หน้าแรก คอลัมนิสต์ คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง | บาดแผลของเหยื่อ เจตนาที่บกพร่อง กับ ‘อัยการต่ำ’ และ ‘ศาลเตี้ย’ ออนไลน์

7.04.26 | 11:25 น.

มิตรสหายท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ในหมู่บ้านของท่านนั้นมีครอบครัวซึ่งมีเด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทตั้งแต่กำเนิด ที่ส่งผลกระทบต่อการสื่อสาร การใช้ภาษา พฤติกรรม และการเข้าสังคมขั้นรุนแรง ในระดับที่ไม่สามารถสื่อสารเป็นภาษาได้

เดิมทีคนในหมู่บ้านที่ก็มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะความผิดปกติของพัฒนาการ ก็เข้าใจและเห็นอกเห็นใจครอบครัวนี้อยู่ตามประสาคนร่วมหมู่บ้านเดียวกัน และก็ให้ความเมตตาต่อเด็กคนนั้นพอสมควร พยายามพูดจาทักทายเวลาที่เห็นน้องมาเดินเล่น หรือมาว่ายน้ำซึ่งเป็นกีฬาที่เขาชอบ แม้ว่าน้องเขาจะไม่สามารถโต้ตอบด้วยภาษาได้ อันที่จริงคือเปล่งเสียงได้ แต่ไม่เป็นคำพูด แต่คนในหมู่บ้านก็พยายามให้เขารู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

ซึ่งพวกเขาก็ปฏิบัติเช่นนั้นกันมาได้ตลอดด้วยดี จนกระทั่งเวลาผ่านไปจนเด็กคนนั้นเติบใหญ่จนถึงเวลาที่ฮอร์โมนเพศชายเริ่มทำงานตามปกติ และอาจจะทำงานมากกว่าปกตินิดหน่อยด้วย ก็เริ่มมีรายงานว่า น้องคนนั้นเริ่มมองดูสมาชิกในหมู่บ้านที่เป็นหญิงที่มาว่ายน้ำในสระด้วยท่าทีที่ไม่สุภาพ และมีอาการทางกายที่บ่งชัดว่าเกิดอารมณ์ทางเพศ ซึ่งก่อให้เกิดความหวาดกลัว

พฤติกรรมนั้นเริ่มลุกลามไปถึงระดับที่เริ่มมีการเข้าไปจับเนื้อต้องตัว และรุนแรงถึงขนาดที่มีลูกบ้านท่านหนึ่งต้องพาลูกวิ่งหนีเข้าไปในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าลงกลอนแล้วเรียกให้คนมาช่วย ซึ่งนั่นก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายให้สมาชิกในหมู่บ้านยื่นคำขาดต่อครอบครัวนั้นว่า ขออย่าให้น้องคนนี้ออกมาเที่ยวเล่นนอกบ้านตามลำพัง หรือกับผู้ดูแลที่ควบคุมไม่ได้ เช่น แม่บ้าน หรือพี่เลี้ยงทั่วไปอีกเด็ดขาด และขอร้องอย่างจริงจังว่า ขออย่าให้เขาเฉียดกรายมาที่สระว่ายน้ำอีก

เรื่องนี้จึงไม่ใช่ว่าสมาชิกในหมู่บ้านจะใจร้ายใจดำ ไม่เข้าใจปัญหาความบกพร่องด้านพัฒนาการ หรือขาดความเห็นอกเห็นใจครอบครัวนี้ เพราะพวกเขายังคงตระหนักดีแหละว่า หากสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนั้นทำลงไปเกิดบานปลายจนกลายเป็นเหตุรุนแรง หรือเรื่องน่าสลดใจขึ้นมา สังคมก็ไม่อาจจะชี้หน้ากล่าวโทษเขาได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกับกรณีของผู้ก่ออาชญากรรมทั่วไป นั่นเป็นเพราะความบกพร่องเฉพาะตัวนั้นทำให้เขาไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าสิ่งที่ตัวเองกระทำลงไปนั้นเป็นการล่วงละเมิด หรือทำร้ายผู้อื่นอย่างไร เขาเพียงแค่ขับเคลื่อนไปตามสัญชาตญาณที่พลุ่งพล่าน โดยที่ตนเองก็ไม่รู้วิธีการควบคุม หรืออาจจะไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าทำไมจึงต้องควบคุมมัน

Advertisement

ทว่าในความเป็นจริง หากเหตุร้ายนั้นได้เกิดขึ้น ไม่ว่าเราจะเข้าใจหรือมีเมตตามากเพียงใด แต่สำหรับฝ่ายผู้เสียหาย สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญหน้าและแบกรับความหวาดผวานั้น มันไม่ได้ลดลงไปเพราะความเข้าใจถึงปัจจัยข้อจำกัดของผู้ก่อเหตุเลย เพราะบาดแผลทางกายหรือทางใจที่ได้รับแทบไม่ต่างอะไรจากการตกเป็นเหยื่อของการก่ออาชญากรรมโดยผู้ใหญ่ที่มีสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดีตามปกติ

หนำซ้ำ หากพิจารณาในมุมของการระวังป้องกัน การรับมือกับ “อาชญากร” จริงๆ อาจจะรู้สึกปลอดภัยกว่าในแง่ที่สามารถคาดเดาได้ เพราะอาชญากรทั่วไปย่อมมีความยับยั้งชั่งใจที่จะไม่ก่อเหตุกลางวันแสกๆ ในพื้นที่เปิดโล่งที่มีคนพลุกพล่านหรือมีกล้องวงจรปิดจับภาพ ดังนั้น เพียงแค่การหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยงและระมัดระวังตัวตามสมควรก็อาจจะช่วยให้รอดพ้นจากอันตรายในรูปแบบนี้ได้ระดับหนึ่ง แต่วิธีการระวังภัยพื้นฐานเหล่านี้กลับใช้ไม่ได้ผลเลยกับผู้ก่อเหตุที่มีปัญหาบกพร่องด้านความรับรู้ ซึ่งพร้อมจะทำตามสัญชาตญาณโดยปราศจากความตระหนักถึงบริบทแวดล้อมใดๆ ทั้งสิ้น

นึกถึงเรื่องที่มิตรสหายท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟัง (โดยบิดและตัดทอนข้อเท็จจริงไปพอสมควรเพื่อไม่ให้ตามสืบย้อนกลับได้ง่ายนัก เพราะเรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง) นี้ เพราะข่าวดราม่าชาวเน็ตเรื่องหนึ่งซึ่งเชื่อว่าหลายท่านคงผ่านตา กรณีที่ชายวัย 28 ปีคนหนึ่งที่มีประวัติพฤติกรรมคุกคามผู้อื่นมาอย่างยาวนาน ได้เข้าไปตามรังควานและไซเบอร์บูลลี่น้องนักศึกษาหญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้พิการไร้ท่อนแขนข้างหนึ่งแต่กำเนิด เขาพ่นคำพูดเหยียดหยามและแชร์รูปของน้องไปล้อเลียนตามกลุ่มต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลากว่าข้ามปี จนสภาพจิตใจของเหยื่อบอบช้ำอย่างหนักถึงขั้นต้องพักการเรียน

แม้ทางฝั่งพ่อแม่ของผู้ก่อเหตุจะพยายามอธิบายว่าลูกชายของตนมีอาการป่วยในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม (แอสเพอร์เกอร์) ทำให้มีความบกพร่องทางทักษะสังคมเพื่อขอความเห็นใจ

แต่เรื่องที่ทำให้สังคมเดือดจัด คือมี “เพจ (ที่อ้างตัวเป็นสื่อนำเสนอ) ข่าว” เพจหนึ่ง และได้ป้องกันตัวเองได้ฉลาดดี โดยดักคอไว้ว่า เรื่องทั้งหลายที่เสนอผ่านเขานั้นเป็นเรื่องโป้ปดมดเท็จไม่มีสาระ ซึ่งก็น่าจะทำให้รอดพ้นจากข้อกฎหมายและปัดความรับผิดชอบได้พอสมควร ได้ไปสัมภาษณ์ผู้ก่อเหตุในลักษณะของการล่อซื้อ ซึ่งชายวัย 28 ปีผู้นั้นก็จัดให้ด้วยท่าทีที่ปราศจากความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เช่น ยอมรับหน้าตาเฉยว่าทำไปเพราะความอิจฉาหมั่นไส้ทั้งน้องทั้งครอบครัว และยังท้าทายกฎหมายว่าคดีแบบนี้ทำอะไรเขาไม่ได้หรอก เดี๋ยวรอเรื่องเงียบก็จะกลับมาทำอีก คือพูดแต่ละอย่างสุมไฟให้สังคมเกลียดชังหนักขึ้นไปทุกที

กล่าวกันตามตรง พฤติกรรมของผู้ก่อเหตุ ชายวัย 28 ปีนี้ยากที่จะเห็นใจ แตกต่างจากเรื่องที่มิตรสหายเล่ามามายนัก ทั้งในแง่ของพฤติกรรมและความพยายามแก้ปัญหาของฝั่งพ่อแม่ ซึ่งก็มีความเห็นที่น่าสนใจจากคุณพ่อท่านหนึ่งที่ดูแลลูกที่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ ให้ความเห็นสรุปว่า พฤติกรรมของผู้ก่อเหตุนั้น แสดงให้เห็นชัดเจนถึงอาการป่วยในลักษณะนี้ คือความบกพร่องในศีลธรรมและจริยธรรม และไม่เข้าใจเรื่องความเหมาะสม ซึ่งเป็นทักษะทางสังคมที่ผู้ที่มีภาวะนี้ขาดไปแตกต่างจากผู้อื่น

แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเห็นว่า แม้ความผิดปกติทางพฤติกรรมและพัฒนาการนั้นจะเข้าใจได้ในเบื้องต้น แต่ปัญหาที่ทำให้พฤติกรรมบานปลายบางส่วนก็มาจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่ผู้ปกครองด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจเกิดจากการที่พ่อแม่ผู้ปกครองถอดใจ ไม่ยอมรับอาการ หรือขาดความเอาใจใส่ ทำให้เด็กสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการปรับพฤติกรรมและพัฒนาทักษะทางสังคมอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ในความเป็นจริงมีระบบสาธารณสุข (สิทธิบัตรทอง) รองรับการรักษาและให้ยาฟรีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ การที่มีเพจไปสัมภาษณ์ในทำนองปั่นและยั่วยุนั้นยิ่งทำให้เรื่องมันแย่ลงไป เนื่องจากผู้ป่วยในกลุ่มนี้มีความเปราะบางต่อการถูกกลั่นแกล้งอยู่แล้ว การที่ผู้ก่อเหตุไปให้เพจดังกล่าวสัมภาษณ์แล้วถูก “ปั่น” หรือ “ล่อซื้อ” ให้พูดจายั่วยุสังคมให้โกรธแค้นโดยที่ไม่รู้ตัวเลยนั้น คุณพ่อท่านดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า นี่คือลักษณะเฉพาะที่ทำให้เด็กกลุ่มนี้มักตกเป็นเหยื่อของการถูกรังแกอย่างหนักในโรงเรียนมาโดยตลอด เพราะพวกเขาไม่รู้ตัวและไม่อาจประเมินได้ว่าตนเองกำลังถูกหลอกหรือถูกแกล้งเพื่อความสนุกสานอยู่

ดังนั้น สำหรับ “ดราม่า” เรื่องชายวัย 28 ปีที่มีสำนึกและทักษะการรับรู้ทางสังคมบกพร่อง บูลลี่น้องผู้หญิงผู้มีความพิการนั้น โดยส่วนตัวแล้วเมื่อเอาไปเทียบกับเรื่องเด็กหนุ่มที่สระว่ายน้ำที่มิตรสหายมาเล่าให้ฟังนั้นก็มีความเห็นสองทาง

สำหรับน้องผู้หญิงที่ถูกตามบูลลี่นั้น น้องมีสิทธิที่จะโกรธและตอบโต้ทุกทางเพื่อป้องกันตัวเอง และป้องกันผู้อื่นในอนาคตนั่นแหละ เพราะอย่างที่ได้กล่าวไว้ในเรื่องเด็กหนุ่มที่สระว่ายน้ำนั่นแหละ คือต่อให้เราเข้าใจได้ว่าฝ่ายผู้กระทำมีความไม่ปกติ และจะตระหนักรู้เพียงไรก็ตาม แต่ในฐานะของ “ผู้เสียหาย” ที่ได้รับผลจากกระทำ จากการละเมิดอันต่อเนื่องยาวนานนั้น ผลที่ได้รับมันไม่ได้แตกต่างกันกับกรณีการกระทำจากผู้ที่มีความรับรู้ความเข้าใจสมบูรณ์ไม่บกพร่องเลยแม้แต่น้อย ดังนั้น น้องและครอบครัวจึงน่าจะเป็นฝ่ายเดียวที่มีสิทธิโดยชอบธรรมในการตอบโต้และดำเนินการอย่างไรก็ได้เพื่อหยุดพฤติกรรมจากฝ่ายก่อเหตุโดยไม่สนว่าฝ่ายนั้นจะมีข้ออ้างใดๆ ก็ตาม

หากฝ่ายที่อยากจะตั้งคำถาม และก็ตั้งคำถามมานานแล้วหากใครติดตามคอลัมน์นี้ก็คือ บรรดา “เพจปั่น” ที่ทำตัวเป็น “อัยการต่ำ” และ “ศาลเตี้ย” ที่จับผู้คนมาส่งฟ้องและพิพากษาต่อศาลประชาชนชาวเน็ต ที่สร้างคอนเทนต์ปั่นเอาสนุกนั้น อยากรู้เหมือนกันว่า เพจนั้นทราบหรือไม่ว่าผู้ที่ท่านกำลังปั่นสัมภาษณ์ให้เขากระพือให้สังคมเกลียดชังตัวเขาเองมากขึ้นไปเรื่อยๆ นั้น เขาเป็นผู้มีความบกพร่องทางด้านการทำความเข้าใจต่อศีลธรรมความเหมาะควรและการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม

เพราะถ้าจะพูดกันอย่างหยาบๆ ผู้ก่อเหตุก็คือ “คนพิการ” ในอีกรูปแบบหนึ่ง คือพิการทางพฤติกรรม ซึ่งอาจจะไม่ชัดเจนแต่ก็เป็นจริงและมีคำอธิบายในทางการแพทย์ และด้วยความพิการเช่นนั้น เขาก็ได้ไปบูลลี่น้องผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งมีความพิการทางกายภาพที่ประจักษ์ชัด

เรื่องมันเลยกลายเป็นว่า การกระทำของเพจปั่นนั้นก็เหมือนกับคนที่โกรธแค้นเพราะเห็นว่ามีคนพิการทางกายถูกกลั่นแกล้งรังแกโดยวิธีไซเบอร์บูลลี่ ก็เลยไปจับเอาคนที่ก่อเหตุซึ่งก็เป็นคนพิการในอีกรูปแบบหนึ่งมาไซเบอร์บูลลี่เองเสียอย่างนั้น

ชายวัย 28 ปีผู้นั้น แม้ในตอนนี้เขาก็ไม่น่าจะเข้าใจโดยถ่องแท้ว่าเขาทำอะไรลงไป เขาทำอะไรผิดไปแค่ไหน ทุกถ้อยคำที่เขาพูดนั้นจะก่อให้เกิดความเดือดดาลต่อสังคมอย่างไร เพราะความบกพร่องทางการรับรู้เชิงศีลธรรมและการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคมของเขา ส่วนเพจปั่นที่ทำให้เรื่องมันดูเลวร้ายเพื่อความสะใจนั้น ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า พวกเขาได้เข้าใจอย่างถ่องแท้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังอะไรและทำไปทำไม

พวกเขาอาจจะโชคดีกว่าชายที่ถูกปั่นคนนั้น ผู้ซึ่งกลายเป็นตัวตลกและจำเลยของสังคมให้แลกยอดไลค์และยอดวิวไปแล้ว ตรงที่อย่างน้อยเขาก็ยังถือว่าเป็นผู้มีพัฒนาการทางสมองในระดับปกติ มีสติปัญญาและการไตร่ตรองโดยสมบูรณ์ หากสิ่งใดที่พวกเขาทำลงไปนั้นมันจะบกพร่องทางศีลธรรมไปก็น่าจะเป็นที่กมลสันดานไม่ใช่ความบกพร่องที่อธิบายได้ในทางการแพทย์