กัมปนาท ระเบิด จาก ห้อง ‘วงษ์สุวรรณ’ กรณี ช้างตกมัน

กรณีระเบิดที่ “ห้องวงษ์สุวรรณ”

โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อตอนสายของวันที่ 22 พฤษภาคม สรุปตามสำนวนไทยได้หลายสำนวน

ที่เด่นชัดที่สุด คือ “ช้างประสานงา”

และที่เด่นชัดยิ่งกว่านั้น คือ “ช้างตกมัน”

ไม่เชื่อลองพลิกไปอ่านจากหนังสือ “พจนานุกรม ฉบับมติชน” ก็จะประจักษ์ว่า ช้างเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่

เมื่อประสาน “งา” ย่อมเปรี้ยงปร้าง

ขณะเดียวกัน เมื่อ “ช้างตกมัน” อันมีลักษณะเป็นสำนวน ก็คือ ผู้ใหญ่กำลังโกรธอาละวาด อันนำไปสู่บทสรุปจากความจัดเจนในทางเป็นจริง

ช้างสารชนกัน หญ้าแพรกก็แหลกลาญ

เห็นการออกโรงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นการออกโรงของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตามด้วยการออกโรงของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท

ก็ตระหนักได้ว่า “ระเบิด” เป็นเรื่องระดับ “ช้าง”

ปัจจัยแรกสุดก็คือ ลักษณะและความต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ต่อเนื่องระหว่างหน้ากองสลาก (เก่า) ถนนราชดำเนินกลาง และข้างโรงละครแห่งชาติ ใกล้ท้องสนามหลวง

หากแต่ยังโยงไปยังสถานการณ์ระเบิดเมื่อปี 2550

ไม่ว่าจะเป็นที่หน้าโรงภาพยนตร์เมเจอร์ รัชโยธิน ไม่ว่าจะเป็นที่บริเวณหน้ากองบัญชาการทหารบก ไม่ว่าจะเป็นที่ซอยราชวิถี 26

“ลายมือ” ของระเบิดเป็นอย่างเดียวกัน

คำตอบอันมาจากกลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิดหรือที่เรียกว่า “อีโอดี” กองบัญชาการตำรวจนครบาล เด่นชัด

จะเข้าใจระเบิดปี 2560 จึงต้องอ่านจากปี 2550

เท่ากับยืนยันในความสัมพันธ์และความต่อเนื่องระหว่างรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 กับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557

10 ปีผ่านมายังอยู่ที่เดิม

จากปัจจัยนี้อาจทำให้ “บางคน” มองว่าจุดเดิมนั้นก็คือ คู่ความขัดแย้งเดิมที่เคยมีก่อนรัฐประหารปี 2549 กับก่อนรัฐประหารปี 2557

แต่เมื่อสัมผัสสถานการณ์ปี 2560 กลับละเอียดอ่อนยิ่งกว่านั้น

สังเกตได้จาก “ท่าที” อันเปี่ยมด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างสูง ไม่ว่าจะมาจาก 1 คสช. ไม่ว่าจะมาจาก 1 รัฐบาล

กลับมากด้วยความระมัดระวัง มากด้วยความสุขุม

อาจประณามว่า “คนเลว” อาจประณามว่า “เหี้ยม” อาจฟันธงว่าพวก “หนักแผ่นดิน” แต่นิ้วที่ชี้ออกไปแตกต่างจากความเชื่อมั่นกรณีท้าวมหาพรหม กรณีคาร์บอมบ์บนเกาะสมุย

แสดงว่าเริ่มมีปัจจัยใหม่ ซึ่งมีลักษณะ “แยก” และ “แตกตัว”

เป็นการแตกตัวจากกลุ่มที่เคยร่วมอยู่ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 และกลุ่มที่เคยร่วมอยู่ก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557

เพราะเป้าหมายพุ่งเข้าชน “ห้องวงษ์สุวรรณ” อย่างหนักแน่น

เหมือนกับปฏิบัติการนับแต่ปลายปี 2559 เป็นต้นมา ที่กระหน่ำซัดเข้าใส่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างเป็นระบบ เป็นกระบวนการ

โดดเดี่ยว “วงษ์สุวรรณ” ออกมา

การทำความเข้าใจต่อกรณี “ระเบิด” หลังสุดจำเป็นต้องยึดกุมหลักการของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล

นั่นก็คือ แสวง “จุดร่วม” สงวน “จุดแยก”

นั่นก็คือ ต้องคำนึงถึงพยานหลักฐาน ไม่ว่าพยานวัตถุ ไม่ว่าพยานบุคคล จะเอาแต่คำเล่าขานหรือการซุบซิบนินทาผ่าน “ออนไลน์” ไม่ได้

พยานวัตถุจึงสำคัญ พยานบุคคลจึงทรงความหมาย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon