หน้าแรก คอลัมนิสต์ ผลการเลือกตั้...

ผลการเลือกตั้งของเนปาลในวันที่ 5 มีนาคม 2569 : บทเรียนสำหรับประเทศไทย

18.03.26 | 11:14 น.
ผลการเลือกตั้งของเนปาลในวันที่ 5 มีนาคม 2569

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ.2569 ที่ผ่านมา ประเทศเนปาลดินแดนแห่งเทือกเขาหิมาลัยที่ครั้งหนึ่งเคยมีการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก่อนจะเปลี่ยนผ่านเป็นสาธารณรัฐแบบสหพันธรัฐอย่างทุลักทุเลได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งประวัติศาสตร์ ผลการเลือกตั้งที่ออกมานั้นไม่ใช่แค่การเปลี่ยนตัวผู้เล่นในรัฐสภา แต่มันคือ แผ่นดินไหวทางการเมือง ที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างเราได้เป็นอย่างดีเพราะในศึกเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่การประท้วงครั้งมโหฬารที่นำโดยกลุ่ม Gen Z เมื่อปีที่แล้วซึ่งโค่นล้มรัฐบาลชุดก่อน จนต้องตั้งรัฐบาลชั่วคราวขึ้นจัดการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 6 เดือน ในครั้งนี้

ผลปรากฏว่า พรรคราสตรียะ สวาตันตรา (RSP) ซึ่งนำโดย นายบาเลนทรา ชาห์ (Balendra Shah) หรือ “บาเลน” นายกเทศมนตรีเมืองหลวงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล อดีตแร็พเปอร์และวิศวกรโครงสร้างวัย 35 ปี ได้สร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ ถล่มทลาย เอาชนะพรรคการเมืองเก่าแก่ทั้งพรรคคอมมิวนิสต์ (UML) และพรรคเนปาลคองเกรสที่ผลัดกันครองอำนาจมานานกว่า 3 ทศวรรษลงได้อย่างราบคาบ ปรากฏว่าพรรคราสตรียะ สวาตันตรา ได้รับ 182 ที่นั่งในการนับคะแนนขั้นสุดท้าย ซึ่งน้อยกว่า 2 ใน 3 ของเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเพียง 2 ที่นั่ง อย่างไรก็ตาม นี่คือชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุดของพรรคเดียวในเนปาลในรอบหลายทศวรรษ ส่วนพรรคเนปาลคองเกรสได้อันดับสองด้วย 38 ที่นั่ง ขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล (CPN-UML) ได้อันดับสามด้วย 25 ที่นั่ง อัตราผู้ออกมาใช้สิทธิอยู่ที่ประมาณ 60% จากผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบ 19 ล้านคน

สำหรับท่านผู้อ่านที่เคารพที่ยังไม่กระจ่างเรื่องกลุ่ม Gen Z ขอชี้แจงสั้นๆ ดังนี้ คือคำว่า Generation (Gen) หรือ “รุ่น” คือการจัดกลุ่มคนตามช่วงปีเกิด เพื่อช่วยให้เราเข้าใจความเชื่อ ทัศนคติ และพฤติกรรมที่แตกต่างกันไปตามสภาพสังคม เทคโนโลยี และเหตุการณ์สำคัญในยุคนั้นๆ ครับเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามักจะแบ่งกลุ่มหลักๆ ออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

1.Baby Boomer (เกิดระหว่าง พ.ศ.2489-2507) ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เน้นการฟื้นฟูประเทศและครอบครัว มีลักษณะเด่นทั่วไปคือ อดทน สู้งานหนัก เคารพกฎระเบียบ และมีความจงรักภักดีต่อองค์กรสูงคติประจำใจทั่วไปคือทำงานหนักเพื่อสร้างฐานะและอนาคตให้ลูกหลาน

2.Gen X (เกิดระหว่าง พ.ศ.2508-2523) ยุคที่เริ่มมีเทคโนโลยีเข้ามาประปราย เช่น โทรทัศน์สี หรือวิทยุเอฟเอ็ม มีลักษณะเด่นทั่วไปเป็นคนกลางระหว่างยุคเก่าและยุคใหม่ มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ชอบความสมดุลระหว่างงานกับชีวิต (Work-Life Balance) และเริ่มไม่ยึดติดกับองค์กรเท่า Boomer คติประจำใจทั่วไปคือทำงานเพื่อใช้ชีวิต ไม่ใช่มีชีวิตอยู่เพื่อทำงาน

Advertisement

3.Gen Y หรือ Millennials (เกิดระหว่าง พ.ศ.2524-2539) ยุคที่เติบโตมาพร้อมกับอินเตอร์เน็ตและการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัล มีลักษณะเด่นทั่วไปคือมั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงออก ชอบความรวดเร็ว และให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” ของสิ่งที่ทำมากกว่าแค่เงินเดือน คติประจำใจทั่วไป ต้องเก่ง ต้องไว และงานต้องมีความหมาย

4.Gen Z (เกิดระหว่าง พ.ศ.2540-2555) ยุค Digital Native หรือคนที่เกิดมาก็เจอกับสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียเลย มีลักษณะเด่นทั่วไป คือเรียนรู้ไวผ่านโลกออนไลน์ เปิดกว้างเรื่องความหลากหลาย (Diversity) และให้ความสำคัญกับประเด็นสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก มีคติประจำใจความเป็นตัวของตัวเองและความเท่าเทียมคือเรื่องสำคัญที่สุด และคน Gen Z เป็นคนรุ่นที่มีการศึกษามากที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ แต่คนหนุ่มสาวเหล่านี้กำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจโลกที่มอบโอกาสและความคล่องตัวน้อยกว่าที่พ่อแม่และปู่ย่าตายายของพวกเขาเคยได้รับอย่างมาก ประการที่สองสื่อสังคมออนไลน์ขยายทั้งความไม่พอใจและการเชื่อมต่อระหว่างกัน ทำให้เกิดความสามัคคีของเยาวชนทั้งภายในประเทศและข้ามพรมแดนในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก

5.Gen Alpha (เกิดระหว่าง พ.ศ.2556-ปัจจุบัน) เด็กยุค AI และหน้าจอสัมผัส (Touch Screen) อย่างเต็มรูปแบบ ลักษณะเด่น ปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีได้เหมือนเป็นอวัยวะที่ 33 มีแนวโน้มที่จะเรียนรู้ผ่านภาพและวิดีโอมากกว่าการอ่านตัวหนังสือยาวๆ

การแบ่ง Gen ไม่ได้มีไว้เพื่อตัดสินว่าใครดีกว่าใคร แต่มีไว้เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัยเพื่อให้คนในครอบครัวหรือที่ทำงานเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของกันและกัน สำหรับการสื่อสารเพื่อเลือกวิธีพูดหรือใช้สื่อให้เข้าถึงคนแต่ละกลุ่มได้ถูกต้องและการพัฒนา เพื่อสร้างนโยบายหรือสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกช่วงวัย

เนปาลเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติไม่มากเศรษฐกิจส่วนใหญ่พึ่งพาการเกษตรและเงินโอนกลับจากแรงงานที่ไปทำงานในต่างประเทศ ในแต่ละปี มีแรงงานเนปาลหลายแสนคนเดินทางไปทำงานในประเทศอ่าวเปอร์เซีย มาเลเซีย หรือเกาหลีใต้ รายได้จากแรงงานเหล่านี้กลายเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจประเทศแต่ในขณะเดียวกัน ประเทศก็ยังเผชิญปัญหาคอร์รัปชั่น การบริหารราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ และความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เมื่อการเลือกตั้งผ่านไปหลายครั้งโดยที่ชีวิตของประชาชนไม่ได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อชนชั้นนำทางการเมืองจึงค่อยๆ สะสมขึ้นนี่คือสิ่งที่นักรัฐศาสตร์เรียกว่า “political fatigue” หรือความเหนื่อยล้าทางการเมืองและความเหนื่อยล้านี้เองที่กลายเป็นเชื้อเพลิงสำคัญของการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในเนปาลครั้งนี้มาจากเหตุการณ์ในเดือนกันยายน พ.ศ.2568 เมื่อรัฐบาลเนปาลสั่งแบนโซเชียลมีเดีย จนเกิดการลุกฮือของคนรุ่นใหม่ที่เรียกว่า “Gen Z Uprising” ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 77 ราย และการเผารัฐสภาจนราบเป็นหน้ากลอง การเลือกตั้งวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา จึงเป็นการพิสูจน์ว่าพลังความโกรธแค้นในโลกออนไลน์สามารถเปลี่ยนเป็น คะแนนเสียงในหีบเลือกตั้งได้จริง

ที่ผ่านมา ผู้ปกครองไทยมักจะปรามาสเด็กๆ ว่า “ดีแต่พิมพ์” หรือ “การเมืองบนถนนไม่มีผลต่อการเลือกตั้ง” แต่เนปาลพิสูจน์แล้วว่า เมื่อคนรุ่นใหม่รวมตัวกันได้และมีพรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของเขาจริงๆ (อย่างพรรค RSP) พวกเขาสามารถคว่ำยักษ์ทางการเมืองได้ทุกตัว

บทเรียนสำหรับประเทศไทยคือ อย่าประมาทเสียงของประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เขาไม่ได้มองว่านักการเมืองคือเจ้าขุนมูลนาย แต่มองว่าเป็นลูกจ้าง ที่ต้องทำงานให้คุ้มค่าจ้าง ถ้าทำงานไม่ดีหรือเอาแต่คอร์รัปชั่น เขาก็แค่ไล่ออกผ่านคูหาเลือกตั้ง ถ้าเรายังไม่เรียนรู้จากเพื่อนบ้านในเอเชียใต้เราอาจจะเห็นแผ่นดินไหวทางการเมืองในไทยที่รุนแรงกว่าเนปาลก็เป็นได้ เพราะอีก 4 ปีข้างหน้าพวก Gen Z ก็จะอายุถึง 18 ปี สามารถลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไปได้ทุกคนแล้วนะครับ