หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | รัฐบาลใหม่ท่ามกลางความท้าทาย ในความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

24.02.26 | 13:17 น.
รัฐบาลใหม่ท่ามกลางความท้าทาย ในความเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

ข่าวลือเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 นั้นค่อนข้างจะลงตัวในระดับหนึ่ง จากข่าวที่พรรคภูมิใจไทยรวบรวมคะแนนได้ถึงประมาณสามร้อยกว่าเสียง คือ ภูมิใจไทยและเพื่อไทยรวมกัน และรวมพรรคเล็กและพรรคนาโนเข้าด้วยกัน

โดดเดี่ยวสหายร่วมรบในช่วงที่ผ่านมาอย่างพรรคกล้าธรรมของคุณธรรมนัสออกไป ทั้งที่คนทั่วไปเชื่อว่าภูมิใจไทยกับกล้าธรรมนั้นจะรักกันจนวันตาย

จะเข้าใจเรื่องนี้ นอกเหนือจากการตีความว่าภูมิใจไทยต้องการภาพของรัฐบาลที่ปราศจากการกล่าวหาเรื่องเทา ก็คือการต้องกลับไปทำความเข้าใจเรื่องของผลการเลือกตั้งใหม่

จากที่เรามองว่าลำดับของชัยชนะของการเลือกตั้งคือ ภูมิใจไทย 193 ประชาชน 118 เพื่อไทย 74 กล้าธรรม 58 และประชาธิปัตย์ 22 ที่ต่างเว้นช่วงของคะแนนกันในระดับพอประมาณ (คะแนนไม่เป็นทางการที่นับไปแล้วร้อยละ 94)

แต่ถ้ามองดูรายละเอียด เพื่อไทย 74 และกล้าธรรม 58 นั้นไม่แตกต่างกันมาก

Advertisement

เพราะในคะแนนเขต เพื่อไทยได้ 58 และกล้าธรรมได้ 56

ส่วนในบัญชีรายชื่อ เพื่อไทยได้ 16 และกล้าธรรมได้ 2

ดูอย่างนี้จะพบว่าเพื่อไทยกับกล้าธรรมทำคะแนนพื้นที่ได้ไม่ต่างกันมาก ทั้งที่เพื่อไทยได้คะแนนรวมในระดับเขตเท่ากับ 5.7 ล้าน กล้าธรรมได้ 3.8 ล้าน

แต่ต้องไม่ลืมว่ากล้าธรรมอาจจะมีความสามารถไปกวาดคะแนนจากพรรคเล็กและพรรคนาโนมาเข้าพวกได้

คะแนนสองเสียงของกล้าธรรมจึงเป็นแค่คะแนนทางการของพรรคเท่านั้นเอง

ไม่ใช่คะแนน “บารมี” ของคุณธรรมนัสแห่งกล้าธรรม

สำหรับผมต่อให้ไม่มีคุณธรรมนัสในรัฐบาลนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคุณธรรมนัสในรัฐบาลต่อไปอยู่ดี

และความสัมพันธ์ระหว่างภูมิใจไทยกับเพื่อไทยก็ยังเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่น่าจะราบรื่นในระยะยาว ด้วยเงื่อนไขเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างภูมิใจไทยกับกล้าธรรมนั่นแหละครับ เพราะต่างต้องแย่งชิงพื้นที่เลือกตั้ง

ที่สำคัญคุณทักษิณเองก็ยังไม่ได้ออกมาจากคุก ถ้าออกมาเมื่อไหร่สมการทางอำนาจอาจจะเปลี่ยนไป

ทีนี้มาในส่วนของความสงสัยและข้อถกเถียงที่เกี่ยวกับเรื่องของการเลือกตั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องความเที่ยงธรรมและความลับในการเลือกตั้ง

ผมเห็นว่าเรื่องนี้สะท้อนจริงๆ ว่าการเลือกตั้งในรอบนี้มีความล้มเหลวในสามระดับ

ซึ่งความล้มเหลวไม่ได้หมายความว่าไม่มีการเลือกตั้ง

ลองเทียบเคียงกับคำว่า รัฐล้มเหลว มันก็ยังแปลว่ามีรัฐ และรัฐนั้นยังทำตัวมีปัญหามากมาย

การเลือกตั้งที่ล้มเหลวมันก็ทั้งการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นมาแล้ว และยังมีผลการเลือกตั้งที่อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลง-ไม่เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง

ในระดับแรก การเลือกตั้งครั้งนี้ดังที่เคยเรียนไปแล้วว่าไม่สามารถทำให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจในการเปลี่ยนผ่านอำนาจได้อย่างสันติ ในความหมายว่า การเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขขั้นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งนั้นต้องมีคุณภาพและมีความเที่ยงธรรม เป็นที่ยอมรับสำหรับทุกฝ่าย และในสังคมโลก

การเลือกตั้งไม่ใช่พิธีกรรมที่จะเกิดขึ้นเฉยๆ แต่เป็นกระบวนการที่ทำให้การเลือกรัฐบาลเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และไม่ได้เกิดจากการเอากฎหมายมาบังคับ แต่ต้องเกิดจากการยอมรับกระบวนการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น

ความสงสัยของผู้คนที่เกิดขึ้นกับการจัดการเลือกตั้ง และผลการเลือกตั้งทำให้เราสงสัยหนักเข้าไปอีก

ความล้มเหลวในระดับที่สอง คือ ผู้จัดการเลือกตั้ง ที่กลายเป็นตำบลกระสุนตก และดูไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจในเรื่องนี้แต่อย่างใด

เรื่องนี้ทำให้เราต้องคิดหนักกว่าเดิมว่าการปฏิรูปการเมืองที่ผ่านมานั้น น่าจะล้มเหลวอย่างจริงจัง

ความพยายามในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นกลาง และเป็นอิสระจากกลไกรัฐ กลับทำให้ กกต.เป็นเพียงหนึ่งในกลไกรัฐ

ทั้งการที่ทำให้กลไกรัฐส่วนมากเข้าไปทำงานในช่วงเลือกตั้ง ในระดับผู้อำนวยการเลือกตั้ง และคณะกรรมการประจำหน่วย

รวมทั้งความรู้สึกนึกคิด (mindset) ของผู้ที่มาดำรงตำแหน่งในการทำงานในครั้งนี้ ที่ไม่ได้รู้สึกถึงความเดือดร้อน และความสงสัยของผู้คนต่อการทำงานของตนสักเท่าไหร่

ยิ่งตอนนี้ยิ่งรู้สึกสบายใจ เพราะมีเนติบริกรบางคนออกมาบริกรรมช่วยแล้ว ในกรณีข้อถกเถียงเรื่องการเลือกตั้งเป็นความลับไหม เป็นอย่างไร

ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องคิดให้ชัดเจนว่า การเลือกตั้งที่ต้อง “ลับ” นั้น เท่ากับ “ความลับทางราชการ” หรือไม่

เพราะเจตจำนงของการจัดการเลือกตั้งมันเป็นเรื่องเดียวกันกับการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐทั่วไปไหม

ความรู้สึกนึกคิดในระบบ “คนดีย์” ที่เชื่อว่าถ้าเป็นคนดีแล้วทุกอย่างก็ทำได้ ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ระเบียบให้รุงรัง ไม่ต้องตั้งข้อสงสัยนั้นยังใช้ได้หรือไม่

แถมยังเอาคำอธิบายประเภท เจ้าหน้าที่สามารถลงคะแนนให้คนตาบอดและคนพิการได้ ดังนั้น ก็ให้ใช้หลักเดียวกัน

ถ้าอธิบายแบบนี้ก็คือคนทั้งประเทศนี้มันพิการกับตาบอดกันหมดหรือยังไงครับ คราวหน้าก็กรอกแล้วยื่นให้พี่เลยแล้วกัน

ความล้มเหลวระดับที่สามของการเลือกตั้ง คือ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นไปในในทิศทางเดียวกับประชาธิปไตยที่ถดถอย ซึ่งเขาไม่ได้วัดแค่มีการเลือกตั้ง หรือไม่มีการเลือกตั้ง

แต่วัดที่คุณภาพของประชาธิปไตย และคุณภาพของการเลือกตั้ง มากกว่าแค่ว่ามีการเลือกตั้งหรือไม่

จนวันนี้ตัวเลขและคำอธิบายเรื่องการใช้สิทธิเลือกตั้งที่น้อยลง ความเชื่อมั่นในผลการเลือกตั้งและการทำงานของผู้จัดการเลือกตั้งนั้นไปในทิศทางเดียว ซึ่งแสดงถึงความถดถอยของการเลือกตั้ง (electoral backsliding) และทำให้ความเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง (electoral integrity) นั้นเกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้ยาก

สิ่งที่ทำให้เรารอดตัวไปจากการล่มลงของระบบ หรือการหล่นในอัตราที่สูงอาจจะอยู่ที่ความขัดแย้งในสังคมในวันนี้มีลักษณะหลายขั้ว มากกว่าสองขั้ว ซึ่งทำให้ตีความได้ว่า แม้การเลือกตั้งจะล้มเหลว แต่ด้วยความขัดแย้งหลายขั้วทำให้ความขัดแย้งยังดำรงอยู่ในระดับหยั่งรากลึก แต่ยังไม่โผล่พ้นน้ำ

และสิ่งที่ยังทำให้เรารอดตัวก็คือ ความขัดแย้งต่างๆ ยังถูกกำกับเอาไว้ด้วยวาทกรรมชาตินิยม และกฎหมายบางเรื่องที่ทำให้ต้นทุนในการท้าทายระบบยังสูงเกินไปสำหรับคนทั่วไป

สถานการณ์เช่นนี้ถ้าคิดแค่ว่าสิ่งที่เป็นอยู่จะยังรอดไปได้นานแค่ไหน ก็คงพอไปได้

แต่ถ้าจะมองใหม่ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้เราสูญเสียอะไรไปบ้างระหว่างทาง

ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครกล้าคิดกล้าพูดเท่าไหร่

ว่าราคาที่ต้องจ่ายในการเลือกตั้งครั้งนี้คงมีมากกว่าการจัดการเลือกตั้งแน่ๆ

และใครจะเป็นคนจ่าย

และจะต้องจ่ายไปนานเท่าไหร่