หน้าแรก คอลัมนิสต์ พล.อ.นิพัทธ์ ...

พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก | ปิดช่องแคบฮอร์มุซ…นึกถึงแผนปิดกั้นเจ้าพระยา

22.03.26 | 12:30 น.

ช่องแคบฮอร์มุซ – สมัยอยุธยา…เคยสร้างป้อมปราการ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อสกัดเรือปืนของชาติตะวันตก…โดยจะใช้โซ่ขนาดยักษ์ขึง-โยง 2 ฝั่งแม่น้ำ ป้องกันเรือรบฮอลันดา …ที่คนไทยแทบไม่ค่อยมีใครเคยทราบ

(ภาพประกอบเนื้อเรื่องเป็นของต่างประเทศ เพื่อเป็นแนวคิด)

ย้อนไปราว 400 ปี สมัยแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดเกล้าฯให้สร้างป้อมเพื่อป้องกันข้าศึกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ป้อมแรก บริเวณทางเหนือของปากคลองบางหลวง (คลองบางกอกใหญ่) ตามคำแนะนำของ พระยาวิชาเยนทร์ หรือคอนสแตนติน ฟอลคอน ขุนนางชาวกรีกที่ได้กราบบังคมทูลขอให้ทรงสร้างเพื่อป้องกันเรือรบฮอลันดา (ชาวดัตช์)

เริ่มก่อสร้างป้อมแรก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2223 เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้ชื่อ ป้อมบางกอก หรือป้อมวิชาเยนทร์ (ปัจจุบันอยู่ฝั่งธนบุรี)

ป้อมที่สอง อยู่บริเวณฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศตะวันออก (ฝั่งกรุงเทพฯ)

Advertisement

“ป้อมวิชาเยนทร์” สร้างเสร็จก่อน เป็นรูปเป็นร่าง พอใช้การได้

ส่วนป้อมที่สองฝั่งกรุงเทพฯ ได้เพียงแค่ขึ้นโครง เมื่อพระเพทราชาชิงราชสมบัติจากสมเด็จพระนารายณ์ได้เรียบร้อย สั่งให้ทหารจากอยุธยาไปขับไล่ฝรั่งเศสออกไปจากแผ่นดินสยาม แล้วสั่งรื้อป้อมทิ้ง (พื้นที่ป้อมที่สองนี้ ปัจจุบันคือ พื้นที่ ร.ร.ราชินี)

ต่อมาในยุคสมเด็จพระเจ้าตากสินขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งกรุงธนบุรี ได้ทรงสร้างพระราชวังที่บริเวณพื้นที่ป้อมวิชาเยนทร์ ทรงปรับปรุงพื้นที่แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า ป้อมวิไชยประสิทธิ์

ป้อมวิไชยประสิทธิ์ เป็นป้อมก่ออิฐฉาบปูน มีกำแพงรูปแปดเหลี่ยม 2 ชั้น สร้างขนานกัน กำแพงชั้นในมีหอคอยกลมทรงสอบสองหลัง ตั้งอยู่บนกำแพงตรงมุมด้านทิศเหนือ และทิศใต้ ปัจจุบันอยู่ในบริเวณกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม บางกอกใหญ่

(ปัจจุบัน บริเวณกำแพงชั้นนอกของป้อม มีปืนใหญ่สมัยโบราณจำนวน 12 กระบอก ถัดมาทางทิศตะวันออกเป็นที่ตั้งของปืนใหญ่ 4 กระบอก กำแพงชั้นในเป็นที่ตั้งของเสาธงราชนาวี และธงผู้บัญชาการทหารเรือ)

ในยุคสมัยโน้น…กลุ่มประเทศตะวันตกใช้ “เรือปืน” เป็นเครื่องจักรสงคราม ออกไปแสวงหาทรัพยากรในดินแดนใหม่ๆ ทั่วโลก

แผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ มีขุนนางต่างชาติในราชสำนักให้คำปรึกษา (รวมถึงพ่อค้าจากดินแดนเปอร์เซีย ซึ่งต่อมาคือ อิหร่าน)

อยุธยาเป็นเมืองท่าที่คึกคัก รุ่งเรือง เฟื่องฟู มีผู้คนจากต่างถิ่นเข้ามาค้าขาย มีเรือสำเภาจากหลายชนชาติเข้ามาถึง บ้างก็มาตั้งรกราก ได้รับพระราชทานพื้นที่ตั้งชุมชน มีโบสถ์ มีโรงเรียนของแต่ละชุมชน

เรือสินค้า ทั้งหลายที่แล่นเข้ามา…มีอาวุธติดตั้ง มีทหารประจำเรือทุกลำ ชาวตะวันตก (ฝรั่ง) ด้วยกันเอง ก็ระแวง-ระวังกันเอง เมืองท่าต่างๆ ทั่วโลกต่างคิดหาวิธีป้องกันเมืองที่อยู่ริมแม่น้ำ ริมทะเล

การเจรจาเพื่อการค้า ใช้เรือปืนเป็นตัวตัดสิน

ชาวฝรั่งเศส คือ ผู้บุกเบิก ออกแบบ และวางรากฐานการสร้างป้อมคูประตูหอรบที่ทันสมัยในโลกยุคโน้น อิทธิพลฝรั่งเศสแผ่เข้ามาในเอเชีย มาเผยแพร่แนวคิดการสร้างป้อมในสยาม และในเวียดนาม ฝรั่งเศสมีพลังกดดัน ลัทธิการเมือง การทหารในทุกพื้นที่ของโลก

ยังมีป้อมเก่าฝรั่งเศส ณ เมืองวินห์ (Vinh) และเมืองเว้ (Hue) ในเวียดนาม ยังคงอยู่ในสภาพเดิมเพราะได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม

“ป้อมบางกอก” บนฝั่งธนบุรี อาจเป็นป้อมสไตล์ฝรั่งเศสแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อาจสร้างขึ้นก่อนป้อมในเวียดนามด้วยซ้ำไป

หอคอยและกำแพงรอบป้อมเป็นแนวคันดินถมสูงฉาบปูนเหมือนป้อมทั่วไปสมัยรัตนโกสินทร์ที่ยังมีให้เห็นในวันนี้ เช่น ป้อมมหากาฬ และป้อมพระสุเมรุ (ละครเรื่องบุพเพสันนิวาส นำเสนอได้อย่างยอดเยี่ยม)

แนวคิดการสร้างป้อมปืนที่บางกอกทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จะต้องมีปืนใหญ่ประจำการ ซึ่งควบคุมโดยชาวโปรตุเกส

จุดตาย จุดแตกหัก วิธีการสกัดเรือข้าศึกที่เข้ามา คือ จะมีการขึงสายโซ่อันใหญ่ขวางแม่น้ำระหว่างป้อมทั้งสองฟาก

หากแต่ ฉากทัศน์การขึงโซ่ยักษ์ ระหว่าง 2 ป้อม ก็มิได้เกิดขึ้น ด้วยเหตุการเปลี่ยนแผ่นดินจากการชิงราชสมบัติของพระเพทราชา ที่เกลียดชาวต่างชาติทั้งหมด ถึงขนาดสั่งทหารอยุธยาให้ทำสงครามขับไล่ชาวต่างชาติ (ผิวขาว) ออกไปให้หมด รวมถึงโบสถ์คริสต์

การก่อสร้างป้อมทั้ง 2 แห่งนี้แหละ คือ จุดจบอันน่าเศร้าของ โกษาเหล็ก ขุนนางผู้ซื่อสัตย์

กรณีป้อมวิไชยประสิทธิ์ หรือป้อมบางกอกในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ถือได้ว่าเป็นสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์ เป็นสิ่งแปลกใหม่ของชาวสยาม อีกทั้งยังต้องเกณฑ์ไพร่และใช้เงินมหาศาลในการสร้าง

ความขัดแย้งในราชสำนัก การแย่งชิงอำนาจ คือ ปัจจัยหลัก

มีการปล่อยข่าวว่า…มีขุนนางส่วนหนึ่ง “ลงขัน” กัน นำเงินไปให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) แม่ทัพที่แสนเก่งกาจในสมัยนั้น ซึ่งเป็นแม่ทัพคู่พระวรกายและเป็นดั่งพี่น้องของสมเด็จพระนารายณ์ เพื่อให้พยายามทูล “คัดค้าน” การสร้างป้อมดังกล่าวกับสมเด็จพระนารายณ์

ข่าวที่แพร่กระจาย คือ…ผู้ที่จะได้รับการยกเว้น ไม่ต้องไปทำงานสร้างป้อมบางกอก ก็ต้อง “จ่ายเงิน” ให้เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)

ข่าวนี้…เป็นความถึงพระกรรณสมเด็จพระนารายณ์ ว่าเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) “รับส่วย” จากขุนนางและไพร่พล ทำให้พระองค์กริ้วมาก จึงรับสั่งลงทัณฑ์เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ด้วยการลงหวายอย่างหนัก

มีบันทึกว่า เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ได้ถึงแก่อสัญกรรมหลังจากโดนลงทัณฑ์ไม่นาน

ขุนนางเหล่านั้นมีแกนนำคือ “พระเพทราชา” ที่แค้นเคืองต่อคอนสแตนติน ฟอลคอน มาตลอด ด้วยเหตุเป็นขุนนางชาวต่างชาติที่สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรด เจริญก้าวหน้าแซงขุนนางไทย และยังนำพาทหารฝรั่งเศสเข้ามาในอยุธยามากเกินความจำเป็น

จนเมื่อพระเพทราชาได้เสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์อาณาจักรอยุธยาต่อจากสมเด็จพระนารายณ์ จึงได้สั่งให้จับกุมเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ไปประหารชีวิตในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ.2231 ที่วัดซาก ใกล้พระตำหนักทะเลชุบศร จ.ลพบุรี อย่างทารุณ…

การก่อสร้างป้อมวิไชยประสิทธิ์ แห่งนี้ ถือได้ว่า…เป็นชนวนเหตุหนึ่ง ของการชิงราชบัลลังก์จากสมเด็จพระนารายณ์ และการขับไล่ชาวต่างชาติในราชสำนักทั้งปวง

ป้อมคู่แฝด ฝั่งกรุงเทพฯ ที่หายไป ก็เพราะพระเพทราชาได้สั่งให้รื้อป้อมทิ้ง ด้วยมีขนาดใหญ่ ชาวสยามไม่คุ้นเคยในการใช้งาน เหลือไว้เพียงป้อมทางฝั่งธนบุรีเท่านั้น

นี่คือช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทย ที่ถือว่าเคยมีแนวคิดการปิดกั้นแม่น้ำเจ้าพระยา “โดยการขึงโซ่” เพื่อสกัดเรืออริราชศัตรูที่จะเข้ามาทำอันตรายต่อบ้านเมือง…ซึ่งก็ถือว่า “ถูกต้อง-เหมาะสม” ตามแบบที่ชาวตะวันตกให้คำแนะนำ

เพราะในที่สุดก็เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 สงครามฝรั่งเศส-สยาม

13 กรกฎาคม พ.ศ.2436 (สมัยในหลวง ร.5) ทหารเรือสยามในป้อมพระจุลจอมเกล้ายิงเรือรบฝรั่งเศสเสียหาย โดยเรือรบฝรั่งเศสสามารถฝ่ากระสุนเข้ามาตามแม่น้ำเจ้าพระยา มาจอดเพื่อข่มขู่รัฐบาลสยามที่หน้าสถานทูตฝรั่งเศส สยามกระอักเพราะเรือปืนฝรั่งเศส

ขอวกเข้ามาเรื่อง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ครับ

ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) เป็นช่องแคบที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ ตั้งอยู่ระหว่างอ่าวโอมานทางตะวันออกเฉียงใต้กับอ่าวเปอร์เซียทางตะวันตกเฉียงใต้ ฝั่งทางตอนเหนือเป็นประเทศอิหร่าน ทางตอนใต้เป็นสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และแหลมมุซันดัม (Musandam) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศโอมาน

ช่องแคบนี้…ส่วนที่กว้างที่สุดคือ 54 กิโลเมตร เฉลี่ยในแต่ละวันจะมีเรือบรรทุกน้ำมัน 15 ลำที่บรรทุกน้ำมันราว 16.5-17 ล้านบาร์เรลที่ต้องผ่านฮอร์มุซที่สำคัญที่สุดในโลก คิดเป็น 40% ของการขนส่งทางเรือทั้งหมด และ 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก

อิหร่าน มาขอ “ท้ารบ” กับสหรัฐและยิวในทะเลตรงช่องแคบนี้

อิหร่านประกาศจะทำลายเรือขนส่งน้ำมันทุกลำ เท่ากับปิดช่องแคบโดยปริยาย เพื่อแสดงพลังอำนาจขุนศึกแห่งเปอร์เซีย

ทรัมป์..โกรธจัด ประกาศจะคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันทั้งปวง

ในขณะที่ ผบ.กองทัพเรือสหรัฐ ยอมรับว่า…ไม่สามารถจัดเรือคุ้มกัน (Escort) บรรดาเรือบรรทุกน้ำมันของชาติต่างๆ ได้ เพราะเป็นพื้นที่กว้างใหญ่มาก

2 สัปดาห์แรก กองทัพสหรัฐบดขยี้ ทำลายกำลังทางเรือรบขนาดใหญ่ของอิหร่านจนหมดสภาพ หากแต่อิหร่านยังมีเรือขนาดเล็กที่นำมาใช้ในการวางทุ่นระเบิด

กองทัพอิหร่านยังมีเสรีในการเลือกยิงเรือต่างๆ ได้ (รวมถึงเรือติดธงไทย) ยกเว้นเรือของพันธมิตรของอิหร่าน

ที่นึกไม่ถึง คือ อิหร่านกำลังมีรายได้มหึมาจากการ “ควบคุม-ผูกขาด” ช่องแคบนี้แต่ผู้เดียวอย่างเป็นกอบเป็นกำ

บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เปรียบเสมือน “สนามหลังบ้าน” ของอิหร่าน สามารถยิงขีปนาวุธและส่งโดรนโจมตีเรือต่างๆ ได้

เนื่องจากเส้นทางการเดินเรือในบางจุดอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านเพียง 3-4 ไมล์เท่านั้น ทำให้เวลาในการบินของโดรนและขีปนาวุธสั้นมาก ส่งผลให้เรือมีเวลาตอบโต้น้อยกว่า 2 นาที

มีเรือบังคับระยะไกลที่บรรทุกระเบิด ไปโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดิบที่จอดอยู่ในน่านน้ำอิรัก

สหรัฐพยายามร้องขอความร่วมมือจากนานาชาติให้ส่งเรือรบมาช่วยเปิดฮอร์มุซ…ช่วงแรกไม่มีชาติใดตอบรับ

(กลางดึก 19 มี.ค.69 ขณะที่ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่นได้พบกับทรัมป์ในทำเนียบขาว มีข่าวว่า ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ เปลี่ยนใจ…“ตอบรับ” จะส่งกำลังไปช่วยดูแลฮอร์มุซ)

อิหร่านมีทุ่นระเบิดในทะเลที่มีประสิทธิภาพหลากหลายชนิด บางชนิดมีความเรียบง่ายกว่าชนิดอื่น ซึ่งสามารถติดตั้งได้ใต้ผิวน้ำหรือยึดติดกับพื้นทะเลและจุดระเบิดได้ลึกถึง 164 ฟุตใต้ผิวน้ำ

อิหร่านมีเรือวางทุ่นระเบิดแบบดั้งเดิม แต่ก็สามารถใช้เรือประมงและเรือขนาดเล็กอื่นๆ ได้เช่นกัน

ทุ่นระเบิดทางทะเลเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรง 1 ในทุ่นระเบิดที่อิหร่านมีอยู่คือ Maham-3 ซึ่งใช้เซ็นเซอร์แม่เหล็กและเสียง แทนที่จะทำงานโดยเรือวิ่งไปชนแบบสมัยอดีตสงครามโลกครั้งที่ 2

ช่องแคบนี้มีเกาะสำคัญ 8 เกาะ โดย 7 เกาะอยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่าน ทั้งอิหร่านและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีความเห็นไม่ตรงกันเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของเกาะ

ชายฝั่งอ่าวเปอร์เซียของอิหร่านไม่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของมนุษย์ เนื่องจากทั้งภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัด กรกฎาคมและสิงหาคมเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด ฝุ่นละออง หมอกในตอนเช้า และหมอกควัน ทำให้ทัศนวิสัยในช่องแคบจำกัด ลมทะเลที่พัดต่อเนื่องและเมื่อพัดแรงที่สุด อาจเป็นอันตรายต่อการปฏิบัติงานขนถ่ายน้ำมันของ เรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย

กลางเดือนมีนาคม 2569 สหรัฐกำลังเสริมเพิ่มกำลังรบเข้าไปในสมรภูมิตะวันออกกลาง ในขณะที่อิหร่านขอ “ลากศึกนี้ให้ยืนยาว”

คู่สงครามกำลังแข่งกัน บดขยี้ทำลายล้างแหล่งผลิต-เก็บสำรอง น้ำมันขนาดใหญ่ที่เป็นหายนะของโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ชาวโลกส่วนหนึ่งกำลังลำบากยากแค้นเพราะขาดแคลนน้ำมัน ก๊าซ แต่ก็มี “ใครบางคน” มีความสุข ร่ำรวยจากสงครามนี้

สำหรับใครบางคน…หายนะครั้งนี้ คือ โอกาสทอง