หน้าแรก คอลัมนิสต์ สุจิตต์ วงษ์เ...

สุจิตต์ วงษ์เทศ | สาดน้ำสงกรานต์ ไม่มีในอินเดีย

3.04.26 | 16:17 น.
“ตุ๊กตาโดเรมอนก็เป็นแมวเหมือนกัน” ที่ชาวบ้านต้องใช้ตุ๊กตาโดเรมอนแทนแมวจริงๆ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายทารุณกรรมสัตว์ ที่เคยเกิดปัญหาในหลายพื้นที่ นับเป็นพลังสร้างสรรค์ด้วยอารมณ์ขันยอดเยี่ยม ที่หลีกเลี่ยงกระทํา ทารุณแมว ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งประเพณีแห่นางแมว แห่โดเรมอน - ชาวบ้าน 5 หมู่บ้าน ต. วังหลวง อ. หนองม่วงไข่ จ. แพร่ รวมตัวกันแห่นางแมวขอฝน หลังพื้นที่การเกษตรกว่า 4,750 ไร่ ประสบปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก โดยใช้ตุ๊กตาแมวโดเรมอนแทน เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายทารุณกรรมสัตว์ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน (ภาพและคําบรรยายจาก มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2558 หน้า 11)

“สงกรานต์” ปีใหม่อินเดียใต้ เดือนเมษายน (สุริยคติ) ไม่ใช่ปีใหม่ไทย

สงกรานต์เป็นปีใหม่ของหลายประเทศ (ไม่เฉพาะไทย) เมื่อรับจากอินเดียเหมือนกัน

สงกรานต์เป็นวัฒนธรรมฮินดู เนื่องในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีกำเนิดและพัฒนาการในอินเดียหลายพันปีมาแล้ว [ก่อนมีพระพุทธเจ้า]

สงกรานต์จากอินเดียแผ่ถึงอุษาคเนย์ราว 1,500 ปีมาแล้ว เรือน พ.ศ. 1000 รัฐโบราณรับสงกรานต์ “ขึ้นปีใหม่” ของอินเดียไว้ในราชสำนักเหมือนกันทุกรัฐ และยกย่องเป็น “ขึ้นปีใหม่” ของรัฐนั้นเหมือนกันหมดทั้งอุษาคเนย์โบราณ และสืบเนื่องถึงปัจจุบัน ได้แก่ พม่า, กัมพูชา, ไทย, ลาว, ถึงสิบสองพันนา (ยูนนาน ในจีน)

(สมัยแรกรับประชาชนไม่รู้จักสงกรานต์)

Advertisement

ปีใหม่ไทย เดือนอ้าย คือ เดือนที่ 1 ของปีนักษัตร (จันทรคติ) ตรงกับพฤศจิกายน-ธันวาคม ชุมชนในไทย 3,000 ปีมาแล้ว นับถือศาสนาผี

ขึ้นปีใหม่ เดือนอ้าย (จันทรคติ) คือเดือนที่ 1 (ปีนักษัตร) ตรงกับพฤศจิกายน-ธันวาคม (สุริยคติ) เป็นช่วงเวลาเริ่มเกี่ยวข้าว [สมัยนั้นยังไม่รับวัฒนธรรมอินเดีย]

เหตุจากเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสงกรานต์ดั้งเดิมต้องสาดน้ำ ดังนั้นเลยลากไปว่าสาดน้ำมาจากเทศกาลสาดสีในอินเดีย แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น

สาดน้ำ ประเพณีพื้นเมือง

เดือนเมษายน (สุริยคติ) ตรงกับเดือน 5 (จันทรคติ) เป็นหน้าแล้งที่ประชาชนดั้งเดิมของภาคพื้นทวีปอุษาคเนย์มีพิธีเซ่นผีขอฝน ตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว (เป็นอย่างน้อย) ซึ่งยังไม่ติดต่ออินเดีย ยังไม่รู้จักสงกรานต์

หลังจากนั้นราว 2,000 ปี หลัง พ.ศ. 1000 จึงรับสงกรานต์อินเดีย ซึ่งเป็นช่วงเวลาตรงกับพื้นเมืองมีเซ่นผีขอฝนอยู่แล้ว ทำให้ทางการไทยเข้าใจผิดคิดว่าพิธีเซ่นผีขอฝนเป็นสงกรานต์จากอินเดีย ซึ่งคลาดเคลื่อนมาก

สาดน้ำสงกรานต์มีที่มาจากสาดน้ำแมวเพื่อขอฝน ซึ่งมีอธิบายอย่างละเอียดในหนังสือ พิธีกรรม “ผี-พราหม์-พุทธ” (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2569) จะคัดเฉพาะตอนสาดน้ำมาแบ่งปันไว้ก่อนสงกรานต์ ดังต่อไปนี้

สาดน้ำ

สาดน้ำมีความเป็นมา ดังต่อไปนี้

(1.) สาดน้ำใส่สัตว์ (เช่น แมว) และคน เป็นการละเล่นหน้าแล้งในพิธีกรรมขอฝนเดือน 5 (จันทรคติ) ของชุมชนดั้งเดิมมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว (ก่อนติดต่ออินเดียนานมาก)

(2.) หลังรับสงกรานต์ เมษายน (สุริยคติ) จากอินเดียใต้ ราวหลัง พ.ศ. 1000 สาดน้ำซึ่งเป็นพิธีกรรมขอฝนดั้งเดิมของอุษาคเนย์ ถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของสงกรานต์ (ทำให้ปัจจุบันเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าสาดน้ำสงกรานต์มาจากอินเดีย)

แห่นางแมว 

เป็นการละเล่นอย่างหนึ่งในหน้าแล้ง เพื่อขอฝน ดังต่อไปนี้

(1.) แมวถูกจับใส่กรงเพื่อหามแห่ไปที่ต่างๆ

(2.) แห่นางแมวด้วยการร้องเซิ้ง (เหมือนเซิ้งบั้งไฟ) ไปทั่วชุมชนชวนให้คนตักน้ำสาดนางแมวในกรง

(3.) คนในชุมชนสาดน้ำนางแมว พร้อมกับเรียกฝนให้เทลงมา

สาดน้ำนางแมว ด้วยความเชื่อว่าจะกระตุ้นให้ฝนตกลงท้องไร่ท้องนา เพื่อชาวบ้านทำไร่ทำนาตามปกติ มีสาเหตุดังนี้

(1.) แมวเป็นสัตว์กลัวน้ำ จึงถูกตีความว่าแมวเป็น “ตัวแล้ง” ทำให้ฝนไม่ตก

(2.) ชุมชนแก้เคล็ดด้วยการสาดน้ำใส่นางแมว เพื่อนางแมวไม่เป็น “ตัวแล้ง” อีกต่อไป ด้วยหวังว่าจะทำให้ฝนตกตามฤดูกาล

(3.) สาดน้ำนางแมวเพื่อขอฝนยังพบที่อื่นๆ บริเวณเส้นศูนย์สูตร เช่น เกาะสุมาตรา, เกาะชวา ฯลฯ

[สรุปจากหนังสือ 2 เล่ม ของเสฐียรโกเศศ ได้แก่ (1.) การศึกษาเรื่องประเพณีไทย ราชบัณฑิตยสถาน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2505 หน้า 41-49 และ (2.) เทศกาลสงกรานต์ คุรุสภา พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2515 หน้า 171-175]

คำร้องแห่นางแมว ของชาวบ้านโพหัก ต. โพหัก อ. บางแพ จ. ราชบุรี (เมื่อ พ.ศ. 2523 จากหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล) จะคัดมาลงไว้ดังนี้

นางแมวเอย       ร้องไห้ขอฝน
ขอน้ำมนต์        รดแมวข้ามั่ง
ให้เบี้ยค่าจ้าง    นางแมวมาเด้อ
ให้โอละหก        ให้โอละหัก  

ปั้นเมฆขอฝนเป็นรูปหญิงชาย (ชื่อนางฝนกับนายเมฆ) กำลังเสพสังวาส โดยมีชายอีกคนหนึ่ง (ชื่อนายหมอก) นั่งอยู่ข้างๆ ชาวบ้านขุดดินเหนียวมาปั้นกันเองขนาดเท่าคนจริงไว้กลางถนนทางสามแยกเข้าบ้านนาตะกรุด อ. ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2558 (ภาพจาก m.thairath.co.th)

แห่นางแมวที่บ้านหัวสํา โรง กิ่ง อ. แปลงยาว จ. ฉะเชิงเทรา (รูปจากรายการพื้นบ้านสัญจร พิมพ์ในหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สํานักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2550)

ได้เบี้ยสองชั่ง                 สี่ร้อยห้าเบี้ย
ใครไม่ให้เบี้ย                ให้เพลี้ยลงนา
ใครไม่ให้ปลา                ให้หนูกัดข้าว
ใครไม่ให้มะพร้าว          ให้ข้าวตายฝอย
ใครไม่ให้กลอย             ให้กลอยตายนึ่ง
ผัวใครขึ้นผึ้ง                 ให้ผึ้งต่อยตา
แม่หม้ายเอย                 อย่าพึ่งขายลูก
ไอ้ข้าวจะถูก                 ลูกไม้จะแพง
ทำตาแดงๆ                   ไอ้ฝนก็เทลงมาๆ
(ร้องไม่ชัด)                   แม่เศรษฐีเรือนนอก
ถุงเงินแค่แขน               ถุงแหวนแค่ศอก
ลากเข้าลากออก          ฝนก็เทลงมาๆ
กระต่ายเข้าซุ้ม             ฝนก็ทุ่มลงมา
ไอ้ไหลเข้ารู                   ฝนก็ซู่ลงมา
นกกระจอทำรัง            ฝนก็พังลงมา
ลูกกะโปกเต็มกำ          ไอ้ลูกะหำเต็มกอ
(ร้องไม่ชัด)                   (ร้องไม่ชัด)
เทวดาชั้นบน                ไล่ฝนลงมา
เรือนโย้เรือนเย้             ฝนก็เทลงมา
ไอ้ไหลไชรู                    ฝนก็ซู่ลงมา
กระต่ายเข้าซุ้ม             ฝนก็ทุ่มลงมา
(ร้องไม่ชัด)                   (ร้องไม่ชัด)
เอาควยดีปลี                 เอ้าหีทับดอกควย
ควยถอก (ร้องไม่ชัด)   หีก็ (ร้องไม่ชัด)
ควยนั่งร้อง                    ฝนก็เทลงมาๆ  

คาถาปลาช่อน

แห่นางแมว ต้องมีคาถาปลาช่อนของชาวบ้านภาคกลาง มีบทร้องขอฝนด้วย แต่มีหลายสำนวน จะยกตัวอย่าง 2 สำนวน ดังนี้

“นิมนต์พระมา สวดคาถาปลาช่อน ปั้นเมฆเสียก่อน —–”

“นิมนต์ขรัวชั่ว สวดคาถาปลาช่อน ขี้เมฆสองก้อน มีละครสามวัน จับคนชนกัน ฝนเทลงมา ฝนเทลงมา…”

ปลาช่อน เป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศชาย ที่มักรู้จักทั่วไปในนามปลัดขิก

ถ้าอวัยวะเพศหญิง บางทีเป็นปลาสลิด, ปลากระดี่ มีรูปร่างแบนๆ แต่มักจะใช้หอย เพราะพบเปลือกหอยบ่อยๆ ในแหล่งโบราณคดี 2,000-3,000 ปีมาแล้ว

ปลาช่อน เป็นสัญลักษณ์ของอวัยวะเพศชาย มีน้ำอสุจิสีขาวเป็นน้ำเชื้อให้กำเนิดใหม่ แสดงความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร

คนดึกดำบรรพ์ราว 3,000 ปีมาแล้ว เซ่นวักเลี้ยงผีขอฝนด้วยปลาช่อน

นักโบราณคดีขุดพบซากปลาช่อนทั้งตัวในภาชนะดินเผา ฝังรวมในหลุมศพที่บ้านโนนวัด อ. โนนสูง จ. นครราชสีมา

ความเชื่อเกี่ยวกับปลาช่อน ยังมีสืบเนื่องจนปัจจุบันในพิธีปั้นเมฆขอฝน ต้องนิมนต์พระสวดคาถาปลาช่อน มีบทร้องของชาวบ้านว่า

ซากปลาช่อนในพิธีกรรมบรรจุภาชนะดินเผา 3,000 ปีมาแล้ว ขุดพบในหลุมศพดึกดําบรรพ์ที่บ้านโนนวัด ต. พลสงคราม อ. โนนสูง จ. นครราชสีมา

พระสงฆ์สวดคาถาปลาช่อน ในพิธีปั้นเมฆขอฝน
[แก้บน – ชาวบ้าน ต. แม่พูล และ ต. หัวดง อ. ลับแล จ. อุตรดิตถ์ นำหัวหมูพร้อมเครื่องบายศรี เซ่นไหว้หุ่นดิน “พ่อเมฆ” และ “แม่หมาก” หลังทำพิธีขอฝนตามพิธีโบราณ จากนั้นฝนก็ตกติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม (ภาพและคำบรรยายจาก ข่าวสด ฉบับวันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม 2559 หน้า 11)]
นิมนต์พระมา สวดคาถาปลาช่อน
ปั้นเมฆสองก้อน มีละครสามวัน
จับคนชนกัน ฝนก็เทลงมา—–

[มีคำอธิบายอย่างพิสดารเรื่องคาถาปลาช่อน ในพระราชพิธีพรุณศาสตร์ เดือน 9 หนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ ร.5]

ปั้นเมฆ 

หมายถึงพิธีขอฝนโดยทำรูปจำลองหญิงชายเปลือยแสดงอวัยวะเพศ หรือสมสู่ร่วมเพศกัน แล้วจัดวางกลางแจ้งในที่สาธารณะให้คนเห็นทั่วไป แล้วเรียกรูปจำลองนั้นว่ารูปปั้นเมฆ (รูปจำลองทำได้หลายอย่าง เช่น หล่อโลหะ, แกะสลักไม้, ปั้นดินเหนียวแล้วทาปูนขาวหรือไม่ทาก็ได้)

ชาวบ้านปั้นเมฆขอฝนด้วยดินเหนียว ขนาดเท่าคนจริง ชาย 1 คน หญิง 1 คน ร่วมเพศกัน โดยมีผู้ชายอีก 1 คนนั่งดู บริเวณทางสามแพร่ง ปากทางเข้าบ้านนาตะกรุด ต. ศรีเทพ อ. ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์

ชาวบ้านบอกว่าทำเป็นประเพณีสืบทอดมากว่า 100 ปีแล้ว

หุ่นผู้ชายชื่อนายเมฆ และหุ่นผู้หญิงชื่อนางฝน และหุ่นผู้ชายที่นั่งดู หรือรอต่อคิว ชื่อนายหมอก 

ภาพอุจาดประจานต่อสายตาผู้คนที่ผ่านไปมา เชื่อว่าทำให้เกิดอาเพศ เทวดาทนดูไม่ได้ จึงดลบันดาลให้ฝนตกลงมา ชะล้างหุ่นดินเหนียวให้ละลายหายไป

(ข่าวสด ฉบับวันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2558 หน้า 14)

“ปั้นเมฆ” กับ “เมฆสองก้อน” ในประเพณีดั้งเดิมของชาวบ้าน คือปั้นหอยกับหำขนาดใหญ่ แล้วตั้งไว้ที่โล่งแจ้งให้คนเห็นทั้งชุมชน

หรือมิฉะนั้นก็ปั้นหญิงกับชายเปลือยกายปี้กัน แล้ววางไว้กลางทุ่งนา หรือลานกลางบ้านก็ได้

ปั้นเมฆ เป็นคำเก่าแก่ดั้งเดิม หมายถึงพิธีขอฝน โดยทำรูปอวัยวะเพศหญิงกับชายไว้กลางแจ้งขนาดใหญ่และอุจาดที่สุด บางทีปั้นรูปหญิงชายร่วมเพศ เพราะเชื่อว่าทำให้มีน้ำฝนพุ่งหล่นจากเมฆบนฟ้า

เคยพบรูปหล่อสำริดหญิงชายเฮ็ดกันในวัฒนธรรมดงเซิน (อยู่ภาคเหนือของเวียดนาม) ราว 2,500 ปีมาแล้ว

ปั้นเมฆขอฝนเป็นรูปหญิงชาย (ชื่อนางฝนกับนายเมฆ) กำลังเสพสังวาส โดยมีชายอีกคนหนึ่ง (ชื่อนายหมอก) นั่งอยู่ข้างๆ ชาวบ้านขุดดินเหนียวมาปั้นกันเองขนาดเท่าคนจริงไว้กลางถนนทางสามแยกเข้าบ้านนาตะกรุด อ. ศรีเทพ จ. เพชรบูรณ์ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2558 (ภาพจาก m.thairath.co.th)

ร่วมเพศ 

เป็นพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อเจริญเผ่าพันธุ์กับเจริญพืชพันธุ์ ขอความอุดมสมบูรณ์ให้พืชพันธุ์ธัญญาหาร เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ 3,000 ปีมาแล้ว

มีหลักฐานโบราณคดีจำนวนไม่น้อยแสดงพิธีร่วมเพศ เช่น ภาพเขียนสีบนเพิงผา หรือผนังถ้ำ, รูปหล่อสำริดหญิงชายหันหน้าประกบกัน ใช้ประดับบนฝาปิดภาชนะสำริดใส่กระดูกคนตาย เป็นต้น นอกจากนั้นยังทำรูปอวัยวะเพศทั้งของหญิงและชายในพิธีกรรมขอฝน เรียกปั้นเมฆ, เซิ้งบั้งไฟ, แห่นางแมว, ฯลฯ คำขับบอกเล่าเรื่องราวบรรพชนในพิธีเลี้ยงผี มีพรรณนาการร่วมเพศเพื่อขอฝนด้วย เช่น คำเล่าความเมืองของผู้ไทในเวียดนาม เป็นต้น

ร่วมเพศหน้าศพเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ เป็นเซ็กซ์ดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว ทั้งในอุษาคเนย์และในโลก (จากบทความ “เซ็กซ์หน้าศพ เพศสัมพันธ์เหนือความรัก” โดย พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ เว็บไซต์ themomentum.co เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560)

เรื่องเพศไม่เป็นสิ่งน่ารังเกียจในศาสนาผี ซึ่งเป็นศาสนาของผู้หญิง เพราะเรื่องเพศยุคดึกดำบรรพ์เป็นพิธีกรรมดำรงเผ่าพันธุ์และเจริญพืชพันธุ์ข้าวปลาอาหาร

(ซ้าย) อวัยวะเพศหญิง แสดง “ปั้นเมฆ” ราว 2,500 ปีมาแล้ว (ภาพเขียนในถ้ำเขาปลาร้า อ. ลานสัก จ. อุทัยธานี)
(กลาง) คนทำท่าคล้ายร่วมเพศแสดงพิธีกรรมขอฝน (ลายเส้นคัดลอกจากภาพสลักราว 2,500 ปีมาแล้ว บนผนังถ้ำผาลาย ภูผายนต์ ต. กกปลาซิว อ. เมืองฯ จ. สกลนคร ภาพจากหนังสือ ศิลปะถ้ำในอีสาน กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2532 หน้า 49)
(ขวา) ตุ๊กตาปั้นเมฆแสดงอวัยวะเพศชาย สำริด ราว 2,500 ปีมาแล้ว พบที่เขาบ่อพลับ ต. ม่วงหัก อ. พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์ (ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในมิวเซียมท้องถิ่นวัดเขาไม้เดน บ้านโคกไม้เดน อ. พยุหะคีรี จ. นครสวรรค์)

ฟ้ากับดินไม่สมสู่กันก็ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตคน, สัตว์, และพืช ส่วนสัตว์และพืช ถ้าไม่สมสู่กันเองก็ไม่มีชีวิตใหม่เกิด แล้วไม่มีข้าวปลาอาหารเลี้ยงคน ดังนั้นคนก็ต้องสมสู่กันจึงจะมีคนเกิดใหม่

ร่วมเพศเป็นพิธีกรรมกำเนิดมนุษย์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ ซึ่งมีเรื่องเล่าเป็นสัญลักษณ์ว่าเอาวัตถุแทงน้ำเต้าเป็นรูให้มนุษย์ (คลอด) ออกมา แสดงสัญลักษณ์น้ำเต้าคือมดลูกของแม่ วัตถุแทงน้ำเต้าคืออวัยวะเพศของพ่อ

ความโทเมือง (เล่าความเมือง) ของผู้ไทในเวียดนาม เป็นนิทานสร้างโลกและกำเนิดมนุษย์ตอนหนึ่งว่าเมื่อเกิดภาวะแห้งแล้ง เดือดร้อน ปู่เจ้าจึงทำพิธีขอฝน โดยเอางูมาวางยาวเหยียด แล้วเอาเขียดมาวางนอน จากนั้นก็ “เยด” หมายถึงทำเครื่องสังเวย

(ต้นฉบับและคำอธิบายมีอยู่ในบทความชื่อความโทเมืองจากเมืองหม้วย โดย James R. Chamberlain ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาถิ่น ตระกูลไทย-ลาว ในหนังสือ รวมบทความประวัติศาสตร์ ของสมาคมประวัติศาสตร์ฯ ฉบับที่ 8 : กุมภาพันธ์ 2539 หน้า 71-109)

ตำนานเมืองพระนครหลวง (นครธม) ในกัมพูชา เชื่อว่าทุกคืนนางนาคแปลงร่างเป็นสาว เพื่อร่วมเพศสมพาสกับพระราชาบนปราสาท ถ้าคืนใดพระราชาไม่ร่วมเพศสมพาสกับนางนาคคราวนั้นพระราชาก็จะถึงกาลวิบัติ และบ้านเมืองจะล่มจม

กฎมณเฑียรบาลกรุงศรีอยุธยา ระบุว่าพระราชพิธีเบาะพกที่พระเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จไปบรรทมกับแม่นางเมือง (เรียกแม่หยัวพระพี่) ในพระตำหนักศักดิ์สิทธิ์

[หมายถึงพระเจ้าแผ่นดินต้องทรงร่วมเพศสมพาสกับนางนาค ซึ่งเป็นแบบแผนดั้งเดิมที่สืบจากกัมพูชา]

คำลาวว่า เยด, เยียะ แปลว่า การกระทำทั่วไปไม่ใช่ร่วมประเวณี เช่น ทำงานทำการ เรียกเยียะงานเยียะการ

ยุคดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว พิธีกรรมสมสู่สังวาสของหญิงชายมีหลักฐานอยู่บนภาพเขียนสี (พบทั่วไปทั้งในไทยและที่อื่นๆ) กับประติมากรรมสำริด (พบที่เวียดนาม) ตุ๊กตาขนาดเล็กรูปหญิงชายทำท่าสมสู่โดยนอนเหยียดยาวประกบกันบนล่าง ประดับบนฝาภาชนะใส่ศพหรือบรรจุกระดูกคนตาย

การสมสู่ร่วมเพศทำให้มีน้ำอสุจิหลั่งออกมาจากอวัยวะเพศชาย ซึ่งคนแต่ก่อนเชื่อว่าจะบันดาลให้ฝนตกในไม่ช้า เรียกกันสืบมาว่า “เทลงมา เทลงมา” ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เลี้ยงชีวิตคนในชุมชนได้ตลอดปี

พิธีกรรมอย่างนี้ยังมีสืบเนื่องจนปัจจุบันเรียกพิธีปั้นเมฆขอฝน โดยปั้นดินเหนียวเป็นรูปคน 2 คน สมมุติว่าหญิงชายทำท่าสมสู่กันกลางที่โล่งแจ้ง ให้คนทั้งชุมชนรู้เห็นพร้อมกันทั่วไป

เล่นเพลง (เช่น เพลงฉ่อย, เพลงลำตัด ฯลฯ) มาจากพิธีกรรมสมสู่เสพสังวาสเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของชุมชนดั้งเดิม (ไม่ส่วนตัว)

เพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายชาวบ้านสามัญชนคนธรรมดา เป็นสัญลักษณ์ของพิธีกรรมดำรงเผ่าพันธุ์และเจริญพืชพันธุ์โดยการเสพสมัครสังวาส เพื่อขอความมั่งคั่งและมั่นคงของชุมชนเป็นส่วนรวม (ไม่ใช่เพื่อความหฤหรรษ์ส่วนตัวของคู่หญิงชายนั้น)

จากนั้นร่วมกันร้องรำทำเพลงขอฝนด้วยถ้อยคำหยาบๆ เรียกกันว่ากลอนแดงหมายถึงคำคล้องจองโจ๋งครึ่มที่พาดพิงเรื่องเพศและการร่วมเพศ ซึ่งหญิงมักว่าเพลงชนะชาย ในกลอนเพลงโต้ตอบ เพราะแม่เพลงจะต่อว่าด่าทอจนพ่อเพลงยอมจำนนแล้วหาทางเลี่ยงไป แสดงอำนาจของหญิงที่มีเหนือชาย

เพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายชาวบ้านด้วยถ้อยคำโลดโผนสองง่ามสองแง่ แหย่ไปทางเรื่องสมสู่หยาบๆ อย่างยิ่งยวด ก็เป็นอีกแนวหนึ่งของพิธีกรรมขอความมั่งคั่งและมั่นคงให้ชุมชนเมื่อฝนเทลงมา