เพียง 3 ราตรี…ในบ้านพักของครอบครัวของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ชื่อ โทมัสและเอลีนอร์ ดวอร์ชัค (Thomas and Eleanor Dvorchak) ในเมืองมัสคาไทน์ รัฐไอโอวา สี จิ้นผิง นอนไปในห้องของแกรี่ ลูกชายของครอบครัวดวอร์ชัค ซึ่งขณะนั้นแกรี่ออกจากบ้าน ไปเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย สีมีโอกาสพักที่บ้านแบบ Homestay สไตล์อเมริกัน
มิตรภาพที่แสนจะธรรมดาที่มีต่อกัน… อีกกว่า 30 ปีต่อมา ชายหนุ่มชาวจีนผู้มาพำนักในบ้านคนนั้น กลายเป็นประธานาธิบดีของจีน
ไปอเมริกาครั้งแรก…กลายเป็นตำนานระดับโลก
ช่วงกลางปี พ.ศ.2528 สี จิ้นผิง วัย 30 ปี ขณะดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับอำเภอจากเมืองเจิ้งติ้ง มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน ได้เดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกในชีวิต
เครื่องบินแตะพื้นที่นครซานฟรานซิสโก สีอายุราว 30 ต้นๆ พร้อมคณะผู้แทนจีนอีก 4 คน มาศึกษา-ดูงานด้านการเกษตร (ข้าวโพด) และการปกครองท้องถิ่น
จากซานฟรานซิสโก…หนุ่มสาวจีน 5 คนเดินทางไปยังรัฐไอโอวาปลายทางคือเมืองมัสคาไทน์ รัฐไอโอวา (Muscatine, Iowa)
รัฐไอโอวา ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “เมืองหลวงแห่งอาหารของโลก” เชี่ยวชาญการผลิตพืชผลและปศุสัตว์ เมืองมัสคาไทน์ เป็นเมืองชนบททางตะวันออกของรัฐไอโอวา ริมแม่น้ำมิสซิสซิปปี
สี จิ้นผิงกล่าวว่า สถานที่ที่เขาพัก คือบ้านเลขที่ 2911 ถนนบอนนี่ไดรฟ์ “นั่นเป็นการพบปะกับชาวอเมริกันแบบตัวต่อตัวครั้งแรกของผม” สี จิ้นผิงกล่าว “วันที่ผมใช้ร่วมกับพวกเขานั้น…ยากที่จะลืมเลือน”
คณะเจ้าหน้าที่การเกษตรของจีนได้รับการต้อนรับจากชาวเมืองในพื้นที่ 3 วัน เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตแบบอเมริกันในเมืองเล็กๆ
สีเข้าพักในห้องของวัยรุ่นอเมริกัน (ที่ไปเรียนมหาวิทยาลัย) ซึ่งมีโปสเตอร์วงดนตรีร็อกอเมริกันติดอยู่บนผนัง
ในช่วงเวลานั้น ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐ ไม่ราบรื่นด้วยที่เหตุสหรัฐขายอาวุธหนักมูลค่ามหาศาลให้กับไต้หวัน สหรัฐพยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับจีนในหลายวิธีการ
พ.ศ.2526 เทอร์รี แบรนสแตด ผู้ว่าการรัฐไอโอวาในขณะนั้น ได้ลงนามในข้อตกลงรัฐพี่เมืองพี่-เมืองน้องกับมณฑลเหอเป่ย และนำคณะผู้แทน 50 คนไปเยือนเมืองฉือเจียจวง เมืองหลวงของมณฑลในปี พ.ศ.2527 ซึ่งนำไปสู่การเดินทางเยือนของสี จิ้นผิง ในปี 2528
“เราต้องการปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนที่เราได้รับการปฏิบัติในเหอเป่ย ดังนั้นเราจึงทุ่มเทอย่างเต็มที่” แบรนสแตดกล่าว ซึ่งต่อมาได้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศจีน ระหว่างปี พ.ศ.2560 ถึง 2563
กำหนดการของสี จิ้นผิง และคณะในเมืองมัสคาไทน์ คือ การเยี่ยมชมฟาร์มและโรงงานแปรรูปอาหารให้สัมภาษณ์สื่อท้องถิ่น (ผ่านล่าม) งานเลี้ยงอาหารกลางวัน “ยินดีต้อนรับสู่เมืองมัสคาไทน์” และการล่องเรือในแม่น้ำมิสซิสซิปปี
นี่เป็นการเห็นแม่น้ำมิสซิสซิปปีครั้งแรกของสี จิ้นผิง “ตอนที่ผมยังหนุ่ม ผมเคยอ่านนิยายของมาร์ค ทเวน และผมอยากเห็นทิวทัศน์อันงดงามของแม่น้ำมิสซิสซิปปีด้วยตาตัวเองมานานแล้ว” สี จิ้นผิงกล่าวเมื่อเขากลับมาเยือนไอโอวาในปี 2555
ซาร่าห์ แลนเด 1 ในผู้ประสานงานเพื่อชมเมืองมัสคาไทน์ เล่าว่า “เขาสนใจทุกสิ่งทุกอย่างและถามคำถามเกี่ยวกับทุกเรื่อง” หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น Muscatine Journal ก็รายงานถึงวิธีการที่สี จิ้นผิง มีปฏิสัมพันธ์กับชาวเมือง โดย “ตอบคำถามหลากหลายเกี่ยวกับจีนและประชาชนชาวจีน” นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังได้รับกุญแจเมืองอีกด้วย
ในปี พ.ศ.2555 สี จิ้นผิง เดินทางเยือนไอโอวาอีกครั้งในฐานะ “รองประธานาธิบดีของจีน” เขาได้เพิ่มเมืองมัสคาไทน์ลงในกำหนดการเดินทางที่แน่นขนัดเพื่อพบปะกับเพื่อนเก่า
พวกเขาพูดคุยกันขณะจิบชาที่บ้านของแลนเด โดยนั่งรวมกันรอบโซฟาในห้องนั่งเล่น การพบปะกันนานหนึ่งชั่วโมงเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
โทมัสและเอลีนอร์ ดวอร์ชัค ซึ่งย้ายไปอยู่ฟลอริดา ได้เดินทางกลับมาเยี่ยมเยียนเป็นพิเศษ สีจำทั้งคู่ได้ทันทีที่เห็น และเล่าความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เขาไปพักอยู่ที่บ้านของครอบครัวดวอร์ชัคให้ฟัง
“พวกคุณคือกลุ่มชาวอเมริกันกลุ่มแรกที่ผมได้ติดต่อด้วย” สี จิ้นผิงกล่าวกับเพื่อนชาวไอโอวาของเขา “สำหรับผม พวกคุณคืออเมริกา”
ปี พ.ศ.2556 เมื่อหวนรำลึกถึงประสบการณ์นี้ สี จิ้นผิง กล่าวว่า “ผมพบว่าถึงแม้สองประเทศของเราจะแตกต่างกันในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และระบบสังคม และได้ดำเนินไปในเส้นทางการพัฒนาที่แตกต่างกัน แต่ประชาชนของเราทั้งสองประเทศต่างก็มีน้ำใจ เป็นมิตร ขยันขันแข็ง และติดดิน”
หลายปีต่อมา เมื่อสี จิ้นผิง ขึ้นเป็นประธานาธิบดีจีน เขาได้เชิญเจ้าบ้านชาวไอโอวาเหล่านั้นบางส่วนไปที่ปักกิ่ง โดยเรียกพวกเขาว่า “เพื่อนเก่า”
บ้านในเมืองมัสคาไทน์ รัฐไอโอวา ที่สี จิ้นผิง พักกับครอบครัวชาวอเมริกันระหว่างการเยือนเพื่อการเกษตรในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2528 …ต่อมาบ้านหลังนี้ถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์
บ้านของตระกูลดวอร์ชัคในรัฐไอโอวา ซึ่งครั้งหนึ่งสี จิ้นผิงเคยมาพัก ได้ถูกดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์และเปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านมิตรภาพจีน-สหรัฐ” แกรี่กล่าวว่า… “ผู้มาเยือนจะได้เห็นถึงมิตรภาพที่เติบโตขึ้นมากเพียงใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา”
สี จิ้นผิงและคณะในเวลานั้นต้องใช้ล่ามแปลภาษา เซี่ย เหวินอี้ ล่ามประจำคณะเล่าว่า “ในคืนแรก เจ้าภาพถามเราว่าเราจะตื่นกี่โมงในเช้าวันรุ่งขึ้น และเราอยากทานอะไร”
สี จิ้นผิงตอบว่า เขายินดีที่จะกินอะไรก็ได้ที่ครอบครัวนี้กินกันเป็นประจำ ตามที่เซี่ยเล่า สี จิ้นผิงกล่าวว่า “เราอยากสัมผัสและทำความเข้าใจชีวิตประจำวันของครอบครัวชาวอเมริกันทั่วไป”
เอเลนอร์ผู้เป็นเจ้าของบ้านได้เตรียมอาหารเช้าชุดใหญ่พร้อมกาแฟและชาให้ทุกวันระหว่างที่สี จิ้นผิงมาพัก
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาก็ยอมรับได้หมด เขาเป็นคนถ่อมตัว” เอเลนอร์เล่า
พ.ศ.2558 แกรี่ (ลูกชายเจ้าของบ้าน-เจ้าของห้องที่สี จิ้นผิงไปพัก) ได้พบกับสี จิ้นผิงตัวต่อตัวเป็นครั้งแรก เมื่อประธานาธิบดีจีนเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงอาหารค่ำส่วนตัวให้แก่ครอบครัวดวอร์ชัคในกรุงปักกิ่ง ในระหว่างการพบปะครั้งนั้น พ่อแม่ของแกรี่ได้มอบอัลบั้มภาพชื่อ “รำลึกถึงมิตรภาพ 30 ปี” ซึ่งประกอบด้วยภาพถ่ายจากปี 2528 และ 2535 ให้แก่สี จิ้นผิง (โทมัส ดวอร์ชัค บิดาของแกรี่ เสียชีวิตในปี 2567)
พ.ศ.2566 เมื่อสี จิ้นผิงเดินทางเยือนซานฟรานซิสโกเพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปค มีการพบปะกันอีกครั้งของเพื่อนเก่าเหล่านี้
เมื่อสี จิ้นผิงเห็นแกรี่ ลูกชายของตระกูลดวอร์ชัค เขาพูดว่า “ผมเคยพักในห้องของคุณและจำได้ว่ามีเสื้อสเวตเตอร์และอุปกรณ์กีฬาอยู่ในนั้น”
“เขามีความสุขอย่างแท้จริง คุณจึงเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา เขาดูมีความสุขมากจริงๆ” แกรี่กล่าวถึงการพบปะสังสรรค์ครั้งนั้น
สี จิ้นผิง ผู้นำจีน นักต่อสู้…ประวัติสง่างาม
สี จิ้นผิง เกิด 15 มิถุนายน พ.ศ.2496 เป็นบุตรชายคนโตของสี จงซุน อดีตทหารผ่านศึกกองทัพแดงของจีน อดีตรองนายกรัฐมนตรีจีน ผู้ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตุง
ชีวิตในวัยเด็กของสี จิ้นผิง เผชิญความยากลำบากเนื่องจากช่วงก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรมไม่นาน พ่อของเขาถูกปรับลดตำแหน่งลงเป็นกรรมกร เพราะเขาเป็นผู้อนุมัติให้มีการตีพิมพ์หนังสือที่วิจารณ์ประธานเหมา ตั้งแต่นั้นมาก็ทำให้ครอบครัวสีพบกับความทุกข์ยาก
ปี 2512 สี จิ้นผิงกลายเป็นหนึ่งใน 29,000 ปัญญาชนชุดแรกที่ถูกกวาดต้อนไปเข้ารับการศึกษา ใช้ชีวิตเรียนรู้การทำไร่ทำนาและปศุสัตว์ อาศัยอยู่ที่เหลียงเจียเหอ หมู่บ้านเล็กๆทางเหนือของมณฑลชานซี ครอบครัวของสีต้องอาศัยอยู่ในบ้านเรือนแบบยาโอตง
เขาได้พยายามเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลายครั้งไม่สำเร็จ แต่หลังจากความพยายามหลายครั้ง เขาก็ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์
ต้องรอโอกาสให้เหมา เจ๋อตุง เสียชีวิต
หลังเหมาตาย พ่อของสี จิ้นผิง จึงได้กลับมามีตำแหน่งหน้าที่อีกครั้ง สีได้กลับมาศึกษาต่อจนกระทั่งสำเร็จการศึกษาด้านเคมีจากมหาวิทยาลัยชิงหวา เริ่มคุ้นเคยกับบุคคลในกองทัพ ทำงานรับใช้พรรคที่มณฑลเหอเป่ย
ต่อมา สี จิ้นผิง เป็นผู้เริ่มพัฒนาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับไต้หวัน จนได้ตำแหน่งเป็นรักษาการเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ สาขาเซี่ยงไฮ้ สนิทกับเจียง เจ๋อหมิน อดีตเลขาธิการพรรคและแกนนำคนสำคัญของกลุ่มผู้นำรุ่นที่ 3 ของจีน
สี จิ้นผิงได้ทุ่มเททำงานมาหลายปี เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนที่เป็นมิตรระหว่างเยาวชนในจีนและสหรัฐอเมริกา
พ.ศ.2566 ระหว่างการเยือนซานฟรานซิสโก สีประกาศโครงการริเริ่มที่จะเชิญชาวอเมริกันรุ่นเยาว์ 50,000 คนไปศึกษาและแลกเปลี่ยนที่ประเทศจีนในระยะเวลา 5 ปี
หลังจากนั้นไม่นาน แลนเด ซึ่งติดต่อกับสี จิ้นผิงอยู่เป็นประจำ ได้เขียนจดหมายถึงเขา โดยแสดงความหวังว่านักเรียนจากโรงเรียนมัธยมเมืองมัสคาไทน์น่าจะสามารถเข้าร่วมโครงการนี้ได้
สีจัดให้… นักเรียนจากเมืองมัสคาไทน์กว่า 20 คนได้เดินทางไปเยือนปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ เหอเป่ย และสถานที่อื่นๆ ในประเทศจีนในเดือนมกราคม 2567 นับเป็นกลุ่มนักเรียนชาวอเมริกันกลุ่มแรกที่เข้าร่วมโครงการนี้
หลังจากเสร็จสิ้นการเยือน นักเรียนเหล่านั้นต่างประทับใจกับประสบการณ์ที่ได้รับ และได้เขียนจดหมายถึงสี จิ้นผิง ในจดหมายตอบกลับ สี จิ้นผิงกล่าวว่าเขารู้สึกยินดีกับความสำเร็จของพวกเขา และสนับสนุนให้เยาวชนชาวอเมริกันเดินทางมาเยือนจีนมากขึ้น เพื่อสัมผัสประสบการณ์จริงของจีน และสร้างมิตรภาพที่แท้จริงกับชาวจีน
ในเดือนเมษายน นักเรียนจากเมืองมัสคาไทน์กลุ่มหนึ่งเดินทางมาถึงมณฑลเหอเป่ย พวกเขาเดินทางไปที่อำเภอเจิ้งติ้งเป็นพิเศษ เพื่อเยี่ยมชมสถานที่ที่สีจิ้นผิงเคยทำงาน
เดือนตุลาคม 2565 สี จิ้นผิงได้รับเลือกอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นสมัยที่สาม ซึ่งเป็นการเสริมสร้างอำนาจของเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ในวันเดียวกันนั้น พรรคได้เปิดตัวคณะกรรมการประจำกรมการเมืองชุดที่ 20 ซึ่งนอกจากสี จิ้นผิง แล้ว ยังประกอบด้วยผู้ภักดีต่อสี จิ้นผิง อีก 6 คน
10 มีนาคม 2566 สี จิ้นผิงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีนเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐธรรมนูญจีนได้รับการแก้ไขในเดือนมีนาคม 2561 เพื่อยกเลิกข้อจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งสองสมัยของประธานาธิบดี
สีเป็นผู้นำสูงสุดของจีนตั้งแต่ พ.ศ.2556 ยังดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 7 ของจีน ในฐานะสมาชิกของผู้นำจีนรุ่นที่ห้า สีเป็นเลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนคนแรกที่เกิดหลังการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นผู้ก่อตั้งลัทธิสี จิ้นผิง
สีเป็นประธานาธิบดีผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของจีน นับตั้งแต่ยุคเหมา เจ๋อตุง ทั่วโลกยกย่องว่า…สีเป็นบุรุษผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก สี จิ้นผิงกล่าวในหลายโอกาสว่ารากฐานของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐนั้นวางไว้โดยประชาชนของทั้งสองฝ่าย เขายังคงติดต่อกับเพื่อนเก่าในรัฐไอโอวาทางจดหมาย
มิตรภาพ น้ำใจ ไมตรี แต่เพียงน้อยนิด ของคนกลุ่มหนึ่งในเมืองมัสคาไทน์ รัฐไอโอวา สร้างความเข้าใจที่แสนจะยิ่งใหญ่เกินบรรยาย…
พลเอกนิพัทธ์ ทองเล็ก

