
วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ตรงกับขึ้นเดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติ (ปฏิทินสากล คือ กุมภาพันธ์-มีนาคม) ต้องมีพิธีเลี้ยงผีขอฝนเมื่อเข้าหน้าแล้ง ต่อเนื่องตั้งแต่เดือน 4 ถึงเดือน 5 และเดือน 6
พิธีกรรมเดือน 4 มี 2 ระดับ คือ พิธีราษฎร์ กับ พิธีหลวง
1. พิธีราษฎร์
ด้วยเหตุที่เดือน 4 เป็นหน้าแล้ง ประชาชนทั้งหมดทำการเกษตรแบบพึ่งพาธรรมชาติ ทำให้ว่างงาน ไม่ทำไร่ทำนา เพราะไม่มีน้ำฝน จึงมีพิธีกรรมอย่างน้อย 2 เรื่อง คือเลี้ยงผีประจำปีและพิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน
(1.) เลี้ยงผีประจำปี ได้แก่ ผีเรือนผีบ้าน ดังนี้
ผีเรือน หมายถึงผีประจำตระกูลอยู่ในเรือนของใครของมัน ได้แก่ ผีปู่ย่า, ผีตายาย, ผีพ่อแม่ ฯลฯ
ผีบ้าน หมายถึงผีประจำชุมชน หรือหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ที่ลานกลางบ้าน เป็นที่ฝังศพของหัวหน้าเผ่าพันธุ์และวงศ์ตระกูล
[บ้านหมายถึงชุมชน เป็นความหมายดั้งเดิม แต่ถูกเปลี่ยนสมัยหลังว่าหมายถึงที่อยู่อาศัยเป็นหลังๆ เหมือนตัวเรือน จึงทำให้คำว่าเรือนค่อยๆ หายไปจากชีวิตประจำวันของไทย]
(2.) พิธีกรรมเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน เนื่องจากฤดูทำนาผ่านมามีคนตาย (ซึ่งเป็นเครือญาติและเครือข่ายร่วมชุมชน) แต่มีพิธีทำศพไม่ได้ เพราะฝนตก และอยู่ในฤดูทำนา จึงฝังศพไว้ก่อนเพื่อรอช่วงว่างจากทำนา
หลังเก็บเกี่ยวจนเข้าหน้าแล้ง มีข้าวเปลือกเก็บไว้กินตลอดปี และไม่ได้ทำไร่ไถนา จึงขุดศพที่ตายและฝังไว้เอาซากกระดูกที่เหลือมาทำพิธีตามความเชื่อเรื่องขวัญทางศาสนาผี
นอกจากนั้นมีพิธีกรรมอื่นๆ อีกที่ต้องจัดการในหน้าแล้ง ได้แก่ ขึ้นเรือนใหม่, โกนจุก, แต่งงาน ฯลฯ
2. พิธีหลวง
เดือน 4 (จันทรคติ) เป็นช่วงท้ายปีเก่าหรือสิ้นปีเก่าซึ่งสืบเนื่องจากราชสำนักนับถือปฏิทินสุริยคติตามอินเดียที่ยกเดือน 5 (จันทรคติ) เป็นขึ้นศักราชใหม่ หรือขึ้นปีใหม่
พิธีกรรมของหลวงเกี่ยวกับสิ้นปี มีทั้งพิธีพราหมณ์และพิธีพุทธ ดังนี้
เดือน 4 พิธีตรุษ สิ้นปีเก่า เป็นราศีมีนตามคติพราหมณ์จากอินเดีย (ขึ้นศักราชใหม่หรือปีใหม่ ราศีเมษ สงกรานต์) มีบอกในกฎมณเฑียรบาล (สมัยอยุธยาตอนต้น) ว่า สัมพัจฉรฉินท์ (ในสมุดข่อยเขียนว่า “เดือน 4 การสํพรรษฉิน”) หมายถึงพิธีสิ้นปี โดยไม่มีพรรณนารายละเอียดเหมือนเดือน 5 สงกรานต์ แต่มีในคำให้การชาวกรุงเก่าที่แสดงการผสมผสานระหว่างพิธีพราหมณ์กับพุทธ ดังนี้
“เดือน 5 พระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาโปรดให้นิมนต์พระสงฆ์เข้ามาเจริญพระพุทธมนต์ 3 วัน และสวดอาฏานาฏิยสูตร
เวลาสวดมนต์นั้น พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาทรงพระมหามงคลอันผูกต่อกับสายสิญจน์ ครั้นถึงวันคำรบ 3 ซึ่งสวดอาฏานาฏิยสูตร เจ้าพนักงานยิงปืนใหญ่น้อยรบทั้งกำแพงพระราชวังและกำแพงพระนคร
เมื่อเสร็จการพิธีแล้ว ให้เชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์สรรพาวุธมาประน้ำมนต์และประน้ำมนต์ช้างต้นม้าต้นด้วย เป็นเสร็จการพระราชพิธี 12 ราศี ซึ่งมีตามตำรากรุงศรีอยุธยาเพียงเท่านี้”
หนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือนของ ร.5 อธิบายว่าสัมพัจฉรฉินท์ “เป็นการพิธีประจำปีสำหรับพระนคร ทำเพื่อจะให้เป็นสวัสดิมงคลแก่พระนครและพระเจ้าแผ่นดิน และพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการฝ่ายหน้าฝ่ายใน ตลอดจนราษฎร”
“สัมพัจฉรฉินท์” หมายถึง สิ้นปี ตัดปี (เก่า) มีรากศัพท์จากภาษาบาลี-สันสกฤตว่า สัมพัจฉร แปลว่า ปี, ฉินท แปลว่า ตัด, ขาด รวมความแล้วเป็นพิธีตัดปี, สิ้นปี
มีคำเรียกเฉพาะการตัดปีว่า “ตรุษ” หมายถึงพิธีกรรมสิ้นปีจันทรคติ ทำเมื่อสิ้นเดือนสี่ มีประเพณีทำบุญเลี้ยงพระ ดังพรรณนาไว้ในทวาทศมาสโคลงดั้น ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา กับนิราศธารโศก กาพย์ห่อโคลงของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (กุ้ง) ยุคปลายกรุงศรีอยุธยา ดังนี้
๏ ฤดูเดือนสี่ซั้น มาดล แม่ฮา
ตรุษโตรษเรียมแดยัน ด่าวดิ้น
(ทวาทศมาส)
๏ เดือนสี่พิธีตรุษ เจ้างามสุดผุดผาดดี
ชำระพระชินสีห์ หมดผงเผ่าข้าวบิณฑ์ถวาย ฯ
๏ การบุญผคุณมาศน้อง นารี
ขาวสุดผุดผาดดี ส่องแก้ว
ชำระสระสรงสี พุทธรูป
ผงเผ่าเถ้าหมดแล้ว แต่งข้าวบิณฑ์ถวาย
(นิราศธารโศก)
คติเดือนสี่สิ้นปีเก่า (เพื่อขึ้นปีใหม่เดือนห้า-สงกรานต์) สืบมาถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีบอกในวรรณกรรมอย่างน้อย 2 เรื่อง ดังนี้
นิราศเดือน ของนายมี (หรือเสมียนมี หรือหมื่นพรหมสมพัตสร) กวีสมัย ร.3 เขียนว่า “ถึงเดือนสี่ปีสุดถึงตรุษใหม่” ซึ่งเท่ากับยกเอาพิธีพราหมณ์ผนวกเป็นพิธีพุทธเรียบร้อยนานแล้ว
ส่วนตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ หรือนางนพมาศ วรรณกรรมสมัย ร.3 ถึงระบุชัดๆ ว่า “ครั้นเดือน 4 ถึงการพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ โลกสมมุติ เรียกว่า ตรุษฝ่ายพุทธศาสน์…” ต่อจากนั้นพรรณนาว่าประเพณีสำคัญตรงนี้คือมีสวดมนต์เย็น “เจริญพระอาฏานาฏิยสูตร” มีโรยทรายรอบพระราชนิเวศน์เป็นสัญลักษณ์ป้องกันอาถรรพณ์ต่างๆ แล้วมีการละเล่น “เหล่านักเลงก็เล่นมหรสพเอิกเกริกสมโภชบ้านเมืองเป็นการนักขัตฤกษ์ บรรดานิกรประชาราษฎรชายหญิงก็แต่งตัวนุ่งห่ม ประดับกายอ่าโถง พากันมาเที่ยวดูแห่ดูงาน นมัสการพระในวันสิ้นปีแลขึ้นปีใหม่เป็นอันมาก”
ปัจจุบันประเพณีตรุษสิ้นปีเก่าหายไป คงเหลือแต่สงกรานต์ขึ้นปีใหม่ในคติจากอินเดีย
พิธีพราหมณ์-พุทธ
พิธีสิ้นราศีเก่า (ปีเก่า) เรียกสัมพัจฉรฉินท์ ตรงกับเดือน 4 ของไทยตามปฏิทินจันทรคติ (ราวมีนาคม-เมษายน) เป็นช่วงเวลาเดียวกับราศีมีนตามปฏิทินสุริยคติของพราหมณ์อินเดีย ต้องมีบูชาไฟ หลังจากนั้นเป็นราศีเมษขึ้นศักราชใหม่ (ปีใหม่) เรียกสงกรานต์ ตรงกับเดือน 5 จันทรคติ (ราวเมษายน-พฤษภาคม)
บูชาไฟ สัมพัจฉรฉินท์เป็นพิธีพราหมณ์เป็นพิธีใหญ่ มีโหมกุณฑ์ (บูชาไฟ โดยใส่สิ่งของบูชาเข้ากองไฟ) ร.5 ทรงอธิบายง่ายๆ ในหนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน ดังนี้
“ในหอราชพิธีนั้นมีเตียงสามเตียงตั้งลดเป็นลำดับลงมา ตามแบบที่ตั้งพระของพราหมณ์คล้ายกันทุกพิธี
ชั้นต้นตั้งพระอิศวร พระนารายณ์ พระมหาพิฆเนศวรและพระอิศวรทรงโค ซึ่งมีพระ อุมาทรงอยู่ด้วย—–
เตาซึ่งสำหรับโหมกุณฑ์นั้น เป็นเตาทองแดง ตั้งในโรงพิธีนั้นด้วย แล้วมีหม้อกุมภ์ตั้ง 9 ใบ หม้อกุมภ์นั้นหม้อข้าวเราไทยๆ นี้เอง—–การที่ทำน้ำมนต์ด้วยหม้อข้าวนี้ เป็นแบบมาจากอินดียแน่แท้ ข้างพราหมณ์ก็คือหม้อทองเหลืองซึ่งหุงข้าวและตักน้ำ—–
หม้อกุมภ์ทั้ง 9 ใบนั้นตั้งอยู่กลางใบหนึ่ง รอบ 8 ใบ ในหม้อกุมภ์นั้นมีเงินเฟื้องหนึ่งทุกๆ หม้อ
พิธีที่ทำทุกวันนั้นมักจะทำกลางคืนดึกๆ ทุกพิธี (เว้นไว้แต่ที่เป็นการจำเป็นจะต้องทำกลางวัน)—–
เริ่มทำพิธีอวิสูทธิ์อัตมสูทธิ์ชำระตัวตามแบบพิธีทั้งปวง และบูชา 8 ทิศอ่านตำรับ เมื่อจบลงแล้วบูชาพระอิศวรแล้ว จึงได้บูชาเบญจคัพย์ เอาน้ำรินลงในถ้วย อ่านตำราบูชากลดสังข์ บูชากุมภ์แล้ว จึงได้เอาน้ำผสมกันกรอกในกลดในสังข์และในหม้อกุมภ์ทั้ง 9 หม้อ—–
ต่อนั้นก็ไปบูชากุมภ์ ใบไม้โหมกุณฑ์ที่เรียกว่าใบไม้สมมิทธิ มีในหมายรับสั่งมากอย่าง คือ ใบรัก ใบมะม่วง ใบตะขบ ใบยอ ใบขนุน ใบมะเดื่อ ใบเงิน ใบทอง ใบเฉียงพร้านางแอ ใบมะผู้ ใบระงับ ใบพันงู สิ่งละ 50 ใบ มะกรูด 15 ผล ส้มป่อย 15 ฝัก
แต่ที่ได้ใช้โหมกุณฑ์อยู่เดี๋ยวนี้แต่สามอย่าง คือ ใบตะขบ 96 ใบทอง 32 ใบมะม่วง 25—–
ที่เตากุณฑ์นั้นมีดินและมูลโครองในนั้น แล้วมีเต่าทองตัวหนึ่งหนักสองสลึงเฟื้อง สำหรับวางในกลางกองกุณฑ์
ฟืนที่สำหรับจะใช้โหมกูณฑ์นั้นใช้ไม้พุทรายาวดุ้นละ 9 นิ้ว มัดละ 9 ดุ้น วันละ 20 มัด เมื่ออ่านเวทติดเพลิงถึงกำหนดแล้วก็เป็นเสร็จการพระราชพิธีส่วนวันนั้น”
ผลประโยชน์ของพราหมณ์ที่ทำหน้าที่ในเทวสถานจากเครื่องบูชาที่มีคนเอามาถวายเทพเจ้า มีตัวอย่างการพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ พราหมณ์ได้ประโยชน์จากสิ่งของถวายเทวดา ร.5 อธิบายว่าได้แก่
“เต่าทองสำหรับโหมกุณฑ์หนักทองสองสลึงเฟื้อง เงินทักษิณบูชา 6 บาท เงินหม้อกุมภ์หม้อละเฟื้อง เป็นเงินบาทเฟื้อง
ผ้าขาวห่อตำรับผืนหนึ่ง ผ้าพันหม้อกุมภ์ผืนหนึ่ง รองนพวรรคผืนหนึ่ง เบญจคัพย์ผืนหนึ่ง รองอาสนะพระผืนหนึ่ง รองอาสนะพราหมณ์ผืนหนึ่ง ผ้าโตรทวาร 4 ผืน ผ้านุ่งผืนหนึ่ง ผ้าห่มผืนหนึ่ง
หม้อข้าวเชิงกรานสำหรับหุงข้าวบูชาเทวดา หม้อคะนนใหญ่สำหรับน้ำใช้หม้อหนึ่ง หม้อน้ำมนต์จุ 12 ทะนานหม้อหนึ่ง
นมเนย ข้าวเปลือกกรองหม้อ ข้าวสารสำหรับหุงบูชาเทวดา มะพร้าวอ่อน
ส่วนเงินที่แบ่งปันกันในพราหมณ์ พระมหาราชครูได้กึ่งตำลึง พระครูอัษฎาจารย์ได้บาทเฟื้อง ปลัดสองคนๆ ละหนึ่งบาท ขุนหมื่นสี่คนๆ ละสองสลึง หมดเงินเจ็ดบาทเฟื้อง”
พิธีพุทธ
นอกจากพิธีพราหมณ์บูชาไฟแล้ว ยังมีพิธีพุทธทั้งฝั่งกรุงเทพฯ และฝั่งธนบุรี ซึ่ง ร.5 ทรงอธิบายว่าทำตามแบบอินเดียและลังกา ดังนี้
“การพระราชพิธีนี้มีโรงพิธีตั้ง 8 ประตูเมือง และกลางพระนคร 2 ตำบล—–อยู่ฝั่งตะวันออกนี้ทั้งสิ้น
โรงพิธีกลางเมืองฟากตะวันออกนี้ตั้งที่วัดสุทัศน์ซึ่งถือกันว่าเป็นกลางเมือง จึ่งได้ทำเทวสถานและปักเสาชิงช้าในที่นั้น
ประตูเมืองฝั่งตะวันออก 4 ประตูนั้น ไม่ได้สวดที่ประตู เป็นแต่ชื่อประตูเมือง คงขึ้นสวดบนป้อมด้านเหนือป้อมพระสุเมรุ—–
และฝั่งตะวันตกนั้นต้องปลูกโรง เพราะไม่มีที่อาศัย กำหนดให้ปลูกโรงกลางเมือง—–เวลาเย็นพระสงฆ์สวดมนต์ตั้งแต่วันแรม 12 ค่ำ13 ค่ำวัน 14 ค่ำสวดอาฏานาฏิยสูตร คืนยังรุ่ง เมื่อสวดไปถึงกำหนดยิงปืนก็หยุดรอจนยิงปืนแล้วจึงได้สวดต่อไปเป็นระยะ”
[สวดอาฏานาฏิยสูตร คือ สวดภาณยักษ์ หมายถึงบทสวดของยักษ์, คำบอกของยักษ์, สวดหรือบอกแบบยักษ์, เป็นคำที่คนไทยเรียกอาฏานาฏิยสูตร ที่นำมาใช้เป็นบทสวดมนต์ในจำพวกพระปริตร (เป็นพระสูตรขนาดยาวสูตรหนึ่ง นิยมคัดตัดมาเฉพาะตอนที่มีสาระเกี่ยวกับความคุ้มครองป้องกันโดยตรง และเรียกส่วนที่ตัดตอนมาใช้นั้นว่าอาฏานาฏิยปริตร)]
