การเขียนเป็นทักษะ (Skill) ที่สามารถฝึกฝนได้ เกิดจากการอ่าน ฟัง ศึกษาค้นคว้า หาประสบการณ์และการลงมือเขียนเป็นประจำสม่ำเสมอ กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว ฉันใดการเป็นนักเขียน จึงไม่อาจฝึกให้เป็นได้ในวันเดียวฉันนั้น
อยากเป็นนักเขียนจะต้องฝึกฝนอยู่ตลอดเวลายิ่งฝึกเขียนตั้งแต่เล็กๆ ยิ่งได้ผลดี สำหรับผู้ที่ไม่มีโอกาส ได้ฝึกฝนมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่มีครูและผู้ปกครองที่ใส่ใจในเรื่องนี้ ก็สามารถฝึกฝนให้เป็นนักเขียนที่โด่งดังได้ในภายหลัง เพราะการเขียนไม่ได้เป็นพรสวรรค์แต่เป็นพรแสวง ขอแต่ให้มีความมุ่งมั่นตั้งใจพยายาม อ่าน ฟัง หาประสบการณ์ให้มาก และต้องลงมือเขียนด้วย ถึงแม้จะชอบอ่าน ชอบฟังและชอบพูดก็ตาม
การลงมือเขียนจะทำให้ความคิดต่างๆ แล่นจากสมองมาสู่มือ ทำให้สามารถเขียนได้ทันที บางคนชอบบ่นว่าอยากเป็นนักเขียน แต่จะเป็นนักเขียนได้อย่างไร ถ้าไม่ลงมือเขียนสักที และข้อสำคัญไม่ชอบอ่านอีกด้วย
การเขียนจะต้องมีวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมายที่วางไว้เช่น ถ้าเป็นนักเขียนนวนิยายจะต้องสร้างจินตนาการและเขียนตามจินตนาการที่วาดไว้ การเขียนนวนิยายจะต้องมีพล็อตเรื่องหรือโครงเรื่อง (Plot) มีธีม (Them) คือแนวของเรื่อง มีข้อขัดแย้ง (conflict) และมีจุดจบ Climax โดยมีการดำเนินเรื่องและวรรณศิลป์ที่น่าติดตาม ถ้าเป็นนักเขียนเรื่องท่องเที่ยวจะต้องวางแผนหรือมีเป้าหมายที่จะเขียนเรื่องอะไร จะต้องมีข้อมูลท่องเที่ยวหาประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เขียนและค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากสื่อต่างๆ เพิ่มเติม การท่องเที่ยวอาจเขียนได้ทั้งนวนิยายและสารคดี ส่วนการเขียนสารคดีต้องมีโครงเรื่อง (Outline) และมีธีมเช่นเดียวกัน
นักเขียนมีหลายประเภทตามแนวถนัด ตามความสนใจ และพื้นฐานความรู้ของแต่ละคน เช่น นักเขียนนวนิยาย นักเขียนสารคดี นักเขียนบทความเชิงวิชาการ นักเขียนบทความทั่วๆ ไป นักเขียนเรื่องการเมือง นักเขียนนิทาน การ์ตูน นักเขียนหรือนักแต่งเพลง และนักเขียนร้อยกรอง ประเภทต่างๆ เป็นต้น
นักเขียนจะต้องศึกษารูปแบบ แนวการเขียนประเภทต่างๆ ที่ตนชอบ จะต้องรู้จักวิธีขึ้นต้นและลงท้ายหรือตอนจบให้น่าสนใจ นอกจากนั้นวิธีการเขียนจะต้องรู้จักการจัดหน้ากระดาษ ย่อหน้า และเว้นวรรค ให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่องในแต่ละตอน ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านสบายตา ไม่เมื่อยสายตา การเว้นว่าง ทำให้เข้าใจง่ายขึ้นและไม่เบื่อที่จะอ่านต่อไปเรื่อยๆ จนจบ ครูผู้สอนเป็นบุคคลสำคัญที่จะต้องเป็นโค้ชหรือผู้ฝึกสอนให้เด็กได้ฝึกเขียนตั้งแต่เด็กๆ โดยฝึกเขียนสมุดบันทึกประจำวัน และเขียนเรียงความเรื่องใกล้ๆ ตัว เด็กก่อน เช่น บ้านของฉัน พ่อแม่ของฉัน ป้าลุงของฉัน พี่ของฉัน สุนัขของฉัน ของเล่นของฉัน หนังสือที่ฉันชอบอ่าน ฯลฯ หลังจากนั้นจึงให้เขียนเรื่องไกลตัวออกไป อาจเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน และในชุมชนเป็นต้น ต่อมาจึงให้เด็กเขียนเรื่องที่ตนสนใจ ตามความถนัดของแต่ละคนหลังจากนั้นจึงฝึกให้เขียนรายงานให้ถูกต้อง ค้นคว้าด้วยตนเองไม่ลอกคนอื่น
หลังจากฝึกเขียนร้อยแก้วแล้ว ก็ฝึกเขียนร้อยกรองประเภทต่างๆ แนะให้รู้จักอ่านหนังสือดีที่ได้รับรางวัล หนังสือวรรณคดีแบบฉบับ เช่น ขุนช้างขุนแผน อิเหนา พระอภัยมณี รามเกียรติ์ ฯลฯ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ สามารถเป็นนักเขียนได้ จากการอ่านวรรณคดี เหล่านี้เป็นพื้นฐาน และต่อไปเด็กจะหาหนังสือที่สนใจอ่านด้วยตนเอง จากห้องสมุดโรงเรียน จากการซื้อเองหรือจากครู และผู้ปกครอง ช่วยแนะนำหนังสือดีๆ ให้กับเด็ก (ครูหรือบรรณารักษ์ต้องแนะนำให้เด็กบันทึกรายชื่อหนังสือที่อ่าน)
มีหลักอยู่ว่าจงเขียนเมื่ออยากเขียน จงเขียนเมื่อระลึกได้ จำได้หรือสัมผัสได้ อย่ารีรอที่จะเขียน มิฉะนั้นจะลืม อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง การเขียนไม่จำกัดเวลาสถานที่ (แต่ต้องดูความเหมาะสมกับกาลเทศะ) ถ้ากำลังนอนอยู่เกิดจำได้ หรือคิดได้จะต้องรีบลุกขึ้นมาเขียนทันที เขียนเมื่อเกิดอารมณ์ที่จะเขียน หรือกำลังมีจินตนาการอันบรรเจิด ให้รีบลงมือเขียนทันที แต่บางคนอาจมีนิสัยหรือความชอบส่วนตัว แตกต่างกัน บางคนต้องเลือกเวลาและสถานที่เพื่อสร้างจินตนาการก็อาจเป็นไปได้ แต่โดยทั่วๆ ไป นักเขียนที่ดีย่อมจะเขียนได้ทันที เมื่อมีจินตนาการและมีข้อมูลพร้อมแต่อย่าลืมพกสมุดบันทึกติดตัวด้วยทุกครั้งให้เป็นนิสัย และเวลาเขียน ตัวสะกดการันต์ ต้องมีพจนานุกรมคอยตรวจสอบความถูกต้องทุกครั้ง
อย่าลืมว่าอยากเป็นนักเขียนต้องอ่านมากๆ โดยเฉพาะสื่อดีๆ มีคุณภาพ เขียนโดยนักเขียนที่ชื่นชอบ เพื่อเป็นโมเดลในการเขียน และผลพลอยได้ อาจทำให้ร่ำรวยได้ เพราะมีเศรษฐีคนหนึ่งบอกว่า “เขาร่ำรวยขึ้นมาได้จากการอ่านหนังสือ” ซึ่งเป็นเรื่องจริง เพราะการอ่านหนังสือทุกประเภทโดยเฉพาะหนังสือธุรกิจ และหนังสือประเภท “How To : ทำอะไรก็ได้ง่ายจัง” บอกขั้นตอนให้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เช่น ทำโรงรถ ทาสีบ้าน ทำปุ๋ย ซ่อมรถ ฯลฯ ทำให้สามารถทำเป็นธุรกิจได้และลดค่าใช้จ่ายเพราะสามารถซ่อมและประดิษฐ์สิ่งของได้เองและเปลี่ยนความรู้ให้เป็นอาชีพได้
ยิ่งไปกว่านั้นผลพลอยได้ที่สำคัญคือการเขียนอยู่เป็นประจำ เป็นการลับสมองทำให้ไม่เป็นโรคความจำเสื่อม ทำให้ลดการพึ่งยา ชะลอโรคสมองเสื่อม (Alzheimer?s disease) และยังประหยัดค่ายารักษาโรคได้อีกด้วย
การเป็นนักเขียนนอกจากฝึกฝนด้วยตนเองแล้ว ถ้าได้รับการส่งเสริมแนะแนว หรือฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น ครูนักเขียน บรรณารักษ์และนักเขียนที่มีชื่อเสียง ขอความร่วมมือกับผู้ปกครองในการเชิญวิทยากรซึ่งอาจเป็นผู้ปกครองเองที่มีความสามารถ ปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อนครูและศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง เป็นต้น วิทยากรมีเทคนิคในการสอนให้สนุกทำให้ผู้เข้ารับการอบรมสนุกสนานไปด้วย ยิ่งไปนอกสถานที่เด็กยิ่งชอบเกิดจินตนาการและแรงบันดาลใจได้เป็นอย่างดี
วิทยากรเหล่านี้จะแนะนำเคล็ดลับในการเขียนและฝึกฝนให้เข้าใจง่ายอย่างรวดเร็ว เมื่อเรียนรู้เทคนิคในการเขียนแล้วนักเขียนน้อยเหล่านี้ อาจจะเป็นนักเขียนที่เก่งได้ในอนาคต นักเขียนกลอนหลายคนสารภาพว่าที่เป็นนักเขียนกลอนได้ มีชื่อเสียงได้เพราะได้อาจารย์ดี สอนหรือแนะเทคนิคการเขียนตั้งแต่ระดับประถม-มัธยมศึกษา ต่อมาจึงฝึกฝนด้วยตนเองด้วยใจรัก จนเป็นนักเขียนกลอนระดับแนวหน้าได้
ในขณะเดียวกันการเขียนบทความเชิงวิชาการ การเขียนหนังสือสารคดี ถ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้เขียนเรื่องนั้นๆ ข้อคิดต่างๆ ที่เขียนลงในวารสาร หรือโดยเฉพาะลงในหนังสือพิมพ์ ซึ่งต้องการความรวดเร็วในการผลิตโดยเฉพาะ ส่วนมากจะเป็นข้อเขียนที่แสดงความคิดเห็น ที่ไม่ได้อ้างอิงใครมา ถือได้ว่าเป็นข้อเขียนที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะเขียนจากประสบการณ์และการอ่านการค้นคว้ามามาก ทำให้สะสมความรู้เป็นคลังข้อมูล ที่นำมาเขียนได้อย่างน่าเชื่อถือ มีคุณค่า จึงไม่จำเป็นจะต้องมีฟุตโน้ตหรือเชิงอรรถ ให้รกรุงรัง (แต่อาจอ้างอิงได้ตามความเหมาะสมที่คิดว่าจำเป็น) มีแต่นักเขียนคนอื่นๆ จะนำไปอ้างอิงมากกว่า เพราะถือว่าเป็นปรมาจารย์ในเรื่องนั้นๆ
การเขียนรายงานการวิจัยลงในหนังสือพิมพ์ก็เช่นเดียวกัน เพื่อให้อ่านง่าย เข้าใจง่ายสำหรับประชาชนทั่วไป ซึ่งอาจจะใช่หรือไม่ใช่นักวิชาการ ก็สามารถตัดฟุตโน้ตหรือเชิงอรรถออกได้เช่นเดียวกัน
ดังที่สุจิตต์ วงษ์เทศ (สยามประเทศไทย มติชนรายวัน11 ม.ค.59 : 4) กล่าวถึงกรณีที่ไม่ทำฟุตโน้ตในงานเขียนทั้งหมดของตัวเอง “เพราะผมไม่ได้ทำงานวิชาการ ค้นคว้าวิจัย แต่ถือเป็นงานประเภทคอลัมน์ สารคดี แบ่งปันความรู้สู่สาธารณะไม่มีรูปแบบตายตัว เหมือนงานวิชาการ… เพื่อคนอ่านทั่วไปเป็นสามัญชนไม่ใช่นักวิชาการเข้าถึงได้รวดเร็วจึงไม่มีเวลา และที่ว่างสำหรับฟุตโน้ต”
ครั้งหนึ่งอาจารย์ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ เคยกล่าวไว้ขณะที่กำลังสอนวิชาภาษาไทยนิสิตปริญญาโท จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า “หนังสือพิมพ์รายวันต้องทำทุกวัน ต้องรีบเร่ง ดังนั้นอาจผิดพลาดด้านตัวอักษรตัวสะกดการันต์บ้าง ผู้อ่านอย่าได้ยึดถือตามตัวสะกดการันต์ ที่สงสัยนั้นๆ ควรค้นคว้าเพิ่มเติมจากพจนานุกรม” แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเข้าใจ แต่อยากให้หนังสือพิมพ์ทั้งหลายได้ตรวจสอบตัวสะกดการันต์ให้ถูกต้องจากพจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งควรมีไว้ประจำที่สำนักพิมพ์ เพื่อให้ผิดพลาดน้อยที่สุด เพราะเด็กไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยขยันเปิดพจนานุกรมหรือ Dictionary ชอบจำจากสิ่งที่อ่าน ชอบถามครูและถามเพื่อนมากกว่าซึ่งผิดพลาดได้ เพราะครูก็ต้องเปิดพจนานุกรมเหมือนกัน
การเขียนสารคดีแตกต่างจากการเขียนนวนิยาย เพราะสารคดีเป็นเรื่องที่เขียนขึ้นจากข้อเท็จจริงหรือเป็นเรื่องจริงที่มีสาระและความรู้ แต่จะมีมากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับการค้นคว้าของผู้เขียน ความรู้ และประสบการณ์ของผู้เขียน ถ้ามีคุณค่ามากก็นำไปอ้างอิงได้ ส่วนนวนิยายเป็นเรื่องแต่งหรือเขียนจากจินตนาการของผู้เขียนโดยเลียนแบบชีวิตจริง จะสมจริงหรือสมเหตุสมผลมากน้อยแค่ไหน ผู้อ่านจะต้องพิจารณาด้วยตนเอง นวนิยายบางเรื่องอาจจะมีข้อคิดหรือสาระให้ผู้อ่านบ้าง เช่น นวนิยายอิงประวัติศาสตร์บางเรื่อง ผู้เขียนอาจค้นคว้า ข้อเท็จจริง ทำให้นวนิยายเรื่องนั้นมีคุณค่า น่าอ่าน แต่ไม่สามารถนำไปอ้างอิงได้ เช่นเดียวกัน นวนิยายที่มีเรื่องท่องเที่ยว ชื่อสถานที่ ข้อเท็จจริงหรือ ข้อมูล ต้องถูกต้อง
นอกจากการเขียนสารคดีจะต้องค้นคว้ารูปแบบการเขียนแล้ว ต้องศึกษารูปแบบการอ้างอิงให้ได้มาตรฐานอีกด้วย การอ้างอิงที่เรียกว่า ฟุตโน้ต หรือเชิงอรรถ นั้นจะต้องให้หมายเลขหรือเครื่องหมายดอกจัน ลงในเนื้อหาและเขียนเอกสารอ้างอิงไว้ด้านล่างของหน้ากระดาษทุกหน้าให้หมายเลขแต่ละหน้าตรงกัน ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากในการจัดหน้ากระดาษ
ปัจจุบันมักนิยมใช้อ้างอิงแทรกไปในเนื้อหาโดยเขียนรูปแบบง่ายๆ อยู่ในวงเล็บ ซึ่งสะดวกในการเขียน (แต่อาจไม่สะดวกสำหรับผู้อ่าน เพราจะมีหลายวงเล็บแทรกอยู่ในเนื้อหา) แต่อย่างไรก็ตามการอ้างอิงแบบฟุตโน้ตหรือเชิงอรรถ ก็ยังมีความจำเป็นต้องมีอยู่ ที่เรียกว่า “เชิงอรรถเสริม” เป็นการอธิบายความเพิ่มเติมคำ หรือชื่อที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหา แต่ไม่สามารถเขียนอธิบายต่อในเนื้อหาได้เพราะจะทำให้เยิ่นเย้อ
ต่อมามีการเขียนบรรณานุกรม หรือเอกสารท้ายเล่มจะต้องนำรายชื่ออ้างอิงในเนื้อหาทั้งหมดมาทำเป็นบรรณานุกรม รวมทั้งเอกสารที่ไม่ได้นำไปทำเชิงอรรถหรืออ้างอิงในเนื้อหา (แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องไม่ควรนำมาเขียนใส่ให้มากมาย และการเขียนบรรณานุกรมควรเรียงลำดับอย่างไรนั้นผู้เขียนต้องไปศึกษาหาความรู้)
การเขียนงานวิจัยมีรูปแบบในการเขียนแตกต่างไปจากการเขียนสารคดีทั่วไป เป็นการเขียนในระดับสูง ต้องค้นคว้าในทางลึก หรือทำการทดลอง การเขียนแบ่งออกเป็นบทต่างๆ ตามแบบแผน
อย่างไรก็ตาม การเขียนสาระสังเขป (Abstract) ในงานวิจัยจากการสังเกตหรือเคยอ่านมาเป็นจำนวนมาก มักเขียนไม่กระชับ ยืดยาว เยิ่นเย้อเขียนยาวติดต่อกันในงานวิจัยหลายหน้า ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่ควรเกินหนึ่งหน้ากระดาษ การเขียนสาระสังเขปโดยทั่วไปมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ
1.จุดมุ่งหมายในการทำวิจัย 2.วิธีทำการวิจัยและเครื่องมือที่ใช้ 3.ผลของการวิจัย นอกจากนั้นตอนสุดท้าย บางแห่งอาจให้มีคำสำคัญ (key word) ของงานวิจัยด้วย
การเป็นนักเขียนที่ดีไม่ควรลอกหรือดัดแปลงผลงานของผู้อื่น การเขียนสารคดี หรืองานวิจัย โดยคัดลอกผลงานผู้อื่นมาอ้างอิงย่อมทำได้ แต่ต้องเขียนแหล่งที่มาให้ชัดเจน ถูกต้อง ถ้าคัดลอกมาไม่เกิน 3-4 บรรทัด ต้องเขียนไว้ในเครื่องหมาย “อัญประกาศ” หรือเครื่องหมาย “คำพูด” ถ้าคัดลอกมากกว่านี้ มีวิธีเขียนโดยย่อหน้าเข้าไป (ย่อของย่อหน้า) และไม่จำเป็นต้องใส่เครื่องหมายอัญประกาศแต่ต้องแจ้งแหล่งที่มาด้วย
การคัดลอกหรือดัดแปลงงานเขียนของคนอื่น เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และผิดจรรยาบรรณ การที่นักวิชาการและผู้ตรวจผลงานทางวิชาการ หรืองานวิจัยต้องเพ่งเล็งไปที่การอ้างอิง ในเนื้อหาหรือการมีเชิงอรรถมากน้อยเพียงใดนั้น อาจเป็นเพราะบางมหาวิทยาลัย หรือบางหน่วยงาน ได้ตั้งเกณฑ์ขึ้นมาว่าต้องมีการอ้างอิง ประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่านั้นจึงทำให้ผู้เขียน ซึ่งอาจเป็นนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก เกรงว่าเอกสารการอ้างอิงจะน้อยไปจึงเขียนอ้างอิงใส่มามากมายทั้งที่ไม่จำเป็น เพราะบางตอนเป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่และผู้เขียนสามารถแสดงความคิดเห็นด้วยตัวเองได้ จากการค้นคว้า ที่อ่านมาหลายๆ เล่ม
บางครั้งการอ้างอิงไม่เหมาะสมสื่อหรือเอกสารไม่มีคุณค่า ผู้เขียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญหรือไม่มีประสบการณ์ ล้าสมัยและข้อสำคัญไม่ใช่เอกสารอันดับแรก (Primary sources) แต่เป็นเอกสารอันดับสอง (Secondary sources) หรือเอกสารอันดับ 3-4 ฯลฯ ซึ่งลอกกันต่อๆ กันมา
บางคนไม่เข้าใจวิธีการเรียบเรียงคิดว่าการคัดลอกข้อความมาแล้วใส่อ้างอิงในเนื้อหาไว้เป็นตอนๆ (ตามเกณฑ์) ซึ่งเหมือนการตัดต่อเนื้อหาจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือ แต่ความจริงแล้ว เป็นความคิดที่ผิด ผู้ตรวจบางคนที่ความรู้ไม่มากพอ อาจคิดว่าถูกต้องจึงให้ผ่าน นั่นเป็นความคิดที่ผิดมากๆ เป็นการลอกกันมาทั้งเล่ม (อาจจะ 2-3 เล่ม)
ปัจจุบันมีผลงานทางวิชาการ และงานวิจัยที่ไม่มีคุณภาพมากพอที่จะนำเข้าห้องสมุด นอกจากนี้ยังมีมืออาชีพรับจ้างทำงานเขียนสารพัดเช่น รายงาน เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เขียนผลงานทางวิชาการ และวิทยานิพนธ์ทุกระดับ นักเรียนนักศึกษา ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และครู อาจารย์ จำนวนมากแห่มาใช้บริการ จึงทำให้คนเขียนหนังสือด้วยตนเองมีน้อย ถ้าเป็นเช่นนี้จะทำให้การศึกษาไทยเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร
นักวิชาการที่ดียังมีอยู่อีกเป็นจำนวนมาก ต้องช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้หมดไปอย่าให้เป็นการต่อสู้ของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว

