ช่องแคบฮอร์มุซ – ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรุนแรงจนแทบไม่มีวันใดที่ข่าวสารจะนำพาความสบายใจมาให้ผู้อ่านได้เลยนั้น หากจะมีเรื่องใดที่ควรหยิบยกขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างจริงจัง ก็คงหนีไม่พ้นสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ระเบิดขึ้นร่วมเดือนแล้ว และส่งผลสะเทือนไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจพลังงานโลก
แต่สิ่งที่น่าสนใจและอาจกล่าวได้ว่าผิดคาด สำหรับผู้สังเกตการณ์จำนวนไม่น้อย ก็คือบทบาทของ ยูเครน ซึ่งแม้จะยังตกอยู่ในภาวะสงครามกับรัสเซีย อย่างต่อเนื่อง หากกลับมีบทบาทเชิงรุกในการช่วยเหลือกลุ่มประเทศอาหรับรอบอ่าวเปอร์เซีย อันได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน, กาตาร์ และคูเวต ในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
ภาพเช่นนี้มิใช่เพียงความเคลื่อนไหวทางการทหารหรือเศรษฐกิจ หากแต่สะท้อนถึงการปรับตัวของ “รัฐระดับกลาง” (middle power) ในยุคที่ระบบระเบียบโลกกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างลึกซึ้ง แม้ว่าอิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็นไพ่ใบสำคัญ ที่เตหะรานหยิบขึ้นมาใช้ทุกครั้งที่ต้องการตอบโต้แรงกดดันจากชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ทว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน การปิดช่องแคบมิได้เป็นเพียงการกดดันสหรัฐ หรือพันธมิตรตะวันตกเท่านั้น หากยังเป็นการบีบคอประเทศอาหรับรอบอ่าวซึ่งพึ่งพาการส่งออกพลังงานเป็นหลักอีกด้วย
เรื่องการเมืองระหว่างประเทศนี่นะครับ หลักการสำคัญคือ ประเทศไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ใครจะไปเชื่อล่ะครับว่า ประเทศที่กำลังหัวซุกหัวซุนทำสงครามป้องกันบ้านตัวเองจากการรุกรานของมหาอำนาจนิวเคลียร์อย่างรัสเซียมานานหลายปีอย่างประเทศยูเครน จะกลายเป็น อัศวินขี่ม้าขาว (หรือจะเรียกว่าอัศวินขี่โดรนก็ได้) เดินทางข้ามทวีปมาช่วยมหาเศรษฐีน้ำมันแถวอ่าวเปอร์เซียจากการปิดล้อมของอิหร่านใน พ.ศ.2569 นี้ ถ้าเป็นเมื่อ 4-5 ปีก่อน ใครพูดแบบนี้คนคงหาว่า บ้า หรือไม่ก็เพ้อเจ้อ แต่ก่อนจะไปดูว่ายูเครนช่วยอย่างไร เราต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมอิหร่านถึงตัดสินใจ ปิดประตูบ้าน ชาวบ้านเขา เรื่องของเรื่องก็คือความขัดแย้งสะสมระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา ที่มันปะทุขึ้นมาจนถึงจุดเดือดในช่วงต้น พ.ศ.2569 อิหร่านเขารู้ดีว่าถ้าจะสู้กันตรงๆ ด้วยอาวุธแบบเดิมๆ (Conventional Warfare) เขาสู้สหรัฐอเมริกาไม่ได้หรอกครับ
แต่อิหร่านเขามีไม้เด็ด คือภูมิศาสตร์ที่ตั้งครับ ท่านผู้อ่านลองเปิดแผนที่ดูนะครับ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) มันกว้างแค่ไม่กี่สิบไมล์ทะเล แต่มันคือเส้นเลือดใหญ่ของโลก น้ำมันเกือบ 20-30% ของโลกต้องผ่านไอ้ช่องแคบเล็กๆ นี่แหละครับ เมื่ออิหร่านโดนบีบหนักเข้า เขาก็ใช้มุขเดิมแต่ได้ผลเสมอ คือการประกาศปิดช่องแคบและใช้โดรนพลีชีพ รวมถึงทุ่นระเบิดน้ำเค็ม จัดการกับเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่าน
ผลน่ะหรือครับ? ราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นไปราวกับติดจรวด กลุ่มประเทศอาหรับรอบอ่าว (GCC) อย่างซาอุดีอาระเบีย ยูเออี กาตาร์ บาห์เรน และคูเวต ที่พึ่งพารายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ก็เดือดร้อนสิครับ เพราะขายของไม่ได้ แถมความมั่นคงในประเทศก็สั่นคลอน
คำถามที่น่าสนใจคือ สหรัฐอเมริกาไปไหน? อังกฤษไปไหน? ฝรั่งเศสไปไหน? ประเทศพวกนี้มีเรือรบมหึมา มีเครื่องบินล้ำสมัย แต่ปัญหาคือ อาวุธแพงๆ พวกนั้นมันเอามาสู้กับโดรนราคาถูกของอิหร่านไม่คุ้มครับ ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ขีปนาวุธ Patriot ลูกหนึ่งราคาเป็นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่โดรน Shahed ที่อิหร่านใช้ (และส่งให้รัสเซียใช้โจมตีในสงครามกับยูเครนนั่นเอง) ราคามันแค่ไม่กี่หมื่นดอลลาร์ การเอาของราคาล้านไปยิงของราคาหมื่น มันคือการฆ่าตัวตายทางเศรษฐกิจชัดๆ
ตรงนี้แหละครับที่ยูเครนก้าวเข้ามา ยูเครนคือประเทศเดียวในโลก ณ ปัจจุบันที่มีประสบการณ์ในสนามจริง (Battle-tested) มากที่สุดในการรับมือกับเทคโนโลยีทางทหารของอิหร่าน เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะรัสเซียใช้โดรนอิหร่านถล่มกรุงเคียฟมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมานั่นไงครับ!
ยูเครนเขารู้หมดว่าโดรนพวกนี้บินยังไง มีจุดอ่อนตรงไหน และจะจัดการมันด้วยวิธีราคาประหยัดได้อย่างไร ซึ่งประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน (ซึ่งตอนแรกคนปรามาสว่าเป็นแค่ดาราตลก แต่ตอนนี้เป็นรัฐบุรุษที่เขี้ยวลากดินที่สุดคนหนึ่ง) แกมองเห็นโอกาสครับ แกส่งที่ปรึกษาทางทหารและผู้เชี่ยวชาญด้านสงครามโดรนประมาณ 200 คน เดินทางไปยังกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย
ยูเครนไม่ได้ส่งแค่คนครับ แต่เขาส่ง “สมอง” และ “เทคโนโลยี” ไปด้วย คือ
1.ระบบตรวจจับราคาถูก: แทนที่จะใช้เรดาร์ราคาพันล้าน ยูเครนใช้เครือข่ายเซ็นเซอร์เสียงและภาพที่ประยุกต์จากเทคโนโลยีพลเรือนมาดัดแปลง เพื่อดักฟังเสียงเครื่องยนต์โดรน
2.โดรนสกัดกั้น (Interceptor Drones): ยูเครนผลิตโดรนขนาดเล็กที่ติดตาข่ายหรือพุ่งชนโดรนฝ่ายตรงข้ามกลางอากาศ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันแท่นขุดเจาะน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย
3.สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare – EW): ยูเครนมีความเชี่ยวชาญในการ “แจม” (Jamming) สัญญาณ GPS และวิทยุที่ควบคุมโดรนอิหร่าน เพราะเขาทำสู้กับรัสเซียมาจนชำนาญ
การที่ยูเครนช่วยกลุ่มประเทศอาหรับครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องความใจดีอย่างเดียวนะครับ ในทางการเมืองระหว่างประเทศเราเรียกว่า การสร้างความสัมพันธ์ต่างตอบแทน เพราะกลุ่มประเทศอาหรับเหล่านี้มีเงิน และอิทธิพลในตลาดพลังงาน ส่วนยูเครนมีอาวุธที่ใช้งานได้จริง และความต้องการเงินทุนในการฟื้นฟูประเทศ การที่ยูเครนเข้าไปช่วยแก้ปัญหาที่คอหอยของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้กลุ่มประเทศอาหรับที่เคยทำตัวเป็นกลาง (หรือค่อนไปทางเกรงใจรัสเซีย) ต้องหันกลับมามองยูเครนใหม่ ผลที่ตามมาคือการลงนามในข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนด้านการป้องกันประเทศ 10 ปี ระหว่างยูเครนกับกาตาร์และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรวมถึงการตั้งโรงงานผลิตโดรนร่วมกัน นี่คือการขยายอำนาจ (Soft & Hard Power) ของยูเครนไปสู่ตะวันออกกลางอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน
บทเรียนจากเรื่องนี้มีสองอย่างครับ
1) ขนาดของประเทศหรือความรวยของคลังแสง ไม่ได้เป็นตัวรับประกันชัยชนะเสมอไป ความคิดสร้างสรรค์และการปรับตัวในสนามรบต่างหากที่สำคัญ
2) การทูตในโลกยุคใหม่คือการเอาปัญหาของเราไปช่วยแก้ปัญหาของเขา ยูเครนเอาความซวยที่โดนโดรนอิหร่านถล่มบ้าน มาเปลี่ยนเป็นสินค้าส่งออกที่ช่วยรักษาความมั่นคงให้มหาเศรษฐีน้ำมัน
ผู้เขียนมองว่าเรื่องนี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระเบียบโลกใหม่ครับ ยูเครนไม่ได้เป็นแค่เบี้ย ในกระดานหมากรุกของมหาอำนาจอีกต่อไป แต่เขากำลังขยับฐานะขึ้นมาเป็น ผู้เล่นที่กำหนดชะตากรรมของเศรษฐกิจโลกผ่านการคุ้มครองเส้นทางเดินเรือน้ำมันคือช่องแคบฮอร์มุซนี่เอง
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

