ในช่วงปี พ.ศ.2537 คำว่า “โลกาภิวัตน์” คำที่ฮิตติดสังคมพอๆ กับคำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ในทุกวันนี้
“โลกาภิวัตน์” มาจากภาษาอังกฤษคำว่า Globalization ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่โลกจะเชื่อมโยงเข้าหากันราวกับเป็นหนึ่งเดียวผ่านการแพร่กระจายของข่าวสาร เทคโนโลยี การค้า วัฒนธรรม และการเดินทาง ทำให้ประเทศต่างๆ พึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น เกิดการแลกเปลี่ยนทางสังคมและเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีสารสนเทศและการคมนาคม
ถึงขนาดมีเพลง “รัก..โลกาภิวัตน์” ของ คุณภิญโญ รู้ธรรม และกลุ่ม “โลกเบี้ยว” ที่ขึ้นต้นว่า “ก็ยังรักคนคนหนึ่ง และก็ยังซึ้งกับคนคนนั้น” เป็นเพลงฮิตติดชาร์ตอยู่พักหนึ่งไปเลย
ความคิดเรื่องว่าโลกจะ “โลกาภิวัตน์” นั้นเกิดขึ้นหลังสิ้นสุดของสงครามเย็นในปี พ.ศ.2534 อันเป็นชัยชนะเด็ดขาดของอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยและทุนนิยมที่แพร่กระจายไปในระดับโลกด้วยชื่อของการค้าเสรี การเจรจา GATT รอบอุรุกวัยพัฒนาไปเป็นองค์การการค้าโลก หรือ WTO ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศองค์กรเดียวในโลกที่ทำหน้าที่กำกับดูแลการค้าระหว่างประเทศในระดับพหุภาคี
ในตอนนั้นเราต่างเชื่อกันว่า สงครามในรูปแบบเดิมน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว การสู้รบแม้จะมีอยู่บ้างก็จะอยู่ในรูปแบบของสงครามก่อการร้าย อาวุธสงครามแม้จะยังมีอยู่ แต่ก็เปรียบเหมือนปืนอวดโชว์ในตู้ที่ตั้งไว้ขู่มากกว่ายิง เพื่อให้เพื่อนบ้านรู้ว่าไม่ใช่หมู ส่วนเรื่องสงครามแบบยกกองเรือปืนไปปิดอ่าวยิงถล่มตีเมืองขึ้นใครแพ้กลายเป็นประเทศราช กลายเป็นจังหวัดโพ้นทะเลหรือดินแดนหรือเป็นเหมืองสูบทรัพยากรนั้นไม่น่าจะมีอีกแล้ว การล่าอาณานิคมจะเป็นรูปแบบของสงครามการค้าและการตกเป็นเมืองขึ้นทางเทคโนโลยี
เราเชื่อกันอย่างจริงจังว่าในจุดนั้น โลกกำลังจะหลอมรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ภายใต้อุดมการณ์และระบบกฎหมายเดียวกัน ประกอบกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่อินเตอร์เน็ตเริ่มกระจายออกจากศูนย์วิจัยและมหาวิทยาลัยเข้าถึงบุคคลทั่วไปในระดับครัวเรือน ยุคที่การฟังเพลงแบบดิจิทัลผ่าน MP3 เริ่มส่งผลสะเทือนต่ออุตสาหกรรมเพลงเป็นดังลางร้ายแรก ก่อนจะเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงและสตรีมมิ่ง
จนถึงช่วงทศวรรษแรกของสหัสวรรษที่สาม หลังปี 2000 เป็นช่วงที่โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศพัฒนาไปจนถึงขีดสุด เช่นเดียวกับการเดินทางขนส่งในยุคที่ใครๆ ก็บินได้ด้วยสายการบินโลว์คอสต์และการสั่งสินค้าจากต่างประเทศนั้นได้ของช้ากว่าสั่งข้ามจังหวัดแค่สัปดาห์หรือน้อยกว่านั้น ทั้งหมดล้วนเอื้อต่อระบบเศรษฐกิจเสรีที่การเคลื่อนย้ายทุน ประชากร เทคโนโลยี องค์ความรู้ และวัฒนธรรมนั้นเป็นไปโดยไร้พรมแดน คนรุ่นใหม่มีภาพฝันถึงการเป็น “พลเมืองโลก” ที่อาจทำงานและใช้ชีวิตได้เยี่ยงผู้ไร้ถิ่นฐานด้วยเทคโนโลยีตามวิถี “ดิจิทัลโนแมด” (Digital Nomad) ที่สามารถทำงานระยะไกล (Remote Work) ผ่านอินเตอร์เน็ตโดยไม่ผูกติดกับพื้นที่ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายของคนทำงานผู้มั่นใจในทักษะของตนเอง
เราเชื่อว่าโลกจะหมุนไปในทิศทางดังกล่าวนี้
แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีความสุขกับโลกอันเป็นหนึ่งเดียวที่ว่าไปนั้น เพราะในอีกทางหนึ่ง โลกเสรีที่ไร้พรมแดนก็สร้างความเหลื่อมล้ำและความบาดหมางใหม่ให้บางกลุ่มประชากรในหลายประเทศ เช่นกลุ่มแรงงานในภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมและชนชั้นกลางต้องสูญเสียความมั่นคงทางอาชีพจากการเคลื่อนย้ายทุนและแรงงาน เกษตรกรสูญเสียตลาดเพราะการค้าเสรี กลายเป็นความเหลื่อมล้ำและนำไปสู่ความโกรธแค้นต่อระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ เช่นเดียวกับการย้ายถิ่นฐานข้ามชาติด้วยแนวคิดโลกไร้พรมแดนที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิดความรู้สึกถูกรุกรานอัตลักษณ์เชื้อชาติ วัฒนธรรมท้องถิ่น หรือวิถีทางศาสนา
ทั้งหมดนี้กลายเป็นปุ๋ยที่หล่อเลี้ยงอุดมการณ์ขวาจัดอำนาจนิยมและชาตินิยมอย่างเงียบๆ รอวันผลิบาน
ซ้ำเติมด้วยภัยคุกคามโลกยุคใหม่ในรูปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด อุบัติการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ราวกับธรรมชาติเย้ยหยันว่า โลกนี้มิได้ไร้พรมแดนเฉพาะกับมนุษย์เท่านั้น แต่กับเชื้อไวรัสด้วยและกล่าวตามจริงที่เชื้อไวรัสระบาดไปได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือนก็แทบไม่เหลือเขตใดในโลกที่จะปลอดจากการติดเชื้อไวรัสนี้ได้ ก็เพราะการเดินทางเคลื่อนย้ายกันโดยเสรีนี่เอง
การแพร่ระบาดของไวรัสนี้ทำให้เราได้เห็นแง่มุมอันเปราะบางของโลกไร้พรมแดนที่เคยเชื่อ ว่าโลกเราจะปลอดภัยอยู่ภายใต้ระบบการค้าเสรีที่ไม่มีการกีดกันทางการค้า สามารถเคลื่อนย้ายทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ไปประกอบการที่ใดก็ได้ในโลกนั้น ในที่สุดจะทำให้ประเทศใดประเทศหนึ่งหรือไม่กี่ประเทศกลายเป็นห่วงโซ่อุปทานหลัก เกิดภาวะรวมศูนย์ไม่ต่างจากการต่อไฟฟ้าแบบอนุกรมที่หากวงจรจุดใดจุดหนึ่งขาดไปเป็นอันว่าระบบจะล่มลงทั้งหมด เช่น วิกฤตเศรษฐกิจในระดับโลกที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้างจากภาวะโรคระบาดได้สอนบทเรียนอันเจ็บปวดนี้ให้กับเรา
พร้อมกับที่เราเริ่มควบคุมไวรัส COVID-19 ได้โลกนี้ก็ทยอยกันหันขวาไล่มาเรื่อยๆ จากทวีปยุโรป ตั้งแต่ปี ค.ศ.2022 จากอิตาลีไปยังฝรั่งเศส รัฐสภายุโรป ตามด้วยเนเธอร์แลนด์ สวีเดน และเยอรมนี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ร่วมกันที่พรรคการเมืองฝ่ายขวาชาตินิยมในประเทศเหล่านั้นชนะการเลือกตั้งหรือมีคะแนนเสียงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
แต่ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของเรื่องนี้ คือชัยชนะอย่างที่เรียกว่า “สิ้นสงสัย” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สมัยที่สอง ในการเลือกตั้งวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ.2024
มีเรื่องตลกนิดหน่อยที่อาจจะไม่ขำเท่าไรนัก คือในช่วงสงครามเย็น มีความเชื่อกันว่า ประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือประเทศยากจน หากมีประเทศใด “ล้มคว่ำไปทางซ้าย” หรือตกอยู่ภายใต้อำนาจคอมมิวนิสต์ ประเทศเพื่อนบ้านจะล้มตามเป็นเหมือนตัวโดมิโนที่ตั้งต่อกัน ปัจจุบันนี้เราก็ได้เห็นการล้มลงของโดมิโนเช่นกัน แต่เป็นการล้มไปทางขวาและตัวโดมิโนนั้นคือประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาอันเป็นประเทศร่ำรวยหรือพัฒนาแล้ว ที่สำคัญคือเหมือนว่าตอนนี้ก็ยังไม่หยุดล้ม หากเรารวมเอาชัยชนะของ ซานาเอะทาคาอิจิ และพรรคเสรีประชาธิปไตย ในการเลือกตั้งระดับแลนด์สไลด์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ปีนี้ หรือตรงกับการเลือกตั้งของประเทศไทย (ซึ่งก็เป็นพรรคฝ่ายอนุรักษนิยม หรือจารีตนิยม ชนะไปเช่นเดียวกัน)
ชัยชนะอย่างเด็ดขาดของฝ่ายชาตินิยมที่เห็นว่าชาติของตัวเองต้องมาก่อน และการดำเนินนโยบายที่ชัดเจนว่าเป็นไปเพื่อให้สหรัฐอเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลกแบบเดิมที่เราเคยเชื่อนั้นค่อยๆ สลายลงไปเหมือนปราสาททรายริมตลิ่ง
การเก็บภาษีตอบโต้ของสหรัฐอเมริกาตามนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ จากประเทศที่อ้างว่ากีดกันทางการค้ากับสหรัฐ เพื่อบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเข้าไปเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีตอบโต้โดยแลกกับการยอมรับเงื่อนไขที่ถูกเปรียบแบบมัดมือชก ตั้งแต่การลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาแบบอีกนิดก็เรียกว่าปลอดภาษีแล้ว ไปถึงการบังคับให้ต้องซื้อหรือนำเข้าสินค้าเทคโนโลยี อากาศยาน อาวุธ ผลิตผลทางการเกษตรจากสหรัฐ แม้ภายหลังมาตรการนี้จะถูกศาลสูงของสหรัฐเพิกถอน แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ก็คงจะหามาตรการอื่นมาใช้ต่อไปแบบหมาป่ากับลูกแกะอยู่ดี
เราลืมไปแล้วว่ามีองค์การการค้าโลกอยู่ในโลกนี้ เช่นเดียวกับสหประชาชาติและองค์การระหว่างประเทศอื่น ซึ่งไม่เหลือสภาพบังคับหรืออำนาจปฏิบัติการใดอีกเลยและสหรัฐเองก็ประกาศยุติการสนับสนุนหรือถอนตัวออกมาจากองค์การต่างๆ เหล่านี้หมดแล้ว
ความเชื่อที่เราคิดว่า ในโลกต่อไปจากสงครามเย็นคงจะไม่มีสงครามชิงแดนหรือตีเอาเมืองขึ้นแบบเดิมดื้อๆ แล้วก็เป็นอันพังทลายลงทันทีเมื่อทั้งโลกได้เห็นปฏิบัติการจับตัว ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร จากประเทศเวเนซุเอลาในเช้าวันเสาร์ที่ 3 มกราคม ต้นปีนี้ มาดำเนินคดีในศาลของสหรัฐอเมริกา โดยที่เลขาธิการสหประชาชาติและผู้นำประเทศสำคัญๆ ในยุโรปกล่าวได้เพียงว่า “น่าวิตกกังวลอย่างยิ่ง” และ “เรื่องมันซับซ้อน” เท่านั้นเอง
หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 20 มกราคม มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ได้กล่าวสุนทรพจน์สะเทือนโลกในการประชุม World Economic Forum ที่ดาวอส เพราะถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำประเทศสำคัญของโลกประเทศหนึ่งได้ออกมายอมรับอย่างกึ่งทางการว่า “ระเบียบโลก” อันมีกฎกติกาแบบเดิมที่เรารู้จักและนับถือกันมาตั้งแต่สงครามเย็นนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว ตามมาด้วยการยอมรับของนักคิดนักเขียนคนสำคัญในโลกการเงินอย่าง เรย์ ดาลิโอ (Ray Dalio) ที่ว่าโลกของกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศได้สิ้นสุดลงแล้ว สถาบันระหว่างประเทศไม่มีอำนาจบังคับได้อีกต่อไป และเรากำลังจะเผชิญหน้ากับยุคแห่งอำนาจเป็นธรรมอีกครั้งภายใต้ “กฎของป่า” ที่ผู้ซึ่งแข็งแกร่งกว่าจะเป็นฝ่ายชนะหรืออย่างน้อยก็เป็นผู้อยู่รอด
นี่คือโลกที่รอเราอยู่แล้วตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2569 หลังการโจมตีระลอกล่าสุดต่ออิหร่านโดยกองทัพอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้มีการเปิดเผยพร้อมยืนยันจากทุกฝ่ายตรงกันแล้วว่า ผู้นำสูงสุดแห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตลงแล้วพร้อมครอบครัว
ก่อนจะปิดท้ายนี้ ในตอนแรกทีเดียวจะตั้งชื่อคอลัมน์ในตอนนี้ว่า “โลกที่เราเคยรู้จักจะไม่เหมือนเดิม…” แต่ก็มานึกได้ว่า จะบอกว่าโลกที่เรารู้จัก “จะไม่เหมือนเดิม” ก็ไม่ได้ เพราะมันแค่ไม่เหมือนที่เรารู้จัก แต่ก่อนหน้านั้นโลกก็เคยเป็นแบบนี้มาแล้ว คือโลกในยุคที่อำนาจคือธรรม ยุคที่ “กองเรือดำ” ของ พลเรือจัตวา แมทธิว เพอร์รี ไปปิดอ่าวอุระงะข่มขู่ว่าจะโจมตีเมืองเอโดะหากไม่ยอมเปิดประเทศค้าขายกับสหรัฐ หรือยุคล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้ โลกเราอาจจะแค่กลับไปเหมือนยุคสมัยนั้นก็เท่านั้นเอง
เพลงรักโลกาภิวัตน์ที่ฮิตติดชาร์ตในปี พ.ศ.2537 จบลงด้วยท่อนที่ว่า “ยังไม่รู้วันข้างหน้า ว่าจะโลกาภิวัตน์หรือไม่… แต่ความรักของเรา ที่ให้เธอไป…จะนานเท่าไร ก็ยังเหมือนเดิม…” และ “จะยืนจะยัน ว่ารักเธอจนตาย… จะนานเท่าไร ก็ยังเหมือนเดิม” ในวันนี้เราได้คำตอบให้แก่เพลงอายุ 32 ปีนี้แล้วว่า วันข้างหน้า คือวันนี้ โลกาภิวัตน์นั้นไม่มาถึง และไม่น่าจะเกิดขึ้นแล้ว แต่ก็หวังว่าความรักของพวกเขา และใครก็ตามที่ส่งเพลงนี้ให้กันในวันนั้นคงจะยังเหมือนเดิมอยู่จนถึงวันนี้และในวันต่อจากนี้
ณ หมุดหมายแห่งประวัติศาสตร์ซึ่งโลกที่เราเคยคิดเคยเชื่อว่ามันจะเป็นหนึ่งเดียวกันในวันนั้น บัดนี้ได้จากไปแล้วพร้อมกับที่ขีปนาวุธกลุ่มแรกถูกส่งไปโจมตีกรุงเตหะรานในยามเช้าของวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

