การเลือกตั้งทั้งในพม่าและในไทยผ่านไปแล้ว อาจเป็นความบังเอิญที่การเลือกตั้งทั้งสองประเทศนี้จัดในช่วงใกล้กัน แต่ทั้งวิธีการและผลลัพธ์เปรียบเหมือน “สองนครา” ที่หนึ่งเลือกพอเป็นพิธี เพื่อให้ผู้นำคณะรัฐประหารแปลงร่างเป็นรัฐบาลกึ่งพลเรือน พร้อมนำแนวทางที่เลือกมาแล้วมาบังคับใช้ หากเกิดมีใครลุกขึ้นมาต่อต้าน ก็จะโดนข้อหาพิสดารต่างๆ ทันที ในส่วนของไทย แม้การเลือกตั้งในบ้านเราจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งในพม่าแล้ว ยังยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยอยู่ แม้ระหว่างทางจะไม่สมบูรณ์แบบและผลลัพธ์ไม่ได้เป็นที่ชื่นชอบของทุกคน แต่นี่ก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า… “ประชาธิปไตย”
ขอกลับมาที่การเลือกตั้งในพม่า ว่านับตั้งแต่การเลือกตั้งทั้ง 3 ครั้ง ครั้งแรก เมื่อ 28 ธ.ค.ปีที่แล้ว ครั้งที่สองและครั้งที่สาม เมื่อวันที่ 11 และ 25 มกราคมที่ผ่านมา การแบ่ง “เฟส” การเลือกตั้งเป็น 3 เฟส ชี้ให้เห็นสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนในประเทศ และการสู้รบที่ยังดำเนินต่อไปในหลายพื้นที่ ในจำนวนเมืองทั้งหมด 330 มี 265 เมืองที่จัดการเลือกตั้งได้ แม้จะมีเหตุความไม่สงบในหลายเมือง แต่การเลือกตั้งในพม่าก็จบลงไปด้วยดีด้วยชัยชนะของพรรค USDP หรือพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา พรรคนอมินีของกองทัพ ที่กวาดที่นั่งส่วนใหญ่ทั้งในสภาสูง (สภาเชื้อชาติ) และสภาล่าง (สภาผู้แทนราษฎร) ไปได้ มีพรรคเล็กพรรคน้อยอื่นๆ สอดแทรกเข้ามา 80 ที่นั่ง จากทั้งหมด 421 ที่นั่งในสองสภา แต่ทั้งพรรคของกลุ่มชาติพันธุ์ฉาน มอญ ว้า ฯลฯ ที่ได้ตัวแทนมาในคราวนี้ล้วนเป็นกลุ่มที่ยังรักษาข้อตกลงหยุดยิง หรือ NCA ที่รัฐบาลพม่าลงนามกับชนกลุ่มน้อย 9 กลุ่ม แต่เมื่อเกิดรัฐประหารในปี 2021 ขึ้น ก็มีบางกลุ่มที่ฉีก NCA และกลับมาจับอาวุธต่อสู้กับรัฐบาลทหารพม่า เช่น KNU ของกะเหรี่ยง NMSP หรือพรรคมอญใหม่ ที่ฝ่ายต่อต้านแยกออกมาตั้ง NMSP-AD หรือสายต่อต้านเผด็จการ (Anti-Dictatorship) รวมทั้งพรรค ABSDF ซึ่งเป็นกลุ่มก้อนของขบวนการนักศึกษาจากเหตุการณ์การประท้วงในปี 1988
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีพรรคการเมืองฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร ที่ถูกแบนและไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรค NLD ที่เรียกว่า “ถูกทำให้สูญพันธุ์แบบอัตโนมัติ” เพราะถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.พม่าตัดสิทธิ พรรค SNLD หรือพรรคฉาน NLD ที่เป็นพรรคการเมืองหลักในรัฐฉาน และพรรคอื่นๆ อีก 40 พรรค พรรคเหล่านี้เป็นเหมือนแกนกลางของการปฏิรูปสู่ประชาธิปไตยในทศวรรษ 2010 ที่นำไปสู่การชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายของพรรค NLD การขึ้นสู่อำนาจของด่อออง ซาน ซูจี ในบทบาทของ “ที่ปรึกษาแห่งรัฐ” (State Counselor) และการพัฒนาทางการเมืองในพม่า ที่เรียกความสนใจจากทั่วโลก
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในพม่ามีอายุค่อนข้างสั้น และถูกตัดตอนโดยผู้นำทหารเจเนอเรชั่นต่อมา ที่ตีความการปฏิรูปทางการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งต่างต้นทศวรรษ 2000 ไปมาก หากเรายึดว่า “แผนการ 7 ขั้นตอน” (7-Step Roadmap to Democracy) ในปี 2003 ที่มี พลเอกขิ่นยุ้น อดีตนายทหารสายเหยี่ยว ผู้นำฝ่ายข่าวของกองทัพพม่า หรือ MI (Military Intelligence) คือจุดเริ่มต้นของ “แนวคิดปฏิรูป” ที่เกิดจากเนื้อในและผู้นำระดับสูงของกองทัพ ที่มองว่าการปรับตัวและการออกแบบการเมืองเพื่อให้กองทัพและรัฐบาลพลเรือนอยู่ร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับการสร้างเสถียรภาพในพม่า รัฐประหารปี 2021 ก็คือจุดสิ้นสุดของแนวคิดดังกล่าว และการปฏิเสธแนวทางว่าพม่าสามารถเคลื่อนต่อไปได้ด้วยรัฐบาลกึ่งพลเรือน ที่เป็นเช่นนี้ เพราะผู้นำสูงสุดอย่าง พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย มีความหวาดระแวงนักการเมืองสูงมาก ความไม่ลงรอยส่วนตัวระหว่างมิน อ่อง ลาย กับออง ซาน ซูจีก็เป็นอีกเหตุหนึ่ง ที่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับรัฐบาล NLD และท้ายสุด ในสังคมแบบพม่า โครนี่ (นักธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์กับกองทัพ) โหร และพระมีบทบาทกำหนดชะตากรรมของประเทศไม่ต่างจากนักการเมืองและนายทหารระดับสูงในกองทัพ ดังนั้นกลุ่มดังกล่าวพูดใส่หูมิน อ่อง ลายบ่อยครั้งว่า “ท่านจะเป็นประธานาธิบดีที่ยอดเยี่ยมได้” หรือ “ท่านจะปล่อยให้นักการเมืองทำประเทศเราแตกสลายแบบนี้หรือ?” จึงเป็นแรงผลักดันให้ตัวของมิน อ่อง ลายเริ่มคิดว่าแม้จะเกิดการปฏิรูปทางการเมืองแล้ว แต่หากตนและกองทัพมองว่าการปฏิรูปนี้เป็นโทษต่อความเป็นเอกภาพของสหภาพพม่าและต่อความมั่นคงในองค์รวม ประกอบกับผลการเลือกตั้งที่กองทัพมองว่าไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม กองทัพย่อมต้องออกมารัฐประหาร
การเลือกตั้งในปลายปี 2025 ต่อต้นปี 2026 เป็นเหมือนสัญลักษณ์และวิธีของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย ผู้นำสูงสุดในกองทัพ ในการหาทางลงจากผลพวงของรัฐประหาร หากจะอธิบายให้เห็นภาพ ก็เป็นเหมือนการ “เซตซีโร่” คือการตั้งรัฐบาลใหม่ที่กองทัพสามารถควบคุมได้เบ็ดเสร็จ แต่สิ่งที่มาก่อนการเลือกตั้งครั้งนี้ คือการขึ้นมามีบทบาทของคนในกองทัพที่ถูกวางตัวให้เป็น “ผู้นำรุ่นที่ 4” โดยเฉพาะ พลเอก จ่อซวาลิน (Kyaw Swar Lin) ที่คาดการณ์กันว่าจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดต่อจากมิน อ่อง ลาย การเลือกตั้งจึงเป็นเหมือนการวางรากฐานให้รัฐบาลกึ่งพลเรือนชุดใหม่ ที่จะเข้าไปทำงานสอดประสานกับผู้นำกองทัพชุดใหม่ ที่ต้องได้รับไฟเขียวและความไว้เนื้อเชื่อใจจากมิน อ่อง ลาย คำถามที่ตามมาคือ แล้วมิน อ่อง ลายจะไปทำอะไรต่อ? จะเกษียณตัวเองเงียบๆ หรือต้องการมีตำแหน่งแห่งที่ต่อไป จากแหล่งข่าวหลายแหล่งของผู้เขียน มิน อ่อง ลายพูดถึงอนาคตของตนเองกับคนแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน กับคณะทูตานุทูตจากต่างประเทศ เรื่องเล่า (narrative) มาพร้อมกับความเหนื่อยล้ากับความต้องการเขยิบไปหลักฉาก แต่ในบรรดาฝ่ายต่อต้าน พวกเขาล้วนมั่นว่ามิน อ่อง ลายจะสถาปนาตนเองเป็นประธานาธิบดี หรือมิเช่นนั้นก็เป็นผู้อยู่เหนือประธานาธิบดีอีกระดับหนึ่ง
ใ นประเทศที่มี “พลเอกอาวุโส” (Senior General) เพียงแค่คนเดียว ผู้นำกองทัพพม่าผู้นี้คงไม่ยอมปล่อยมือหรือปล่อยผ่านไปง่ายๆ และต้องมั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านที่ได้ออกแบบมาจะออกดอกออกผล และทำให้สถานะและอำนาจของกองทัพเข้มแข็งขึ้น การเลือกตั้งในความคิดของผู้นำระดับสูงในกองทัพพม่ายังมีประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง คือจะนำนักลงทุนต่างชาติกลับเข้าไปในพม่า คนเหล่านี้ไม่ได้สนใจมากนักว่าการเลือกตั้งต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ต้องการเพียงข้ออ้างเพียงพอ ที่จะกลับเข้าไปทำธุรกิจและติดต่อกับรัฐบาล “กึ่ง” พลเรือน ผู้เขียนพอจะสัมผัสได้ว่าท่าทีของหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย หรืออาจรวมสหรัฐด้วย มีความอึดอัดไม่น้อยกับสถานการณ์ในพม่า หลายปีมานี้ การคว่ำบาตรจากหลายชาติทำให้เศรษฐกิจในพม่าย่อยยับ แต่รัฐบาลทหารยังคงอยู่ได้ผ่านกิจการทางเศรษฐกิจหลายอย่าง เช่น การเก็บส่วนต่างอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ และการติดต่อสัมพันธ์กับจีน รัสเซีย เบลารุส และอีกหลายชาติที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจยังมีอยู่ต่อไป แต่ครั้นจะไปสู้อิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนก็แทบเป็นไปไม่ได้ สหรัฐเองเข้าใจจุดอ่อนนี้เป็นอย่างดี และก็พยายามหาทางกลับเข้าไปในพม่า แต่การจะทะเล่อทะล่าเข้าไปรับรองผลการเลือกตั้งพม่าคงไม่ใช่แนวทางที่สหรัฐจะทำได้ แม้จะเป็นรัฐบาลของทรัมป์ก็ตาม
ความเบื่อหน่ายสงครามความขัดแย้งในพม่าและความต้องการกลับเข้าไปสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจ ที่ถูกจีนแย่งไปเกือบหมดตลอด 5 ปีหลังรัฐประหาร เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่หลายชาติต้องการกลับไปพูดคุยกับรัฐบาลพม่าอย่างจริงจังอีกครั้ง คงไม่น่าแปลกใจหากหลังการเลือกตั้งที่สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันขนานนามว่า “Sham Election” หรือการเลือกตั้งจอมปลอม จะนำพม่ากลับมาสู่ความสนใจของโลกอีกครั้ง

