การเลือกตั้งท้องถิ่นในกรุงเทพมหานครที่กำลังจะมาถึงในไม่กี่เดือนนี้ จะเป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องพิจารณาประเด็นใหญ่ๆ พร้อมกันสี่เรื่อง
ในทำนองเดียวกับการเลือกตั้งในระดับชาติ ที่เราต้องพิจารณาเลือกผู้แทน เลือกรัฐบาล และให้ความเห็นเรื่องประชามติการร่างรัฐธรรมนูญ
สำหรับกรุงเทพมหานคร อยากจะบอกว่า เบื้องหลังของการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. และสมาชิกสภา กทม. (ส.ก.) ยังมีกรอบกฎหมายที่กำกับเอาไว้ ที่ควรจะพิจารณาควบคู่กันไป
เพื่อทำให้ความเข้าใจเรื่องการเลือกตั้งและการเมืองท้องถิ่นใน กทม.นั้นเข้าใจที่ความเป็นไปได้ภายใต้ข้อจำกัด
และเข้าใจข้อจำกัดและต้องคำถามว่าจะผลักดันให้พ้นข้อจำกัดไปในทิศทางไหน
โดยในกรอบที่ผมนำเสนอนี้ เรามีสองเรื่องใหญ่ที่ใหญ่กว่าเรื่องว่า อ.ชัชชาติจะลงสมัครไหม อ.ชัชชาติควรมีทีม ส.ก.เป็นของตัวเองไหม และตกลงสี่ปีนี้ อ.ชัชชาติทำอะไรไปบ้าง หรือไม่ได้ทำอะไรเลยตามที่ถูกกล่าวหา?
เรื่องแรกคือ เรื่องของตัวกฎหมายของ กทม.เอง คือ พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร 2528 ซึ่งกำหนดกรอบของการทำงานของผู้ว่าฯกทม. และ ส.ก. ซึ่งเรื่องนี้ผมจัดไว้ในเรื่องของการทำความเข้าใจเรื่องของการเมืองการปกครองท้องถิ่นของ กทม. ซึ่งกล่าวโดยสรุปว่าควรพิจารณาให้มีการแก้ไขให้เท่าทันกับทิศทางการกระจายอำนาจของประเทศ
เรื่องที่สองคือ เรื่องของตัวกฎหมายผังเมือง ซึ่งค้างคามานาน และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการประกาศใช้ผังเมืองฉบับใหม่ของ กทม.เลยในตลอดยุคสมัยของ อ.ชัชชาติ ทั้งที่ผังเมืองเก่านั้นหมดอายุมานานแล้วเรื่องนี้คือมิติของการเมืองในด้านการพัฒนาเมือง และเรื่องของผังเมืองคือเรื่องที่มีความสำคัญที่สุดตามความหมายที่ผมกล่าวถึงบ่อยๆ คือ “ผังเมืองคือธรรมนูญของท้องถิ่น”
ผมเห็นว่าทั้งสองเรื่องนี้คือเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในการทำความเข้าใจการเมืองท้องถิ่นของ กทม. และการพัฒนาเมืองกรุงเทพฯ
ไม่ใช่เรื่องของการมาแข่งโชว์วิสัยทัศน์การพัฒนาเมือง หรือการมาโชว์ไอเท็มนโยบายเป็นร้อยๆ ข้อ แล้วก็ไปไล่ตอบคำถามสื่อตามเวที หรือโชว์ป้ายหาเสียง
สรุปง่ายๆ ในฐานะที่เราเป็นพลเมือง กทม. หรือเป็นคนที่สนใจเรื่อง กทม. การเลือกตั้งที่จะมาถึงมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับเรื่องใหญ่สี่ประเด็น
หนึ่งคือ ใครจะเป็นผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ (หรือจะเอาคนเก่าต่อไป)
สองคือ ใครจะเป็น ส.ก.ของเขตเรา
สามคือ เราจะมีท่าทีอย่างไรกับการทำงานร่วมกับ พ.ร.บ.กทม.2528 ที่ยังใช้กันอยู่ เราจะยังทำงานตามนี้ต่อไป เราอยากจะแก้เล็ก เราอยากจะแก้ใหญ่
เรื่องนี้ต้องพูด เพราะนอกจาก พ.ร.บ.กทม. ที่ใช้อยู่จะมีความท้าทายหลายเรื่องแล้ว ในยุครัฐประหารโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังมีการตัดตอนสภาเขตออกไปอีก
สี่คือ เราควรจะถามตัวทีมบริหารยุคปัจจุบันว่าจะเอาอย่างไรกับการยังไม่บังคับใช้ผังเมืองฉบับใหม่ ติดปัญหาอะไร หรือว่าควรจะเริ่มนับหนึ่งใหม่กันอีกสักครั้ง หรือถ้ายื่นไปยังกรมโยธาธิการไปแล้ว ก็ควรจะฟังประชาชนที่เขาอยากให้ทบทวนหรือไม่
ก่อนที่จะขยายความต่อ อยากจะชี้ให้เห็นความจำเป็นในการใช้คำบางคำที่อาจจะสลับไปมา ก็คือคำว่า กทม. กับคำว่า กรุงเทพฯ
โดยคำว่า กทม. เรามักจะหมายถึงเขตการปกครอง และรูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบที่เป็นอยู่
สองคือคำว่า กรุงเทพฯ เราจะหมายถึงภาพรวมของความเป็นเมือง
บางครั้งสองคำนี้ซ้อนกัน บางครั้งสองคำนี้มีความหมายเฉพาะของมัน
มาเรื่องแรกก่อน คือเรื่อง พ.ร.บ.กทม. ซึ่งมันกำหนดกรอบว่าผู้ว่าฯทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรไม่ได้บ้าง และกำหนดวิธีคิดและความคาดหวังของเราที่มีต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ซึ่งหมายถึงว่า เราต้องเข้าใจความพิเศษของรูปแบบของ กทม.ก่อน
สรุปง่ายๆ ก็คือ กทม.นั้นเป็นรูปแบบการปกครองพิเศษ ที่พิเศษแบบไม่พิเศษในบางเรื่อง
ผู้ว่าฯกทม. ไม่ใช่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ผู้ว่าฯกทม.นั้นจึงเป็นผู้ว่าฯที่พิเศษแบบเคยพิเศษในบางเรื่อง ในยุคที่นายกเทศมนตรี เขาเลือกรวมมาเป็นทีม แต่ตอนนี้นายกก็เลือกแบบเดียวกับผู้ว่าฯนั่นแหละครับ คืออธิบายรวมๆ ว่าเป็นแบบผู้บริหารเมืองเข้มแข็งกว่าสภา เพราะเลือกแยกกันเข้ามา
แต่เขตของเรายังมีความพิเศษอยู่ เพราะมีระบบการบริหารที่ย่อยกว่า เทศบาล
หรือเรียกอีกอย่างก็ว่า กทม. ก็วิวัฒนาการมาจากเทศบาลเต็มพื้นที่ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่ไม่มีในจังหวัดไหนมาก่อนนั่นแหละครับ
ในมุมของมหาดไทย กทม.ก็คือระดับเดียวกับนายกเทศบาล แต่พื้นที่เต็มกว่า เงินเยอะกว่า หรืออาจจะเป็นระดับนายก อบจ. แต่ก็ไม่เทียบเท่ากับผู้ว่าราชการจังหวัดจริงๆ แม้อาจจะได้รับมอบอำนาจบางอย่างให้ทำงานในหน้าที่ผู้ว่าฯบ้าง
ทีนี้เรื่องของการจะมาเถียงกันเรื่องว่าอำนาจของผู้ว่าฯและอำนาจของ กทม.นั้นมีจริงมากน้อยแค่ไหนก็คือเรื่องนี้แหละครับ
โดยภาพรวมเรายังประสบปัญหาใหญ่สามเรื่องในการบริหาร กทม.
หนึ่ง ปัญหาคลาสสิกตลอดกาลเรื่องการกระจายอำนาจ ว่าความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นของไทยนั้นควรจะเป็นอย่างไร ท้องถิ่นควรจะมีบทบาทมากน้อยแค่ไหน กทม.ในฐานะรัฐบาลส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ มีอำนาจจริงๆ แค่ไหน หรือมีเงินแต่ไม่มีอำนาจในการสั่งการบูรณาการกับหน่วยงานรัฐที่มีสถานะในระดับส่วนกลางและภูมิภาคที่ทำงานใน กทม.
สอง ปัญหาการก้าวทันและไม่ทันกระบวนการกระจายอำนาจกับเพื่อนฝูง คือ อบจ. เทศบาล และ อบต. ที่เคยล้าหลัง กทม. แต่เมื่อมีกฎหมายใหม่ และมี กทม.แผนขั้นตอนกระจายอำนาจแล้ว กทม.ปรับกฎหมายให้เท่าทันกับโครงสร้างการปกครองท้องถิ่นรูปแบบอื่นๆ หรือยัง ทั้งนี้ยังรวมถึงรูปแบบการบริหารภายในของ กทม.เองเช่นในด้านบุคลากรต่างๆ ว่าเจ้าหน้าที่มีความสุขกับการทำงานมากน้อยแค่ไหน
สาม เรื่องรูปแบบการมีส่วนร่วม จะพบว่า กทม.เคยมีรูปแบบสภาสองระดับ คือ สภา กทม. และสภาเขต ซึ่งสภาเขตนั้นถูกยุบไปในช่วงของการทำรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ ความท้าทายคือ จะนำสภาเขตกลับมาอย่างไร และทำให้มันดีกว่าเดิมอย่างไร
ผมสนใจเรื่องนี้มากกว่าเรื่องของการเลือก ผอ.เขต เพราะเลือก ผอ.เขตมันไม่ได้ตอบโจทย์ภาพรวมของการบริหารเมืองที่ใหญ่และซับซ้อน และ ผอ.เขต 50 เขต หรือจะยุบเป็น 8 เขตใหญ่ ก็ทำให้ภาพรวมและอำนาจทางการเมืองของผู้ว่าฯลดลง
สิ่งที่ควรทำคือ การออกแบบระบบการบริหารจัดการเขตใหม่ ผมคิดว่าการมี ผอ.เขตที่ผู้ว่าฯแต่งตั้งมายังจำเป็น เพราะต้องทำงานกับผู้ว่าฯ ขับเคลื่อนนโยบายแต่ ผอ.เขตไม่จำเป็นต้องมาจาก จนท.กทม. สามารถโอนย้ายจากข้าราชการท้องถิ่นอื่นได้ แต่ระบบการตรวจสอบ ผอ.เขตต้องเข้มแข็ง และต้องมีตัวแทนประชาชนในระดับเขตที่จะทำงานร่วมกับเขตให้ชัดเจนขึ้น
เงื่อนไขสำคัญคือ การออกแบบการมีส่วนร่วมและสถาบันการมีส่วนร่วมในระดับเขต ที่ไม่ใช่การเลือกตั้งง่ายๆ แบบเดิม โดยอาจจะมีการแบ่งเป็นตัวแทนทั้งเขต และตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ เช่นจากชุมชน บ้านจัดสรร บ้านมีรั้ว ตลาด หรือนักธุรกิจ ฯลฯ
เรื่องนี้คือหลักธรรมาภิบาลในระดับเมือง (urban governance) ที่สำคัญ ที่จะคอยตรวจสอบการทำงานร่วมกับ ผอ.เขต และส่งสัญญาณให้ผู้ว่าฯกทม.ลงมาตรวจสอบ ผอ.เขตได้
ไม่ใช่โยนโจทย์ไปที่การเลือกตั้งแบบง่ายๆ ใครชนะก็คุมทุกอย่าง
ส่วนตัวสภา กทม. ก็ให้เพิ่มเก้าอี้เป็น 70-75 ที่โดยมีเก้าอี้จากเขต 1 เก้าอี้ แล้วมีเก้าอี้รวมอีก 20-25 เก้าอี้ เป็น ส.ก.ในนามภาพรวม กทม. ที่ไม่ได้ทำแต่ประโยชน์ของเขตตัวเอง แต่มองเห็นภาพรวมของ กทม.ด้วย และจะได้แก้ปัญหาการเล่นพวกและเกาหลังให้กันในหมู่ ส.ก.
เรื่องเหล่านี้คือภาพรวมที่ควรจะต้องไปให้ถึง และสำคัญกว่ามาเถียงกันว่าตกลง อ.ชัชชาติควรมีทีมไหม เพราะความท้าทายมันไปอยู่ที่การตรวจสอบการทำงานระหว่างผู้ว่าฯ และสภา กทม. และที่สำคัญกว่านั้นคือใครเป็นตัวแทนของประชาชน
หรือความท้าทายของพรรคประชาชนเองที่จะส่งแต่ ส.ก. หรือส่งผู้ว่าฯด้วยดี เพราะภาวะความท้าทายของพรรคประชาชนคือ ในทางหนึ่งการไม่ส่งผู้สมัครผู้ว่าฯก็จะเสียพื้นที่ในการขึ้นเวทีดีเบตและขาดภาพรวมของ 50 เขต
แต่ถ้าลงสมัคร ก็อาจไม่ได้มีผลทางการเมืองมากนัก เพราะคราวที่แล้วก็ได้มาอันดับสาม แพ้ทั้งอ.ชัชชาติ (1.3 ล้าน) และ อ.สุชัชวีร์ (2.54 แสน) โดยคุณวิโรจน์ได้มา 2.53 แสนมาเป็นที่สาม ที่สี่คือ คุณสกลธี 2.3 แสน และคุณอัศวิน ได้ 2.14 แสน
ตัวแทนพรรคก้าวไกลคือคุณวิโรจน์ได้เป็นที่สาม ในระนาบเดียวกับบรรดาสองแสนเสียงกว่าๆ
และถ้ารวมทีม อ.สุชัชวีร์ คุณสกลธี คุณอัศวิน และรวมคุณรสนาที่ 7.9 หมื่น ก็จะพบว่าทีมงานประชาธิปัตย์และฝั่งเหลืองเดิมนั้นมีอยู่ 7.49 แสน
คราวที่แล้วเพื่อไทยไม่ส่งผู้ว่าฯ และจากอดีตนั้น ไทยรักไทยและเพื่อไทยไม่ส่งทุกครั้ง แต่เมื่อส่งเคยได้ตั้งแต่ 5 แสนกว่าสมัยคุณสุดารัตน์ ถึง 1 ล้าน สมัยคุณพงศพัศ
ส่วนคะแนน ส.ส.แบ่งเขตล่าสุด เมื่อการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ไป 33 เขต ที่ 7.1 แสน ภูมิใจไทย ไม่ได้เขต แต่ได้ 2.43 แสน และเพื่อไทยได้ 2.36 แสน (มีสิบเขตที่มาที่สอง จาก 33 เขต)
ขณะที่บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนได้ไป 7.2 แสน ภูมิใจไทย 2.9 แสน และประชาธิปัตย์ 1.67 แสน
ดังนั้นแต่ละพรรคที่จะลงสนาม กทม. ในรอบนี้ก็คงต้องคิดทั้งสองด้าน ว่าจะลงแล้วทำให้คะแนนพรรคมันเพิ่มขึ้นไหม มีตัวผู้สมัครไหม และการแปรเปลี่ยนของคะแนนในระดับท้องถิ่นและระดับชาติมันอยู่ที่ไหน
ทางออกที่ผมคิดว่าดีที่สุดสำหรับทุกพรรคในการสู้กันครั้งนี้ แทนที่จะเน้นเรื่องวันแมนโชว์ และในขณะที่ยังไม่สามารถหาฉันทมติในการออกแบบการมีส่วนร่วมในระดับต่างๆ ได้
สนามที่ดีที่สุดคือการเปิดหน้าตัวผู้สมัครเป็นทีม
หมายถึง ไม่เปิดแต่ผู้ว่าฯ
แต่เป็นตัวรองผู้ว่าฯสี่คน และตัวที่ปรึกษาอีก 9 ตำแหน่ง ไปพร้อมกันเลย
ถามว่าเคยมีไหม ตอบว่าเคยมี ในสมัยพลตรีจำลองหนึ่ง ผมจำได้ว่าคุณชนะ รุ่งแสง ท่านเคยเป็นทีมผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯทั้งสี่
คราวนี้ผมเสนอว่า ออกมาเลยครับ ผู้ว่าฯ รองผู้ว่าฯสี่ และที่ปรึกษาอีก 9 ท่าน
โดยเกลี่ยงานให้รองผู้ว่าฯและที่ปรึกษา 9 ท่าน ให้มาดูแลสำนักทั้งหมดของ กทม. และเขตต่างๆ ของ กทม. คือ จะกลายเป็นผู้ว่าฯมีทีมงานที่เปิดเผยเลยในยุคนี้ทั้งหมด 13 ตำแหน่ง รวมผู้ว่าฯเป็น 14 ตำแหน่ง และวางงานยุทธศาสตร์ได้เลยว่าจะมาดูสำนักสิบกว่าสำนักของ กทม.อย่างไร และทีมที่ปรึกษาและรองผู้ว่าฯก็สามารถรับผิดชอบเขตได้สักสามเขต หรือมากกว่านั้นเป็นอย่างน้อย
ดีเบตจะได้มีสาระ ไม่ใช่เล่นกันเป็นเกมโชว์ไปเรื่อยๆ มันสะท้อนวุฒิภาวะของสื่อที่ทำให้คนที่มาออกคือคนที่อยากได้คะแนนออนไลน์หรือสื่อ แต่อีกกลุ่มเขาอยากลงพื้นที่มากกว่า และก็เห็นจริงๆ ว่าคะแนนบางส่วนที่ไม่ถูกสื่อพูดถึงก็คือคะแนนจากพื้นที่จากการทำพื้นที่จริงนั่นแหละครับ
และถึงแม้ว่าใครชนะหรือแพ้ แต่มันจะชี้ให้เห็นว่าการบริหารเมือง กทม.นั้นไม่ได้มีคนแค่คนเดียวที่ทำได้ทุกเรื่อง แต่ต้องมีทีมงาน และต้องรวบรวมความคิดของผู้คนเข้าด้วยกันและขับเคลื่อนเมืองไปด้วยกัน
ส่วนเรื่องมิติที่สอง ผมได้กล่าวไว้ในรายละเอียดอยู่มากในอดีต เรื่องการเมืองกับการพัฒนาเมืองกรุงเทพฯในฐานะว่าผังเมืองคือการพัฒนาท้องถิ่น สิ่งที่จะต้องตั้งคำถามคือ ผังเมืองใหม่นั้นมีพื้นที่ให้กับคนทุกคนในกรุงเทพฯอย่างเท่าเทียม และเป็นธรรมไหม
อย่าเสียเวลากับการขายโครงการต่างๆ เป็นร้อยโครงการถ้ามันไม่ได้ลงมาคุยกันในระดับพื้นที่ และถามว่าคนในพื้นที่ต่างๆ จะได้อะไร และคนในพื้นที่นั้นมีกลุ่มไหนที่ได้ กลุ่มไหนที่เสีย และความเปราะบางของพวกเขามีมากขึ้นหรือลดลง
นี่คือการตั้งหลักรับชม กดดัน และมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้งท้องถิ่น กทม.ในรอบนี้ครับ

