ผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก “ในทางปฏิบัติ” ท่านหนึ่งเคยให้ข้อคิดน่าสนใจไว้เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับการ “ตีเด็ก” เพื่อสั่งสอนไว้ ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนคงจะมีปัญหาตั้งแต่ประเด็นว่าการตีสั่งสอนเด็กนั้นกระทำได้หรือไม่ แต่ส่วนสำคัญอยู่ที่วิธีคิดเบื้องหลังที่เห็นว่าแยบคายอยู่ จึงอยากนำมาเล่าให้ฟัง
ทรรศนะของผู้ใหญ่ท่านนั้นเห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าเราควรจะ “ตีเด็ก” เพื่อประโยชน์ในการสั่งสอนได้หรือไม่ แต่อยู่ที่การ “ตีเด็ก” ของเรานั้นมุ่งตอบสนองต่อผลลัพธ์คือการสั่งสอนจริงๆ หรือเป็นไปเพื่อการระบายอารมณ์โดยลุแก่โทสะของเราเอง ซึ่งถ้าเป็นอย่างแรกนั้นก็ยังถกเถียงเห็นต่างกันในเชิงปรัชญาและมุมมองในการเลี้ยงดูสั่งสอนเด็กกันได้ แต่ถ้าเป็นกรณีหลังไม่ว่าอย่างไรก็ไม่สมควรแน่ๆ
ซึ่งท่านว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ที่ลงโทษเด็กด้วยวิธีนี้นั้นส่วนใหญ่ได้อาศัยการ “ตีเด็ก” เพื่อการระบายอารมณ์ความโกรธเกรี้ยวโดยอ้างว่าเป็นการสั่งสอน หรืออย่างน้อยก็ผสมไปกับเจตนารมณ์ในการสั่งสอนจริงๆ ซึ่งนั่นแหละคือจุดที่ร้ายและแย่ที่สุดในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม คอลัมน์ในตอนนี้ไม่ใช่จะเขียนประเด็นปัญหาปรัชญาว่าด้วยการเลี้ยงดูเด็กอะไร ผู้ที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรงในครอบครัวหรือไม่เห็นด้วยกับการตีสั่งสอนเด็กนั้นไม่จำเป็นต้องคิดจะเขียนบทความโต้แย้งหรือข้อความแชร์โพสต์ไปด่าอะไรเรื่องนี้ให้เป็นการเสียเวลา
หากที่เล่าไปข้างต้นนี้เพื่อจะเชื่อมโยงไปถึง “เสียงเตือน” และข้อกังวลที่บรรดากองเชียร์และผู้สนับสนุนพรรคประชาชน หลังจากที่ได้ฟังคำอภิปรายของ “หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในฐานะหัวหน้าพรรค บ่นตรงกันด้วยนิยามสั้นๆ ว่าเป็นการอภิปรายด้วยอาการเหมือนคน “เมาหมัด” โดยเฉพาะในท่อนที่มุ่งโจมตี “พรรคอันดับสอง” ที่เข้าร่วมรัฐบาลที่หมายถึงพรรคเพื่อไทย ว่าเป็นการขายวิญญาณโดยไม่สามารถต่อรองอะไรกับพรรคภูมิใจไทยได้
บรรดาผู้มีชื่อเสียงและกองเชียร์ที่ปรากฏตัวออกมาติติงเรื่องอาการเมาหมัดนี้ ต่างเป็นเหมือน “แนวต้านสุดท้าย” ที่ก่อนหน้านี้แทบจะไม่วิพากษ์วิจารณ์อะไรอย่างรุนแรงต่อพรรคนี้ให้เห็นมาก่อน
สิ่งที่กองเชียร์ต่างเห็นว่าพรรคประชาชนกำลังออกอาการ “เมาหมัด” นี้ก็คือการที่ “หัวหน้าเท้ง” ยังคงมุ่งเป้าที่จะโจมตีพรรคเพื่อไทยไม่แล้วไม่เลิก ทั้งที่การเลือกตั้งก็จบไปแบบเห็นผลแพ้ชนะกันแล้ว ว่าเหมือนการไม่พยายาม “มูฟออน” หรือก้าวไปข้างหน้าเสียทีจากความเจ็บแค้นจองเวรต่อพรรคเพื่อไทยที่เริ่มต้นนับแต่การตัดสินใจทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยที่ “พรรคส้ม” ที่ในขณะนั้นยังเป็นพรรคก้าวไกลเรียกว่าเป็นการตระบัดสัตย์ข้ามขั้ว ไปร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรครัฐบาลเดิมที่เคยร่วมสืบทอดอำนาจในรัฐบาลหลังรัฐประหารของอดีตผู้นำ คสช.
ในการ “ตระบัดสัตย์” (หากจะเรียกเช่นนั้น) ทุกฝ่ายรวมถึงแม้แต่พรรคเพื่อไทยเองก็ได้เห็นและยอมรับตรงกันว่า นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะต้อง “จ่ายราคา” ด้วยตัวเองในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งการเลือกตั้งที่ว่านั้น ก็คือการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านไปนั่นเอง ราคาที่พรรคเพื่อไทยได้จ่ายไปคือการตกจากพรรคอันดับที่สอง ที่เคยได้ ส.ส. 141 ที่นั่ง ลงมาเหลือเพียง 74 ที่นั่ง กลายเป็นพรรคต่ำร้อย เป็นความพ่ายแพ้ขาดลอยที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งพรรคไทยรักไทยเลยก็ว่าได้
หากในขณะเดียวกัน “พรรคส้ม” ที่ปัจจุบันคือพรรคประชาชนเอง ที่ระหว่างการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แนวทางในการเดินกลยุทธ์การเมือง ที่มุ่งโจมตีรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเป็นหลักนั้นก็ไม่ได้ช่วยให้พรรคประชาชนได้เป็นฝ่ายชนะการเลือกตั้ง เพราะจากที่เคยเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ได้ ส.ส. 151 ที่นั่ง แต่ในครั้งนี้ลดลงมาเป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งเป็นอันดับสองเหลือ 120 ที่นั่ง
หากเราจะพิจารณากันเฉพาะคะแนนของ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ที่อาจเรียกได้ว่า เป็น “คะแนนความนิยมระดับประเทศ” อันแท้จริงที่ไม่ได้ถูกแทรกแซงด้วยสภาพการเมืองในระดับพื้นที่หรือท้องถิ่นหรือการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างที่ชอบอ้าง ก็ปรากฏว่าคะแนนเสียงที่ประชาชนเลือก ส.ส. ในระบบดังกล่าวของพรรคประชาชนนั้นก็ลดลงจากประมาณ 14.4 ล้านเสียง ลงมาอยู่ที่ราว 11 ล้านเสียงเท่านั้น เท่ากับว่าพรรคประชาชนนั้นทำ “เสียง” ของประชาชนที่เคยเลือกพรรคตัวเองหล่นหายไปถึง 3 ล้านคะแนน
แม้จะพิจารณาว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้มีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งลดลงนั้นก็จริงอยู่ คือจากข้อมูลนั้นลดลงจาก 75% ลงมาเหลือ 71% แต่ถ้าพิจารณาจากสัดส่วนคะแนน จากประมาณ 38% ซึ่งแปรเป็นจำนวน ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 39 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดเหลือเพียงราว 31% หรือคิดเป็นจำนวน ส.ส.เหลือ 32 ที่นั่ง ก็เท่ากับว่า พรรคส้มทำ “คะแนนเสียง” ที่จะกลายมาเป็น “ที่นั่งในสภา” หายไปถึง 7 ที่นั่งเลยทันที
ไม่ว่าจะมองในแง่ไหน ก็ต้องถือว่า พรรคสีแดงคือเพื่อไทยนั้น “แพ้” แต่พรรคส้มนั้นก็ “พ่าย” ด้วยเช่นกัน
หากมองว่าความเสียหายพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยคือผลจากอนันตริยกรรมในการตัดสินใจทางการเมืองที่พรรคส้มเรียกว่าเป็นการ “ตระบัดสัตย์” แล้วการแพ้ภัยของพรรคประชาชนนั้นคือบาปเคราะห์ จากกรรมใดที่สนองต่อพวกเขาหรือ
โดยความเห็นส่วนตัวในฐานะที่เป็นเสียงหนึ่งใน 3 ล้านเสียงที่ “หายไป” เพราะการเลือกดำเนินบทบาททางการเมืองของ “พรรคส้ม” หลังจากการเลือกตั้งปี 2566 จนถึงการเลือกตั้งครั้งล่าสุดนั้น มาจากการที่พรรคประชาชนเลือกที่จะเล่นการเมืองด้วยความเกลียดชังโกรธเกรี้ยวเป็นหลักตลอดช่วงเวลาของการเป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย
จริงอยู่ที่ก่อนหน้านี้ “พรรคส้ม” ในฐานะของพรรคก้าวไกลนั้นก็มีส่วนที่เป็นการเล่นการเมืองเชิงความโกรธเกรี้ยวของประชาชนที่คุกรุ่นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2562 ถึง 2566 ซึ่งเป็นความเคืองแค้นของประชาชนต่อ “รัฐบาลสืบทอดอำนาจ” ของคณะรัฐประหาร คสช. ที่นายกรัฐมนตรีนั้นคือคนเดิมที่ปกครองอำนาจมาตั้งแต่การรัฐประหารปี พ.ศ.2557
ความโกรธเกรี้ยวเคืองแค้นในตอนนั้นส่งผลให้ประชาชนอย่างเราต้องใช้กระบวนการเลือกตั้งนี้ในการ “ต่อสู้” ในหนทางที่เป็นไปได้และอยู่ในการควบคุมของเรา คือการกาบัตรเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ผู้ครองอำนาจจากการรัฐประหารและการฉ้อฉลสืบทอดอำนาจนั้นได้กลับเข้ามาสู่การมีอำนาจได้อีก ภายใต้แคมเปญว่า “มีลุงไม่มีเรา” ที่เป็นส่วนหนึ่งในพรรคก้าวไกลชนะการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2566 อย่างถล่มทลาย
แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า นอกจากความเคืองแค้นกราดเกรี้ยวแล้ว สิ่งที่พรรคก้าวไกลหรือพรรคส้มในขณะนั้นเสนอขึ้นมาควบคู่ไปด้วย คือ “การเมืองแห่งความหวัง” ว่าประเทศนี้จะดีขึ้น จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในแง่ดีหลายๆ ประการ เช่นการปฏิรูปกองทัพ การยกเลิกการเกณฑ์ทหารมาเป็นระบบสมัครใจ การกระจายอำนาจเพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจ สามารถปกครองตัวเองและบริหารท้องถิ่นได้ตามความต้องการของคนในพื้นที่ รวมถึงการแก้ไขและตรากฎหมายขึ้นมาหลายฉบับเพื่อแก้ไขปัญหาเรื้อรังหลายอย่างของประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น
คือนอกจากความโกรธเกรี้ยวแล้ว ก่อนหน้านี้การเมืองของพรรคส้มยังมีส่วนที่เป็นความหวัง หรือหากกล่าวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพ คือแนวทางในการต่อสู้ทางการเมืองของอดีตพรรคก้าวไกลนั้น นอกจากจะให้สัญญาว่าเราจะโค่นต้นไม้พิษแล้ว ก็ยังบอกด้วยว่า เราจะปลูกต้นไม้ใหม่ขึ้นมาได้อย่างไร แบบใหม่ และต้นไม้ที่จะปลูกลงบนแปลงดินแห่งประเทศหลังจากที่โค่นไม้พิษที่ผุเน่าแล้วจะปลูกต้นไม้ใหม่ที่จะเป็นร่มเงาและมีภูมิทัศน์อย่างไร
แตกต่างจากการดำเนินแนวทางทางการเมืองของ “พรรคส้ม” ในยุคของพรรคประชาชนที่ยังคงเน้นการเมืองเชิงความเกลียดชังโกรธเกรี้ยวโดยละทิ้งหรือลดระดับของ “การเมืองแห่งความหวัง” ลงไปจนแทบไม่ปรากฏ
คล้ายดังการชวนคนไปโค่นต้นไม้เหมือนเดิม ด้วยแคมเปญ “มีเราไม่มีเทา” โดยการไล่ชี้คนโน้นคนนี้ว่าเทาว่าด่างดำให้วุ่นวายไปหมด พยายามชี้ให้เห็นว่าผู้มีอำนาจกลุ่มเดิมนั้นเลวทรามชั่วช้าเอารัดเอาเปรียบประชาชนกัดกินประเทศอย่างไร หากในส่วน “การเมืองเชิงความหวัง” ของพรรคประชาชนกลับไม่ชัดเจน คล้ายกับบอกว่าให้เลือกเราไปโค่นต้นไม้เลวๆ นั่นเสียเถิด ส่วนจากนั้นจะเป็นอย่างไรจะปลูกอะไรก็ขอให้เป็นเรื่องของเรา ขอให้เชื่อเราก่อนก็พอ
ซึ่งเป้าใหญ่ที่สุดของพรรคประชาชนก็คือ “พรรคเพื่อไทย” ที่ถูกตั้งข้อหาตระบัดสัตย์ข้ามขั้วแบบไม่เลิกราแบบแค้นฝังหุ่น
ผลของการดำเนินแนวทางการเมืองในลักษณะนี้ส่งผลอย่างไรก็ได้เห็นในการเลือกตั้งไปแล้วดังที่ได้กล่าวไป และบรรดากองเชียร์พรรคส้มต่างก็ได้เห็นและยอมรับแล้ว
ดังนั้น การที่พรรคยังคงโจมตีพรรคเพื่อไทยที่เรียกว่าแพ้จนไม่รู้จะแพ้อย่างไร แม้แต่กองเชียร์พรรคประชาชนบางท่านก็เหยียดหยามพรรคเพื่อไทยว่า ตอนนี้ไม่อยู่ในสภาพที่เป็นคู่แข่งของพรรคประชาชนอีกต่อไปแล้ว ราวกับบอลคนละลีกทีมคนละชั้นที่เล่นกันคนละสนามก็ยิ่งนำไปสู่การตั้งคำถามว่า เช่นนี้การที่หัวหน้าเท้งยังคงออกมาอภิปรายโจมตีพรรคเพื่อไทยว่าขายวิญญาณเป็นพรรคอันดับสองที่ไม่มีความสำคัญอันใดต่อรัฐบาลนี้ นั้นทำไปเพื่ออะไร
ถ้าย้อนกลับไปที่คำถามของผู้ใหญ่ต้นเรื่อง คือการอภิปรายโจมตีพรรคเพื่อไทยแบบไม่เลิกรานั้น เป็นไปเพื่อบรรลุ “วัตถุประสงค์” อย่างใดอันเป็นประโยชน์ หรือเป็นเพียงการระบายอารมณ์ความโกรธแค้นชิงชังเพื่อความสะใจของผู้อภิปรายโดยไร้ประโยชน์กันเล่า
เพราะแม้แต่กองเชียร์พรรคส้มก็ยังมองว่าการอภิปรายของหัวหน้าเท้งเป็นไปในรูปแบบหลัง เป็นการระบายอารมณ์โกรธเกรี้ยวใส่พรรคเพื่อไทยโดยไร้ประโยชน์เพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกพลาดแพ้ในการเลือกตั้งภายใต้กลยุทธ์และการนำทัพของตนเอง เป็นที่มาของเสียงเอกฉันท์ของกองเชียร์รอบเวทีว่าเป็นการโจมตีแบบเมาหมัด เหมือนเห็นนักมวยสักคนกราดเกรี้ยวชกต่อยเสาข้างเวทีหรือหันไปด่าคนดูที่เป็นกองแช่งของอีกฝั่ง เพื่อระบายอารมณ์ในยกท้ายๆ ที่รู้ว่าคะแนนถูกทิ้งห่างอย่างที่แพ้ไปแล้วแน่นอนเพียงแค่ยังไม่ถูกน็อกเท่านั้น
พฤติกรรมบนเวทีที่เป็นการระบายอารมณ์เช่นนั้นเองคือการเมาหมัด และตามมาด้วยเสียงเรียกร้องให้นักชกคนเดิมโยนผ้าลงจากเวทีมาเถิดเพราะเมาหมัดจนหมดรูปมวยแล้ว เพื่อให้ทางค่ายได้มีโอกาสส่งนักสู้คนใหม่ลงเวทีเพื่อกลับไปกู้หน้าในสังเวียนครั้งหน้า

