หน้าแรก คอลัมนิสต์ ภูมิหลังและ E...

ภูมิหลังและ End Game ของการโจมตีอิหร่าน โดยอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา

11.03.26 | 10:38 น.
ภูมิหลังและ End Game ของการโจมตีอิหร่าน โดยอิสราเอล

ถ้าเราจะคุยเรื่องตะวันออกกลางแล้วไม่พูดถึงเปอร์เซีย หรืออิหร่าน ก็เหมือนกินแกงส้มที่ไม่ใส่ระกำ คือมันขาดรสชาติแห่งความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกมาเป็นพันปีไปเลย หลักสำคัญคือคนเปอร์เซียไม่ใช่คนอาหรับนะครับ อิหร่านใช้ภาษาฟาร์ซี เป็นพวกอินโด-ยูโรเปียน ความวุ่นวายที่เราเห็นในพาดหัวข่าวทุกวันนี้ ที่ว่าอิสราเอลถล่มอิหร่านและสังหารกลุ่มผู้นำของอิหร่านไปหลายสิบคน หรือสหรัฐอเมริกานำกองเรือบรรทุกเครื่องบินมาจัดการกับกองทัพเรืออิหร่าน ผนวกกับยิงขีปนาวุธและทิ้งระเบิดใส่อิหร่านทุกวันนี้นั้น มันไม่ใช่เรื่องเพิ่งเกิดเมื่อวานซืน แต่มันเป็นเกมกระดานที่เดินกันมานาน และตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วงที่เรียกกันว่า End Game ที่ช่วงท้ายของกระดานหมากรุกที่หมากแต่ละตัวเริ่มเหลือน้อยลงทุกที

ในโลกการเมืองระหว่างประเทศนั้น มีประเทศบางประเทศซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ร้อยปีก็ยังคงเป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งอยู่เสมอ เปรียบเหมือนกระดานหมากรุกที่ตัวหมากต่างๆ ต้องเดินผ่านไปมาอยู่ตรงกลางกระดานนั้นอยู่ร่ำไป ประเทศอิหร่านก็เป็นเช่นนั้นเอง

ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็ต้องกล่าวว่า อิหร่านนั้นเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 2,000 ปี ตั้งแต่ยุคจักรวรรดิเปอร์เซียโบราณของไซรัสมหาราช จนมาถึงยุคของสาธารณรัฐอิสลามในปัจจุบัน แม้ว่าระบอบการปกครองจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือความรู้สึกของชาวเปอร์เซีย ว่าตนเองเป็นอารยธรรมใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใคร และความรู้สึกเช่นนี้เองที่ทำให้อิหร่านกลายเป็นคู่ปรับสำคัญของมหาอำนาจในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา เรื่องราวที่กำลังปรากฏให้โลกเห็นในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง หากแต่เป็นผลสะสมของประวัติศาสตร์ การเมือง ศาสนา และยุทธศาสตร์ที่ทับซ้อนกันมาหลายสิบปี

ถ้าจะเข้าใจว่าเหตุใดอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาทำการโจมตีอิหร่าน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ “End Game” หรือปลายทางของเกมนี้คืออะไร เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปดูภูมิหลังของความขัดแย้งนี้เสียก่อน กล่าวคือ ก่อน พ.ศ.2522 นั้นอิหร่านไม่ได้เป็นศัตรูกับตะวันตกอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน ตรงกันข้าม อิหร่านภายใต้การปกครองของ พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกา พระเจ้าชาห์ทรงพยายามทำให้อิหร่านทันสมัยด้วยโครงการที่เรียกว่า “White Revolution” ซึ่งมีทั้งการปฏิรูปที่ดิน การขยายการศึกษา และการทำให้อุตสาหกรรมทันสมัยขึ้น แต่การปฏิรูปเหล่านี้กลับทำให้เกิดความไม่พอใจในหลายฝ่าย ทั้งนักบวชอิสลาม ชาวชนบท และกลุ่มปัญญาชนฝ่ายซ้าย ในที่สุด ความไม่พอใจเหล่านี้ก็ปะทุขึ้นเป็นการปฏิวัติอิสลามปี 1979 นำโดย อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ซึ่งล้มล้างระบอบกษัตริย์และก่อตั้งสาธารณรัฐอิสลามขึ้นมา

การปฏิวัตินี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาพังทลายลงทันที โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่นักศึกษาปฏิวัติยึดสถานทูตสหรัฐในกรุงเตหะราน และจับตัวประกันชาวอเมริกันไว้ถึง 444 วัน นับแต่นั้นเป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาก็ถือว่าอิหร่านเป็นศัตรูตัวสำคัญในตะวันออกกลาง

Advertisement

ในขณะเดียวกัน อิหร่านหลังการปฏิวัติก็ประกาศนโยบายต่อต้านอิสราเอลอย่างเปิดเผย ผู้นำอิหร่านกล่าวว่าอิสราเอลเป็นรัฐที่ผิดกฎหมาย และควรถูกลบออกจากแผนที่โลก คำพูดเช่นนี้ย่อมทำให้อิสราเอล ซึ่งเป็นรัฐเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางโลกอาหรับที่ไม่เป็นมิตร รู้สึกว่าถูกคุกคามอย่างร้ายแรง ยิ่งไปกว่านั้น อิหร่านยังสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่างๆ ที่เป็นศัตรูกับอิสราเอล เช่น ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ฮามาสในฉนวนกาซา กลุ่มเหล่านี้ได้รับเงิน อาวุธ และการฝึกจากอิหร่าน ทำให้อิสราเอลมองว่าอิหร่านคือหัวงูใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังความไม่สงบในภูมิภาค

แต่สิ่งที่ทำให้ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาทวีความรุนแรงที่สุดก็คือ โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน แม้อิหร่านยืนยันว่าโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าเท่านั้น แต่หลายประเทศในตะวันตกเชื่อว่าอิหร่านกำลังพยายามสร้างอาวุธนิวเคลียร์ สำหรับอิสราเอล เรื่องนี้ถือเป็นภัยคุกคามระดับ “existential threat” หรือภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของรัฐ เพราะถ้าอิหร่านซึ่งประกาศจะทำลายอิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมา ผลที่ตามมาก็อาจจะร้ายแรงอย่างยิ่ง ดังนั้น อิสราเอลจึงประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์โดยเด็ดขาด

ความจริงแล้วสงครามระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านได้เริ่มขึ้นมานานแล้ว เพียงแต่เป็น สงครามเงา (Shadow War) เท่านั้น ตัวอย่างเช่น การลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์อิหร่าน การโจมตีทางไซเบอร์ เช่น ไวรัส Stuxnet การโจมตีฐานทัพอิหร่านในซีเรีย เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา แต่ทั้งสองประเทศก็มักจะไม่ยอมรับอย่างเปิดเผย

ถ้าจะถามว่า End Game ของอิสราเอลคืออะไร คำตอบก็คือ การทำลายความสามารถนิวเคลียร์ของอิหร่าน อิสราเอลเคยทำเช่นนี้มาแล้วกับประเทศอื่น เช่น การโจมตีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของอิรักใน พ.ศ.2524 การโจมตีเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของซีเรียใน พ.ศ.2550 ในสายตาของผู้นำอิสราเอล การโจมตีอิหร่านจึงไม่ใช่เรื่องใหม่ หากเป็นเพียงการทำตามหลักการเดิม

แต่ End Game ของสหรัฐอเมริกาแตกต่างออกไป สหรัฐอเมริกาไม่ได้ต้องการทำสงครามใหญ่กับอิหร่าน เพราะจะทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางปั่นป่วนอย่างรุนแรง เป้าหมายของสหรัฐอเมริกาจึงอาจมีลักษณะดังต่อไปนี้คือ จำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ลดอิทธิพลของอิหร่านในตะวันออกกลาง บังคับให้อิหร่านกลับเข้าสู่การเจรจา กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ สหรัฐอเมริกาต้องการกดดันมากกว่าที่จะทำลาย แม้ว่าจะมีการพูดถึงการโจมตีอิหร่านอยู่เสมอ แต่ความจริงแล้วการทำเช่นนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอิหร่านไม่ใช่อิรักของ ซัดดัม ฮุสเซน เนื่องจากอิหร่านมีพื้นที่กว้างใหญ่ประชากรมากกว่า 90 ล้านคน กองทัพที่มีขีปนาวุธและโดรนจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ อิหร่านยังสามารถตอบโต้ได้หลายวิธี เช่น ปิดช่องแคบฮอร์มุซ โจมตีฐานทัพสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคตะวันออกกลาง ใช้กลุ่มพันธมิตรของอิหร่านโจมตีอิสราเอล ดังนั้น สงครามกับอิหร่านอาจลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคได้ง่าย

ในท้ายที่สุด คำถามสำคัญที่สุดก็คือ End Game ของเกมนี้คืออะไร?

มีความเป็นไปได้หลายอย่าง คือการทำลายโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองในอิหร่าน การสร้างดุลอำนาจใหม่ในตะวันออกกลาง แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดอิหร่านก็จะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพราะสำหรับชาวเปอร์เซียแล้ว การยอมจำนนต่อแรงกดดันจากต่างชาติเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับ ถ้ามองในเชิงประวัติศาสตร์แล้ว อารยธรรมเปอร์เซียได้ผ่านการรุกรานมานับครั้งไม่ถ้วน ตั้งแต่กรีกของอเล็กซานเดอร์ มองโกลของเจงกิสข่าน จนถึงมหาอำนาจตะวันตกในยุคอาณานิคม แต่เปอร์เซียก็ยังคงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้

ดังนั้น หากจะมีใครคิดว่าการโจมตีทางทหารโดยเฉพาะทางอากาศปราศจากกองกำลังทหารราบเข้ายึดพื้นที่เลยในระยะ 4-5 สัปดาห์จะสามารถเปลี่ยนแปลงอิหร่านได้อย่างง่ายดาย ก็คงเป็นการประเมินประวัติศาสตร์ของประเทศนี้ต่ำเกินไป ในกระดานหมากรุกโลกนั้น การเดินหมากหนึ่งครั้งอาจทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปทั้งกระดาน และการโจมตีอิหร่านก็อาจเป็นการเดินหมากที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของศตวรรษนี้ แต่ดังที่นักหมากรุกผู้ชำนาญย่อมรู้ดีว่าการคิดถึง End Game โดยไม่เข้าใจเกมทั้งหมด ย่อมเป็นความประมาทอย่างยิ่งและในเกมใหญ่ระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกาเกมนี้ยังห่างไกลจากคำว่า “จบกระดาน” อยู่มากนัก

ครับ! สรุปก็คือ สงครามครั้งนี้ในที่สุดจะเจ๊ากันครับทรัมป์และอิสราเอลจะประกาศว่าได้ทำลายศักยภาพทางการทหารของอิหร่านจนไม่เป็นภัยคุกคามได้อีกต่อไป แล้วก็ยุติการรบ ส่วนอิหร่านก็ไม่ยอมแพ้หรอกตราบใดที่ไม่มีการส่งกำลังรบของทหารราบ “ราชินีแห่งการรบ” เข้าไปยึดครองอิหร่านจากสหรัฐอเมริกาก็จบครับ