คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ว่าด้วยเรื่องของ‘โดยลับ’
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายคำว่า “ลับ” ในฐานะของคำวิเศษณ์ไว้ว่า “ที่อยู่ในที่พ้นตา, ที่อยู่ในที่ซึ่งแลไม่เห็น, เช่น ที่ลับ ประตูลับ หายลับ, ที่ปกปิดหรือควรปกปิด เช่น ความลับ หนังสือลับ ห้องลับ, มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งบังอยู่ เช่น ของอยู่ลับฝา พระอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา.”
นี่คือความหมายของคำว่า “ลับ” อันเป็นการทั่วไป ส่วนถ้าจะเอาความหมายในเชิงกฎหมายนั้นก็อาจจะมีนิยามที่แตกต่างกันออกไปได้อีกแต่ขอละไม่นำมาแสดงไว้ นั่นเพราะสำหรับคำที่มีความหมายทั่วไปหากปรากฏในกฎหมายใด ย่อมหมายถึงว่ากฎหมายนั้นจะกำหนดให้คำนั้นมีความหมายเป็นการเฉพาะ และความหมายดังกล่าวจะใช้ได้เฉพาะในกฎหมายนั้นเท่านั้น เช่นคำว่า “สัตว์น้ำ” ในกฎหมายว่าด้วยการประมงนั้น ท่านให้หมายความรวมถึง “พันธุ์ไม้น้ำ” ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดด้วย
การไปหยิบยกเอานิยามจากกฎหมายว่าด้วยความลับของทางราชการบ้าง กฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการบ้าง มาอธิบายเรื่องหลักการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องเป็นไปโดยตรงและ “ลับ” ตามมาตรา 85 ก็ผิดฝาผิดตัวพอกันกับการไปเถียงกับผู้คนว่าสาหร่ายก็เป็นสัตว์น้ำได้โดยอ้างกฎหมายที่ว่านั้นเช่นกัน
เหตุที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งต้องเป็นไป “โดยลับ” ก็เพราะว่าการเลือกตั้งคือการใช้สิทธิโดยตรงขั้นต้นที่สุดของประชาชน ซึ่งโดยทฤษฎีแล้วเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ บางครั้งการใช้สิทธิเลือกตั้งอาจจะเป็นครั้งเดียวในรอบหลายปีที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิของตนในการตัดสินใจกำหนดทิศทางการเมืองอย่างเต็มที่
ดังนั้น การที่ใครจะลงคะแนนให้ใครอย่างไรจึงต้องเป็นไปโดยเจตจำนงเสรีที่ปราศจากการแทรกแซงทุกรูปแบบ หากไม่มีความลับในการลงคะแนนแล้ว กระบวนการเลือกตั้งย่อมตกอยู่ในความสุ่มเสี่ยงที่จะถูกบิดเบือนผ่านการข่มขู่คุกคาม การบีบบังคับ หรือการใช้อิทธิพลโน้มน้าวไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อมจากกระแสสังคม ผลประโยชน์ในทางธุรกิจหรือหน้าที่การงาน รวมถึงการทุจริตในการเลือกตั้งอย่างตรงไปตรงมาอย่างการซื้อสิทธิขายเสียงด้วย
ในคำว่า “โดยลับ” ในบริบทของเรานี้ ถือความหมายตามพจนานุกรมได้ว่าหมายถึงที่ปกปิดหรือควรปกปิด เพราะเรื่องลับบางอย่างนั้นหากถูกเปิดเผยออกมาอาจจะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติได้ เช่น ข้อมูลยุทธศาสตร์ทางการทหาร หรืออาจจะส่งผลในทางธุรกิจของบริษัทเช่นความลับธุรกิจรวมถึงที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาคือความลับทางการค้า และถ้าธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ก็อาจจะส่งผลระดับเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งเลยก็ได้ สำหรับปัจเจกบุคคล ความลับบางอย่างหากเปิดเผยออกมาอาจส่งผลในเชิงความปลอดภัยต่อชีวิตหรือเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและชื่อเสียงอย่างประเมินค่าไม่ได้ เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลทางการเงิน หรือบาดแผลทางจิตใจที่หากสังคมรับรู้ก็อาจนำไปสู่การถูกตีตราและการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงความลับส่วนตัวซึ่งส่งผลต่อชื่อเสียงเกียรติยศหรือความเป็นอยู่ส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ควรได้รับการเคารพ
แม้แต่บางเรื่องที่เราก็อาจจะอธิบายไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมมันควรเป็นเรื่องลับ เช่น ถ้าใครมาขอบันทึกภาพการนั่งๆ นอนๆ การใช้ชีวิตส่วนตัวในห้องนั่งเล่นที่บ้านของเราไปเก็บไว้ แม้ว่าในที่นั้นเราจะแค่นั่งๆ นอนๆ เล่นเฉยๆ จริง ไม่ได้ทำเรื่องน่าอายหรือกิริยาแปลกๆ อะไร แต่ก็เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็คงไม่สะดวกใจ
ข้อเท็จจริงในขณะนี้อาจจะพอสรุปได้แล้วว่า บัตรเลือกตั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาแบบเพื่อใช้ในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะบัตรสีชมพูที่เป็นบัตรเลือกตั้ง ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อนั้น ปรากฏบาร์โค้ด (Bar code) ที่อาจสืบย้อนกลับไปยังต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งที่บ่งชี้ว่าใครคือเจ้าของบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแต่ละใบได้ และ กกต.ก็ยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้วว่ารหัสบนบัตรสามารถสแกนตรวจสอบย้อนกลับไปหาเลขที่บัตรซึ่งจะตรงกับต้นขั้วบัตรที่มีลายเซ็นของผู้ลงคะแนนอยู่จริง แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยาก เพราะบัตรและต้นขั้วจะถูกแยกเก็บรักษาไว้คนละส่วน และรหัสเหล่านี้มีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเท่านั้น
ส่วนบัตรเลือกตั้งสีเขียวสำหรับ ส.ส.ระบบแบ่งเขตนั้นยังมีข้อสงสัย เพราะได้พบว่ามีคิวอาร์โค้ด (QR code) ปรากฏอยู่ก็ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความลับของการลงคะแนนในลักษณะเดียวกัน แต่ที่น่าแปลกใจคือบัตรลงประชามติหรือบัตรสีเหลืองนั้นกลับไม่ปรากฏบาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด หรือรหัสอะไรในลักษณะนี้เลย ดังนั้น หากเหตุผลในการที่บาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด นั้นมีไว้เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตามที่อ้างแล้ว อย่างนี้แปลว่าบัตรออกเสียงประชามติไม่ต้องกลัวว่าจะถูกปลอมแปลงอย่างนั้นหรือ
ทั้งนี้ แม้จะมีการอ้างระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในข้อ 129 ที่กำหนดให้คณะกรรมการอาจกำหนดให้มีรหัส หรือเครื่องหมาย หรือข้อความอื่นใดเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้งโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง แต่ปัญหาที่จะต้องตีความคือ การกำหนดให้มีรหัสที่สามารถระบุบัตรเลือกตั้งกับต้นขั้วที่เชื่อมโยงกับผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งและการลงคะแนนเลือกตั้งอย่างเป็นเอกเทศใบต่อใบนั้น ถือเป็นการกำหนดมาตรการที่จำเป็นและได้สัดส่วน “เพื่อป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง” หรือไม่
ปัญหาของเรื่องนี้อยู่ที่ว่า การที่บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นขั้วที่ระบุเจ้าของบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้วดังกล่าว ถือว่าเป็นการเลือกตั้ง “โดยลับ” แล้วหรือไม่
ทั้งยังปรากฏข้อมูลสดๆ ร้อนๆ จากการออกเสียงเลือกตั้งใหม่ในบางหน่วยเลือกตั้งที่จัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ที่เพิ่งผ่านมาก็ปรากฏว่าบัตรเลือกตั้งที่นำมาให้ออกเสียงเลือกตั้งกันในรอบนี้ แม้จะยังมีบาร์โค้ดอยู่ แต่ก็ไม่มีการระบุหมายเลขต้นขั้วแล้ว หากเป็นเช่นนี้ ย่อมเกิดข้อสงสัยว่าการออกแบบบัตรเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามีความผิดพลาดจนต้องแก้ไขหรือไม่ และหากแก้ไขด้วยวิธีนี้ ข้ออ้างเรื่องการใช้บาร์โค้ดเพื่อป้องกันการปลอมแปลงจะยังมีน้ำหนักอยู่หรือเปล่า หรือแท้จริงแล้วมีวิธีอื่นที่สามารถป้องกันได้โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบดังกล่าว
กกต.ผู้จัดการเลือกตั้งจึงมีสภาพเหมือนตกในสถานการณ์หนึ่งในเกมหมากล้อมที่มีจุดบังคับวางหมากอยู่สองจุด โดยวางไปตรงไหนก็จะเสียพื้นที่หรือถูกจับกินที่อีกจุดหนึ่งแน่นอน ก็ต้องเลือกเอาแล้วกันว่าจะยอมถูกกินหรือเสียพื้นที่ตรงจุดไหน และไอ้ตรงที่ถูกกินหรือเสียพื้นที่นั้นจะทำให้ถึงกับแพ้หรือถูกจับกินขั้นบันไดจนพ่ายยับเยินหรือเปล่า
สำหรับความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าที่ติดตามแยกออกได้ประมาณสามทาง
แนวทางแรกอ้างถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ที่วินิจฉัยว่า หากในการออกเสียงเลือกตั้งนั้นอยู่ในวิสัยที่มีผู้สามารถล่วงรู้ได้ถึงการลงคะแนนเสียงได้นั้นก็ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับ แต่ข้อเท็จจริงในคำวินิจฉัยดังกล่าวนี้ เหตุการณ์ที่ทำให้การออกเสียง “ไม่ลับ” นั้น เกิดขึ้นในขณะที่ลงคะแนนเพราะ “วิธีการหันคูหา” เลือกตั้งที่เป็นปัญหานั้น ได้หันคูหาออกมาด้านหน้าหน่วยเลือกตั้ง (อย่างที่ล้อกันว่าจัดคูหาแบบหันท้ายสู้แดด) ทำให้อาจมีผู้ชำเลืองเห็นว่าผู้ออกเสียงเลือกตั้งนั้นกาเลือกหมายเลขใดได้ ซึ่งแตกต่างจากในครั้งนี้ที่ในตอนที่ออกเสียงเลือกตั้งนั้น ผู้ออกเสียงยังออกเสียงได้อย่างเป็นความลับ แต่หากความลับจะถูกเปิดเผยก็อาจเกิดขึ้นในภายหลังเมื่อการเลือกตั้งสิ้นสุดลง ความเห็นทางนี้จึงมองว่า หาก ณ ขณะที่ออกเสียงนั้นออกเสียง “โดยลับ” ได้แล้ว หลังจากนั้นจะมาตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ
อีกแนวทางหนึ่งมองว่า “โดยลับ” นี้หมายถึง “ลับต่อผู้อื่น” แต่ไม่ได้หมายความถึง “ลับต่อเจ้าหน้าที่” ผู้ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง เพราะเจ้าหน้าที่คือผู้จัดการเลือกตั้ง จึงไม่ถือเป็น “ผู้อื่น” โดยแนวทางนี้อ้างอิงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2561 ซึ่งเกี่ยวกับมาตรการในการอำนวยความสะดวกในการเลือกตั้งสำหรับคนพิการ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ให้อำนาจกรรมการประจำหน่วยหรือผู้อื่นช่วยทำเครื่องหมายกากบาทตามที่ผู้พิการ ทุพพลภาพ หรือสูงอายุ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเรื่องความลับการเลือกตั้ง โดยศาลให้เหตุผลว่า ตราบใดที่ไม่มีการเปิดเผยผลการออกเสียงลงคะแนนของคนพิการหรือทุพพลภาพหรือผู้สูงอายุนั้นต่อสาธารณะก็ถือได้ว่าเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยลับอยู่
ส่วนความเห็นแนวทางสุดท้ายนั้นพิจารณาคำว่า “โดยลับ” นั้นจะต้องเป็นความลับอย่างแท้จริง โดยต้องไม่ให้มีใครรู้ได้ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนแต่ละคนใช้สิทธิของตนเลือกใครอย่างไร ต้องเป็นความลับแม้แต่กับเจ้าหน้าที่ในกระบวนการเลือกตั้ง และต้องเป็นความลับอยู่ตลอดไปไม่เฉพาะแต่ในวันออกเสียงลงคะแนนเท่านั้น แต่จะต้องไม่มีใครสามารถสืบค้นเพื่อจะล่วงรู้ได้เลยว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนลงคะแนนอย่างไรได้ในอนาคตด้วย
ส่วนตัวแล้วเวลานึกถึงเรื่อง “ลับ” นั้น ก็จะนึกถึง “สถานที่” แห่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปทำกิจกรรมประจำวันอันปิดลับ นั่นคือ “ห้องสุขา” และรวมถึง “ห้องอาบน้ำ” และ “เปลี่ยนเสื้อผ้า” ด้วย
“โดยปกติ” แล้วในสถานที่สาธารณะอันชอบด้วยกฎหมายจะไม่มีการรักษาความปลอดภัยด้วยการติดกล้องวงจรปิดไว้ในห้องหรือมุมอันเป็นส่วนตัวลักษณะนี้เป็นอันขาด เพราะเป็นพื้นที่เฉพาะอันเป็นส่วนตัวที่ผู้ใช้บริการจะต้องเปิดเผยร่างกายในส่วนอันเป็นส่วนตัวที่สุด ยิ่งในห้องสุขาก็ต้องทำกิจกรรมที่ค่อนข้างไม่น่าดู ในทางกลับกันหากมีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในห้องอันเป็นการเฉพาะเหล่านั้นแล้ว ก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการล่วงละเมิดทางเพศด้วยซ้ำ
หากวันใดวันหนึ่งมี “เจ้าหน้าที่รัฐ” สักหน่วยงานอ้างอำนาจตามกฎหมาย ขอติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ในห้องสุขาของอาคารที่ทำงานของคุณ โรงเรียนของบุตรหลานวัยรุ่นของคุณ หรืออาคารในสถานที่ซึ่งคุณเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปใช้ที่นั่นทุกวัน โดยอ้างว่าเพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัย เพราะมีเหตุอาชญากรรมในห้องสุขาหรือห้องน้ำนี้หลายครั้ง (สมมุติต่อให้ข้อเท็จจริงว่าข้ออ้างนี้เป็นความจริง และคุณก็เป็นห่วงเรื่องนี้อยู่เช่นกัน) โดยพวกเขาให้คำรับรองว่า ไม่ต้องห่วง จะไม่มีใครมีสิทธิขอเปิดภาพและคลิปจากกล้องวงจรปิดนี้ดูได้ทั้งนั้น เว้นแต่มีเหตุสงสัยตามที่หน่วยงานของพวกเขาอนุมัติ
คุณจะยินดีให้พวกเขาติดกล้องวงจรปิดตามที่ขอได้ในเงื่อนไขนั้น และยังจะใช้ หรือให้ลูกหลานเข้าใช้งานอย่างเป็นธรรมชาติในห้องลับอันเป็นส่วนตัวในสถานที่นั้นได้อย่างสะดวกใจอยู่หรือไม่
คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับความไว้เนื้อเชื่อใจใน “อำนาจรัฐ” ที่หมายความรวมทั้งระบบและตัวผู้ใช้อำนาจซึ่งอาจจะแตกต่างกันออกไป เช่นเดียวกับความเห็นเรื่องการรักษาความลับของบัตรเลือกตั้งนี้เช่นกัน

