คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ว่าด้วยเรื่อง Empathy ในยามยาก
(หากไม่มีน้ำมัน ทำไมไม่เติม V Power หรือซื้อรถ EV ละจ๊ะ?)
ในปัจจุบันเป็นที่ทราบกันส่วนใหญ่แล้วว่าวรรคอันเป็นมลทินที่ว่า “ก็ให้พวกเขากินเค้กสิ” (Qu’ils mangent de la brioche) ในยามไม่มีขนมปังนั้น พระนางมารี อ็องตัวเน็ต มิได้ทรงตรัสไว้
เพียงแต่ประโยคนี้ถูกนำมาใช้เพื่อ “สุมไฟ” โดยฝ่ายปฏิวัติเพื่อให้ผู้ฟังรู้สึกโกรธแค้นราชวงศ์ผู้ปกครองประเทศฝรั่งเศส ถูกกล่าวซ้ำทำเพิ่มกันมาเรื่อยๆ เพื่อหมายให้ผู้ถูกกล่าวหาว่าพูดหรือแสดงความเห็นด้วยประโยคอันมีการใช้ตรรกะความคิดเช่นนี้เป็นช่างดูดายไม่แยแสในความเดือดร้อนทุกข์ยากของประชาชน โดยไล่ให้ไปบริโภคสิ่งที่มีราคาแพงหรือหรูหรากว่าทั้งๆ ที่ของธรรมดาสามัญยังหาประทังชีวิตไม่ได้เลย สมควรแล้วที่จะจับไปขึ้นกิโยตีนแล้วแห่หัว
มันจึงเป็นการใส่ร้ายป้ายสีโดยแท้ เพราะคนสติดีๆ มีระดับวิจารณญาณปกติคงไม่มีใครใช้คำพูดคำจาในทำนองที่ให้คนที่กำลังเดือดร้อนด้วยความขาดแคลนไปหาของทดแทนด้วยของที่มีราคาสูงกว่า ซึ่งบางครั้งก็ไม่ใช่ของที่แทนกันได้ หรือออกความเห็นในทางที่ว่าตัวเองก็ไม่เห็นขาดแคลนอะไร เพราะก็ยังหายังซื้อได้อยู่เพียงยอมจ่ายแพงหน่อย หรือตนจัดการได้ดีได้ฉลาดและมองการณ์ไกลจึงไม่มีปัญหาอะไร
เมื่อมีผู้แชร์เรื่องราวที่นักการเมืองท้องถิ่นท่านหนึ่งโพสต์แสดงใบเสร็จน้ำมันชนิดพรีเมียมอย่าง V-Power Gasohol 95 ราคาหย่อนอีกไม่ถึงร้อยก็สองพันบาท พร้อมระบุข้อความประกอบว่าตัวเขานั้นเพิ่งจะเติมน้ำมันได้เต็มถังไป ไหนใครว่าไม่มีน้ำมัน ทั้งที่ความเดือดร้อนของประชาชนในขณะนี้คือภาวะขาดแคลนน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการขนส่ง รวมถึงน้ำมันเบนซินเกรดธรรมดา 95/91 หรือ E20 ดังนั้นโพสต์ดังกล่าวจึงราวกับไม่แยแสต่อบริบทความทุกข์ยากของเพื่อนร่วมสังคม ไม่ต่างจากการพูดใส่หน้าว่า “ไม่มีดีเซลหรือ 95/91 ก็ไปเติม V Power 95 หรือพวกน้ำมันเกรดพรีเมียมสิจ๊ะ”
ท่ามกลางสภาวะวิกฤตที่ประเทศไทยและประชาคมโลกกำลังรับมือกับสงครามในตะวันออกกลางที่ยังมองไม่เห็นจุดจบ วิกฤตการณ์น้ำมันขาดแคลนอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะลุกลามบานปลายไปสู่วิกฤตพลังงานทั้งระบบ ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่ทางเศรษฐกิจอื่นๆ แต่ถึงอย่างนั้นผลกระทบที่จะตกลงบนวิถีชีวิตของผู้คนในระดับปัจเจกก็ยังอาจหนักเบาไม่เท่ากัน
เช่นเดียวกันกับในทุกวิกฤตที่มักจะมีความเหลื่อมล้ำปรากฏขึ้นในหลายรูปแบบ แน่นอนว่าย่อมมีคนกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้อยมากหรือแทบไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย โดยฉนวนหรือกันชนจากวิกฤตนั้นอาจเกิดจากฐานะทางเศรษฐกิจที่อาจจะทำให้แค่ต้องจ่ายแพงขึ้นนิดๆ หน่อยๆ หรืออภิสิทธิ์ทางสังคมที่ทำให้ต้องใช้การกดโทรศัพท์หรือส่ง LINE ไต่ถามบ้างเพื่อให้เข้าถึงทรัพยากรที่เคยเข้าถึงได้ง่ายในสภาวะปกติ หรือความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีและทรัพยากรที่เหนือกว่าคนทั่วไป รวมถึงกรณีที่ต้องยอมรับด้วยว่าเป็นผลจากศักยภาพส่วนบุคคลอย่างแท้จริง เช่นกลุ่มที่มีวิสัยทัศน์มองการณ์ไกลจนสามารถรับมือล่วงหน้าและมีศักยภาพพอที่จะทำได้ เช่นกลุ่มคนที่ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของตนไปสู่พลังงานทางเลือกอย่างเต็มรูปแบบแล้วก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จนหลุดพ้นจากการพึ่งพาโครงสร้างพลังงานฟอสซิลที่เป็นต้นตอของปัญหาไปล่วงหน้าแล้ว
ถึงกระนั้น ผลกระทบที่ได้รับจากวิกฤตนี้จะมากน้อยเพียงใดและมาจากต้นทุนหรือเหตุปัจจัยใด แต่ตราบเท่าที่เรายังคงต้องร่วมอาศัยอยู่ในสังคมเดียวกัน สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่มนุษย์ควรมีให้กันในยามยากลำบากเช่นนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า “ความเห็นอกเห็นใจต่อสุขทุกข์ของผู้อื่น” หรือ Empathy ซึ่งในทางพุทธศาสนานั้นเป็นส่วนผสมของทั้งเมตตาธรรมและมุทิตาธรรม
Empathy ถือเป็นความสามารถทางอารมณ์และสติปัญญาของมนุษย์ตลอดจนสัตว์ชั้นสูงในอันที่จะสามารถรับรู้และเข้าอกเข้าใจถึงความรู้สึกไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ของผู้อื่นได้แม้ว่าตนเองจะไม่ได้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นก็ตาม มันคือความสามารถที่จะร่วมรับรู้และรู้สึกไปกับความยากลำบากของเพื่อนมนุษย์แม้ว่าชีวิตตนเองจะยังคงสุขสบายดี รวมถึงในทางกลับกันคือการร่วมยินดีไปกับความสุขของผู้อื่นได้แม้ในยามที่ตนเองกำลังเผชิญกับความทุกข์ได้ด้วย
ในสภาวะวิกฤตการณ์ที่กำลังจะต้องรับมือนี้ สิ่งที่อยากจะร้องขอหากเป็นไปได้ คือ Empathy ของคนกลุ่มที่ “เดือดร้อนน้อย” กว่าคนอื่น หรือ “ไม่ค่อยเดือดร้อน” นี่แหละ
เพราะหากมี Empathy สักนิด นักการเมืองท้องถิ่นท่านนั้นคงจะไม่โพสต์อะไรแบบไม่คิดหน้าคิดหลังเช่นนั้น แม้ว่าท่านจะหาน้ำมัน V Power เติมรถได้ แต่ Empathy ก็จะช่วยให้ท่านระลึกว่ามีคนที่กำลังหวั่นวิตกว่าน้ำมันกำลังจะหมดถังกลางทางแต่ปั๊มที่ผ่านมาเกือบข้ามจังหวัดนั้นไม่มีให้เติมเลย หรือชาวนาที่ข้าวสุกเหลืองเต็มนาแต่ไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้เพราะหาน้ำมันมาเติมรถเกี่ยวไม่ได้ เขาก็คงจะไม่โพสต์อะไรแบบนั้นแน่ๆ
เช่นเดียวกับคนที่ใช้รถ EV ที่มี Empathy ก็คงจะไม่โพสต์เย้ยหยันคนใช้รถน้ำมันว่า “แบตเราชาร์จเต็มแล้ว รถเธอหาน้ำมันเติมเต็มถังได้หรือยัง” หากระลึกถึงความรู้สึกตอนที่แบตตัวเองใกล้หมดแต่หาที่ชาร์จไม่ได้และอยู่ในถิ่นที่ไม่รู้จักนั้นมันเป็นสภาวะที่ตึงเครียดเพียงใด และหากเขาทราบว่า ไฟฟ้าที่เขาใช้ชาร์จรถยนต์นั้นสำหรับประเทศไทยส่วนใหญ่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งก๊าซธรรมชาติ 30-40% นำเข้ามาจากประเทศกาตาร์ที่เพิ่งถูกอิหร่านบอมบ์แหล่งผลิตที่สำคัญไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว และหากเกิดวิกฤตพลังงานอย่างยาวนานจริง ในที่สุดการใช้ไฟฟ้าชาร์จรถก็อาจจะได้รับผลกระทบ แม้ตามความเป็นจริงจะอยู่ในคิวกลางๆ ค่อนไปทางหลังก็ตาม
รวมถึงคนที่มี Empathy คงไม่โพสต์ในทำนองที่ว่า ผมไม่เห็นเดือดร้อนสักนิด เพราะเป็นคนมองการณ์ไกล ซื้อ Tesla มาขับตั้งนานแล้ว ไม่เหมือนพวกท่านที่เอาแต่ประมาท แล้วพอวิกฤตมาก็หน้าแห้งโทษรัฐบาลไม่โทษตัวเอง
ข้อสังเกตส่วนตัวเห็นว่า คนที่ขาด Empathy บางคนนั้นอาจเกิดจากปมในใจที่คิดว่าตัวเองนั้นเก่งวิเศษกว่าใคร โดยเฉพาะในหมู่คนชั้นกลางที่หัวไม่ถึงฟ้า ขาไม่ถึงดิน คือรู้ทั้งรู้ว่าตัวเองนั้นไม่นับเป็นคนชั้นสูงไม่ว่าจะชาติกำเนิดอันชัดเจน ฐานะทางเศรษฐกิจที่ชี้วัดได้ง่ายจากสินทรัพย์ หรือแม้แต่ความรู้ความสามารถ ทักษะ ชื่อเสียง คือเป็นคนกลางๆ ไปทั้งหมด มีฐานะดีแต่ก็ไม่เรียกว่าระดับมหาเศรษฐี มีชื่อเสียงบ้างคนพอจะจำได้ในโลกโซเชียลแต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดออกหนังสือขายแล้วจะมีคนมาซื้อ นามสกุลพอคุ้นๆ แต่ก็ไม่ใช่ราชสกุล หากคนพวกนี้ก็ยอมรับได้ยากเช่นกันว่าตัวเองเป็น “คนธรรมดาสามัญ” ไม่ต่างจากพวกสามัญชนคนทุกข์ยากหาน้ำมันเติมรถไม่ได้ทั่วไป
ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้แสดงว่าตัวเองนั้น “พิเศษเหนือใคร” คนพวกนี้จึงมักจะแสดงออกซึ่งความ “ภาคภูมิใจ” อย่าง “ยโสโอหัง” ในความเหนือกว่าผู้อื่นของตน
ในทางศาสนาคริสต์แล้ว การขาด Empathy ต่อผู้อื่นจนกลายเป็นความภาคภูมิใจว่าตนมีคุณวิเศษเหนือยิ่งกว่าคนอื่นจนไม่เห็นหัวผู้ใดนั้นเป็นหนทางไปสู่ความยโสโอหัง (Pride) ซึ่งถือเป็นบาปอันร้ายแรงที่สุดในบรรดาบาปทั้งเจ็ดประการ นั่นเพราะบาปนี้จะนำไปสู่ความคิดว่าตนเองนั้นยิ่งใหญ่จนเทียบเท่าพระเจ้าและท้าทายพระเจ้าได้ ซึ่งเจ้าผู้ครองบาปนี้คือปิศาจที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัฒนธรรมป๊อป คือ ลูซิเฟอร์ (Lucifer) ผู้ก่อกบฏต่อสวรรค์ในตำนานนั่นเอง
ชะตากรรมของลูซิเฟอร์นั้นถูกบันทึกไว้ในหนังสืออิสยาห์ 14:12 และเอเสเคียล 28:12-17 คือจากเจ้าผู้ส่องแสง โอรสแห่งรุ่งอรุณ ก็ถูกเหวี่ยงจากฟ้าสวรรค์ลงมายังพื้นดินอย่างไร้เกียรติ และจิตใจอันผยองนั้นก็ทำให้ปัญญาวิปริตไป และถูกผู้คนทั้งหลายดูหมิ่นดูแคลนว่านี่หรือผู้ที่ทำให้โลกสั่นสะเทือน ที่เคยเขย่าอาณาจักรทั้งหลาย (ซึ่งเรื่องนี้ในทางวิชาการเชื่อว่าเป็นการเปรียบเปรยถึงพระเจ้าเนบูคัดเนซซาร์ที่ 2 แห่งบาบิโลน มิได้หมายความถึงทูตสวรรค์นามนี้โดยตรง แต่เป็นการแปลความคลาดเคลื่อนระหว่างภาษา)
เช่นเดียวกับชะตากรรมของนักการเมืองท้องถิ่นผู้เติม V Power ท่านนั้นก็น่าจะเหมือนถูกเหวี่ยงลงดินไม่ต่างจากลูซิเฟอร์ คือเป็นนักการเมืองท้องถิ่นอาจจะไม่ต้องดังระดับประเทศ แต่ก็คงเป็นที่รู้จักในเขตจังหวัด แต่ในวันนี้คนเกือบทั้งประเทศน่าจะรู้จักชื่อ รู้จักหน้า ไปยันชื่อพ่อชื่อแม่ของเขาเสียแล้ว จนถึงกับต้องออกมาวอนขอชาวเน็ตว่าอยากด่าเขาก็ด่า แต่ขออย่าลามไปทัวร์ลงถึงบุพการี
อันที่จริงภาพแบบนี้ก็เคยเกิดมาให้เป็นบทเรียนแล้วสำหรับคนที่ความจำไม่สั้น คือในช่วงที่ COVID-19 ระบาด ที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับวัคซีนกันโดยทั่วถึง โดยเฉพาะวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก คนส่วนใหญ่ก็ยอมที่จะรอเพื่อให้ผู้ที่จำเป็นกว่าคือแพทย์ พยาบาลที่อยู่ด่านหน้าและกลุ่มเปราะบางได้รับวัคซีนก่อน แต่ก็ดันมีคนกลุ่มที่ควรจะต้องรออย่างใครเขาแต่ได้เข้าถึงวัคซีนอย่างดีด้วยวิธีพิเศษได้ฉีดก่อน ฉีดไม่ฉีดเปล่ายังเอามาโพสต์อวด ตอนนั้นก็โดนทัวร์ลงกันไป ซึ่งเรื่องในคราวนั้นก็น่าจะนำมาใช้เป็นบทเรียนในคราวนี้ได้เช่นกัน
ส่วนการขาดความเมตตากรุณาหรือไม่มี Empathy ในทางพระพุทธศาสนาอาจจะไม่ถึงกับบาปหนาตกนรกอะไร เพียงเป็นผู้ขาดไร้หลักธรรมประจำใจ แต่ก็ทำให้ตกเป็นผู้ไม่น่ารัก ไม่น่าคบหา หรือผู้ที่เคยโพสต์ด้วยความฮึกเหิมที่ตัวเองไม่ได้เดือดร้อนไปกับการที่น้ำมันขาดแคลนนั้นลองวัดประเมินดูเถิดว่า ตัวเองมีผู้รักผู้นิยมหรือมีใครมาติดตามเพิ่มขึ้นเท่าไรเมื่อเทียบกับคนที่มาสาปแช่งหรือแชร์ไปด่า
การขาด Empathy แล้วทำตัวเหนือกว่าผู้อื่นเพื่อสำแดงคุณวิเศษแห่งตนเพียงเพื่ออยากเรียกความมั่นใจว่าฉันเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ “เหนือชั้น” กว่าคนสามัญทั่วไปจึงไม่ได้เดือดร้อนไปด้วย ในยามที่ผู้คนทั้งหลายต้องต่อสู้กับสภาวะวิกฤต จึงเป็นบาปที่อาจจะได้รับผลสนองทันตาไม่ต้องรอไปรอชาติไหน

