบลงอย่างไร เพราะการเลือกตั้งที่มีความหมายจะส่งผลต่อความชอบธรรมของรัฐบาล
และที่สำคัญจะส่งผลต่อคะแนนการวัดประเมินประชาธิปไตยของไทยในสายตาโลกในปีหน้าด้วย
(ส่วนในเรื่องการตั้งรัฐบาล ผมคิดว่ายังมีขั้นตอนเรื่องของการประกาศคะแนนเลือกตั้งที่เป็นทางการ และเรื่องของการเปิดประชุมรัฐสภา ดังนั้นยังมีอีกหลายขั้นตอน หน้าตารัฐบาลจะเป็นอย่างไรอาจจะสำคัญ แต่ความชอบธรรมของรัฐบาลจากการเลือกตั้งก็มีความสำคัญเช่นกัน)

