หน้าแรก คอลัมนิสต์ การศึกษาไร้พร...

การศึกษาไร้พรมแดน ความรักมาก่อนความรู้

4.03.26 | 09:42 น.
การศึกษาไร้พรมแดน ความรักมาก่อนความรู้

การเมืองยังไม่ลงตัว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาจะเป็นใครและนโยบายการศึกษาใหม่จะเป็นอย่างไร ไม่นานมานี้มีความเคลื่อนไหวด้านการศึกษาเกิดขึ้น น่าส่งเสริมติดตามอย่างยิ่ง

กระทรวงศึกษาธิการออกประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2569 เรื่อง การรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร หรือไม่มีสัญชาติไทย

เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 54 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 10 ที่กำหนดให้เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมและทั่วถึงโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (การศึกษาภาคบังคับ 12 ปี ตั้งแต่ ป.1-ม.6)

สอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศไทยเป็นภาคีในกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ที่ระบุว่ารัฐภาคีต้องรับรองสิทธิของเด็กทุกคนในการเข้าถึงการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ หรือสถานะทางกฎหมาย

แนวทางปฏิบัติตามประกาศฉบับใหม่ สถานศึกษามีหน้าที่ประสานงานกับผู้ปกครองเพื่อรวบรวมเอกสารหลักฐานส่งให้สำนักทะเบียนท้องถิ่นเพื่อจัดทำเลขประจำตัว 13 หลัก

Advertisement

ในกรณีที่ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นบุคคลที่ไม่สามารถกำหนดสถานะตามกฎหมายทะเบียนราษฎรได้ แต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สถานศึกษาจะดำเนินการออกรหัสประจำตัวผู้เรียน (G Code) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการรับงบประมาณเงินอุดหนุนรายหัวและติดตามตัวผู้เรียนจนกว่าจะสำเร็จการศึกษา

ความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกายืนยันว่าเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรแต่พำนักอยู่ในประเทศไทย สามารถเข้ารับการศึกษาภาคบังคับได้ตามความสมัครใจ โดยรัฐมีหน้าที่จัดให้เฉกเช่นเดียวกับเด็กสัญชาติไทย เพื่อให้สอดคล้องกับสวัสดิภาพและการคุ้มครองเด็กตามหลักสากล

ครับ จากประกาศดังกล่าว ต่อไปนี้ เด็กไทยในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดารที่ยังไม่มีทะเบียนบ้าน เด็กไร้สัญชาติ เด็กต่างชาติ พม่า ลาว เขมร ฯลฯ ที่พักอยู่ในประเทศไทย ซึ่งประสบปัญหาด้านการศึกษาจะมีโอกาสได้เล่าเรียน โรงเรียนรับเข้าเรียนได้เช่นเดียวกับเด็กไทยทั่วไป

ปัญหาที่โต้แย้งกันมาตลอดว่า ประเทศไทยยังมีเด็กอดอยาก ขาดแคลน ขาดโอกาสอีกมาก รัฐไทยควรสนใจแก้ปัญหาเด็กไทยให้ลดน้อยลงก่อน ไม่ควรเอาทรัพยากรไปช่วยเหลือดูแลเด็กต่างชาติเช่นเดียวกับเด็กไทย น่าจะลดความร้อนแรงลง

แนวความเห็นที่ว่านี้มองประเด็นด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจเป็นหลัก จนเป็นที่มาของทัศนคติดูถูกเหยียดหยามเพื่อนบ้าน

ขณะที่ความเห็นอีกฝ่ายหนึ่งมองประเด็นด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็กเป็นหลัก ไม่ว่าเชื้อชาติใด ภาษาใด มีความเป็นคนเช่นกัน ควรได้รับโอกาสการพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

เด็กเหล่านี้เมื่อได้รับการศึกษาเติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพ เป็นแรงงานที่มีทักษะ เมื่ออยู่ในประเทศเราก็ได้ประโยชน์ เมื่อเดินทางกลับบ้านประเทศเขาก็ได้ประโยชน์ ได้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

มองเป็นมิตร ไม่มองเป็นศัตรูคู่แข่ง คิดบนพื้นฐานของความร่วมมือ สนับสนุน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

การแก่งแย่งแข่งขัน ชิงดีชิ่งเด่นมีแต่ทำให้เกิดความขัดแย้ง เอารัดเอาเปรียบ โลกมีแต่ความรุนแรงไร้ความสงบ เต็มไปด้วยสงครามเข่นฆ่ากัน การศึกษาควรเป็นไปตามแนวทางเพื่อการให้ ไม่ใช่เพื่อการเอา ทำให้โลกมีสันติภาพ สันติสุข

มุมมองการศึกษาในฐานะเครื่องมือทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนประเทศ เปรียบเทียบกับนักเรียน นักศึกษากลุ่มที่ครอบครัวร่ำรวย มีฐานะ รัฐไทยกลับเปิดประตูรับอย่างเต็มอกเต็มใจ เข้าศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ ในมหาวิทยาลัยดังๆ จำนวนมาก เพราะเด็กกลุ่มนี้มีเงิน

แต่ทำไมเด็กที่ยากจน หลบลี้หนีภัยหรือติดตามพ่อแม่เข้ามาทำงานในเมืองไทย กลับปฏิบัติแตกต่างกัน เพราะกลุ่มนี้เป็นคนระดับชาวบ้านชั้นล่าง

หากมองให้กว้าง พ่อแม่เด็กเหล่านี้เข้ามาเป็นแรงงานให้กับประเทศไทยซึ่งขาดแคลนแรงงาน เพราะแรงงานไทยไม่ทำ เด็กลูกหลานต้องติดตามมาอยู่ด้วยควรได้รับโอกาสทางการศึกษาเล่าเรียน

แนวทางปฏิบัติระหว่างเด็กสองกลุ่มนี้ เป็นไปในลักษณะสองมาตรฐาน เลือกปฏิบัติหรือไม่

ปัญหาเด็กต่างชาติไม่เฉพาะตามจังหวัดชายแดน แต่เมืองใหญ่และในกรุงเทพมหานครเพิ่มจำนวนขึ้นบางห้องเป็นนักเรียนต่างชาติส่วนใหญ่ เด็กไทยมีเพียงคนเดียว

ครูผู้จัดการเรียนการสอนมีทั้งที่มองว่าเป็นปัญหา และไม่เป็นปัญหา ทั้งการศึกษาและการสื่อสารครูส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ภาษากับเพื่อนร่วมห้อง ได้ทั้งสองฝ่าย เกิดประโยชน์ต่อชีวิตในระยะยาว

ประกาศกระทรวงศึกษาฯ นอกจากทำให้โรงเรียนมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนแล้ว ลดปัญหาขัดแย้งระหว่างคนสองทรรศนะลง ทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเปิดใจกว้าง ปรับเปลี่ยนความคิด ทัศนคติใหม่

ไม่ว่าศิษย์จะเป็นใคร ครูทำหน้าที่สร้างคน เริ่มต้นด้วยความรักก่อนความรู้ รักที่จะเรียนรู้

การศึกษาจึงไม่มีพรมแดน เป็นเครื่องมือทำคนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ ทั้งความคิด ร่างกาย จิตใจ

การตัดสินใจออกประกาศใหม่ เพราะแรงกดดันในทางสากลเป็นเหตุหรือไม่ก็แล้วแต่ นับเป็นความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณของรัฐราชการไทย พัฒนาจากรัฐสังคมสงเคราะห์ไปสู่รัฐในอุดมคติยิ่งขึ้น

ในโลกแห่งความเป็นจริง เป็นไปได้หรือไม่ เป็นเรื่องถกเถียงกันไม่จบ

แต่เมื่อรัฐไทยเดินหน้าตามแนวทางการแบ่งปัน การให้ ให้ความรัก ความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ ไม่ว่าชาติใด ภาษาใด ช่วยยกระดับจิตใจคนในรัฐให้สูงขึ้น ละลดความเห็นแก่ตัว

สมดังพุทธทาสทรรศนะที่ว่า การศึกษาหมาหางด้วน มุ่งเน้นเพียงความรู้ทางสติปัญญาและทักษะทางอาชีพ โดยละเลยธรรมะ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์