รัฐบาลพม่า – ก่อนอื่นต้องขออภัยผู้อ่านที่ผู้เขียนหายหน้าหายตาไปหลายสัปดาห์ แต่กลับมารอบนี้ มาพร้อมกับการเมืองในพม่าที่เหมือนจะเรียบง่าย แต่ก็แฝงความร้อนแรงและอนาคตที่ไม่แน่นอนไว้เช่นกัน วิกฤตการณ์ในอิหร่าน ที่นำไปสู่ การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่าร้อยละ 20 ของโลก สร้างความปั่นป่วนอย่างหนักให้เศรษฐกิจของโลก หลายคนอาจตั้งคำถามว่าน้ำมันดิบเพียงแค่นี้ เหตุใดจึงสร้างความเสียหายมากขนาดนี้ได้ ประการแรก ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ราคาน้ำมันเป็นราคาของโลก ดังนั้นเมื่อปริมาณน้ำมันจำนวนมากหายไป จึงขับให้ราคาน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นตลอดเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบรนท์เพิ่มขึ้นไปแล้วร้อยละ 59 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นรายเดือนที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มากกว่าในช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1990 เสียอีก ประการที่สอง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจของโลก ย่อมส่งผลให้ประชาชนไม่มั่นใจ ชะลอการซื้อ ลดการใช้จ่าย และทำให้เศรษฐกิจในหลายประเทศที่ชะลอตัวอยู่แล้ว ยิ่งดำดิ่งสู่จุดต่ำสุดได้ง่ายๆ

พม่าเป็นประเทศหนึ่งที่เศรษฐกิจย่ำแย่มาก แน่นอนว่าอาจมีคนตั้งข้อสังเกตว่าการเติบโตของ GDP พม่าในปีนี้ขยายตัวที่ร้อยละ 3 ซึ่งมากกว่าไทยและสิงคโปร์ (ที่ร้อยละ 1.6 และ 1.8) เสียอีก แต่เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจพม่าได้รับผลกระทบจากรัฐประหารปี 2021 อย่างรุนแรง นอกจากรัฐบาลทหารภายใต้ SAC (ต่อมาเปลี่ยนเป็น SSPC) จะถูกบอยคอตจากต่างประเทศ ไม่สามารถนำเข้าและส่งออกสินค้าไปประเทศในโลกตะวันตกได้ และไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาเพิ่ม บริษัทต่างชาติที่เคยเข้าไปลงทุนในพม่าหลายบริษัทก็ตบเท้าออกเพราะไม่สามารถต้านทานนโยบายคว่ำบาตรพม่าจากสหรัฐและสหภาพยุโรปได้
ยังมีอีก 2 ปัจจัยหลักที่เป็นหายนะสำหรับเศรษฐกิจพม่า อย่างแรกคือนโยบายการเงินของรัฐบาล SAC ที่ต้องเรียกว่าแหวกแนว แต่เอื้อประโยชน์ให้รัฐบาลทหาร และโครนี่ที่ค้ำจุนรัฐบาลทหาร เมื่อประชาชนไม่วางใจระบบเศรษฐกิจและธนาคาร ก็ไม่นำเงินไปฝากธนาคาร และพยายามถอนเงินออกมามากที่สุด แต่ธนาคารกลางพม่า ซึ่งถูกกำหนดโดย SAC มีมาตรการกำหนดจำนวนเงินที่ประชาชนสามารถถอนออกได้ ไม่เกิน 1-2 ล้านจัต (ประมาณ 7 พัน-1.4 หมื่นบาท) ธนาคารยังถูกกดดันให้เปลี่ยนเงินตราต่างประเทศเป็นเงินจัต ด้วยดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าเงินเฟ้อ ทำให้เงินฝากในระบบธนาคารลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อคำนวณหักลบผลของเงินเฟ้อออกแล้ว พูดง่ายๆ คือ แม้ตัวเลขเงินฝากอาจดูเพิ่มขึ้น แต่พอปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว มูลค่าที่แท้จริงลดลง ประชาชนจึงมีเงินออมในธนาคารน้อยลง นอกจากนี้ ธนาคารปล่อยกู้น้อยลง (เพื่อเก็บเงินไว้) ธุรกิจและประชาชนเข้าถึงเงินทุนได้ยากขึ้น ทำให้ระบบการเงินทั้งระบบอ่อนแอลง นอกจากนี้ ค่าเงินจัตก็อ่อนมาก
ก่อนรัฐประหาร ค่าเงินจัตอยู่ที่ประมาณ 1,330 จัตต่อ 1 ดอลลาร์ แต่ในปัจจุบันลดลงไปที่ 4,520 จัตต่อ 1 ดอลลาร์ ทำให้ของนำเข้าแพงมาก ประกอบกับเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 34 ในปัจจุบัน เมื่อผู้เขียนไปย่างกุ้งครั้งล่าสุดเมื่อเกือบ 2 เดือนที่แล้ว หากไม่สอบถามจากคนพม่าจริงๆ เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าเศรษฐกิจในประเทศย่ำแย่เพียงใด และประชาชนมีชีวิตที่ทุกข์ยากเพียงใดในขณะนี้ แต่ลักษณะเด่นของสังคมพม่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไรคือผู้คนมักมีความยืดหยุ่นทางการเงินและการใช้ชีวิต ข้าราชการพม่าเงินเดือนไม่ถึง 3 พันบาท แต่ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผู้เขียนเข้าๆ ออกๆ พม่ามาร่วม 20 ปี ก็ยังพิศวงไม่หายกับความยืดหยุ่น (resilience) ในแบบคนพม่า อีกปัจจัยที่อยากพูดถึงอันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เศรษฐกิจพม่าย่ำแย่อย่างมาก คือสภาวะสงคราม ที่มีขึ้นมีลงแต่ก็มีมาอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 80 ปีแล้ว หลังรัฐประหาร 2021 กองทัพพม่าเสียศูนย์ไปค่อนข้างมาก แต่ก็กลับมาได้ทุกครั้ง (คำว่า resilience มีในทุกวงการของพม่า) แต่สังคมที่มีแต่การสู้รบไม่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและขับเคลื่อนสังคมไปในทางบวกได้ ตราบใดก็ตามที่ไม่มีการเจรจาเพื่อนำไปสู่การหยุดยิง และตราบใดก็ตามที่กองทัพพม่าไม่ลดราวาศอกให้กับข้อเสนอของชนกลุ่มน้อย โอกาสที่คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายในพม่าจะหันหน้าเข้าหากันก็ยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ
มีอาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเคยถามผู้เขียนเล่นๆ ว่าพม่ากับไทย ประเทศใดจะเป็นประชาธิปไตยเต็มใบก่อน ผู้เขียนได้แต่หัวเราะและตอบไปว่าไม่ว่าเราจะวิพากษ์การเมืองไทยอย่างไร แต่ผู้เขียนพูดได้อย่างเต็มปากว่าไทยเรายังมีสิทธิเสรีภาพมากกว่าพม่าหลายขุม เมื่อใดก็ตามที่มีการเลือกตั้ง ชาวไทยเรามักจะตื่นเต้น แม้จะรู้ว่าลึกๆ แล้วการเมืองไทยเปลี่ยนได้ยาก แต่อย่างน้อยประชาชนของเราก็ไม่ต้องพลัดพรากจากถิ่นที่อยู่เพราะภัยสงคราม แต่ในพม่า แม้จะมีการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่เคยนำไปสู่ “การเปลี่ยนระบอบ” (regime change) เพราะท้ายสุด คนที่ควบคุมเกม มีเพียงผู้นำกองทัพเพียงคนเดียวเท่านั้น ตั้งแต่ยุคของ
สลอร์กและ SPDC อำนาจการปกครองอยู่ในมือของนายทหารบางคน ในยุคหนึ่ง เราเห็นการขึ้นมาของผู้นำทหาร 3 คน ได้แก่ ตานฉ่วย หม่องเอฉ่วยมาน และคนอื่นๆ อย่างขิ่นยุ้น และเต็งเส่ง แต่ในยุคนี้ และยุคหลังจากนี้ เราจะเห็นการขึ้นมาของผู้นำเจนใหม่แบบยกแผง ได้แก่ เยวินอู (ผู้บัญชาการทหารสูงสุด) จ่อสวาลิน (รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด) และโกโกอู (เสนาธิการทหาร ประสานงานสามเหล่าทัพ) พลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย จะขึ้นเป็นประธานาธิบดีด้วยตนเอง
การเปลี่ยนผู้นำในกองทัพและการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของมิน อ่อง ลายบอกอะไรเรา? ในยุคสลอร์กและ SPDC เรายังเห็นผู้นำหลายคนคานอำนาจกัน และสร้างระบอบคณาธิปไตยขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจของกองทัพ แม้จะมีบางช่วงที่มีการกำจัดคู่แข่งหรือดาวรุ่งพุ่งแรงออกไป เช่น กรณีการจับกุมตัว พล.อ.ขิ่นยุ้น อดีตผู้บัญชาการฝ่ายข่าวของกองทัพพม่า และผู้อยู่เบื้องหลังแผนการปฏิรูปการเมืองตั้งแต่ปี 2003 แต่ยังคงเป็นระบบคานอำนาจ ต่างจากปัจจุบัน ที่อำนาจทุกอย่างอยู่ภายใต้การกำกับของมิน อ่อง ลายเพียงผู้เดียว ดังนั้นการถ่ายโอนอำนาจให้ผู้นำกองทัพเจเนอเรชั่นใหม่ จึงไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อการพัฒนากองทัพ หากแต่เป็นการควบคุมกองทัพแน่นหนาขึ้น รวมศูนย์มากขึ้น เมื่อรัฐบาลพม่าชุดใหม่สาบานตนเข้ารับตำแหน่งก่อนเทศกาลตินจาน (สงกรานต์พม่า) เราอาจได้เห็นผู้นำหลายประเทศ ทั้งภายในอาเซียนและประเทศอื่นๆ ที่เคยมึนตึงกับพม่า ตบเท้าเข้าไปเจรจาพูดคุยกับมิน อ่อง ลายมากขึ้น
หากรัฐบาลชุดใหม่มีแนวคิดที่จะปฏิรูปไปสู่ประชาธิปไตยแบบชี้นำ มากกว่าเผด็จการกึ่งทหาร เราอาจจะได้เห็นพัฒนาการบางอย่างที่ดีขึ้น แต่โดยส่วนตัว ผู้เขียนไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีพัฒนาการเชิงบวก การสู้รบกับชนกลุ่มน้อยและฝ่ายต่อต้านจะยังคงมีอยู่ต่อไป และจะทวีความรุนแรงขึ้น ขึ้นอยู่กับว่าใครจะบริหารจัดการทรัพยากรของตนได้ดีกว่า หรือ “อึด” กว่า แต่ก็จะมีคลื่นใต้น้ำที่พร้อมสร้างแรงกระเพื่อมทุกเมื่อ หากย้อนกลับไปอ่านประวัติศาสตร์การเมืองของพม่า ราคาน้ำมันเป็นตัวกำหนด “อารมณ์” ของผู้คน แม้ไฟจะดับหรือน้ำไม่ไหล แต่อารมณ์และความรู้สึกคนพม่าไม่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเท่ากับราคาน้ำมัน ในปี 1988 เมื่อเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในพม่าขึ้น ราคาน้ำมัน ปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง และปัญหาปากท้องของผู้คนที่แหละค่ะที่นำคนนับล้านคนสู่ถนน
ลลิตา หาญวงษ์

