การเมืองนคร – ในการศึกษาเรื่องของการเมืองนครนั้น แนวทางใหม่ในการศึกษาแนวทางหนึ่งคือการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางการเมืองในเมือง ที่ไม่ใช่เรื่องแค่แบบ การเมืองนครแบบ “ก้าวหน้า”
หรือ “อนุรักษนิยม” ที่เราเข้าใจกันว่าต้องการบริหารจัดการเมืองที่มุ่งความเท่าเทียม ให้คุณค่ากับคนที่ชายขอบ เน้นการกระจายทรัพยากรและขึ้นภาษีทรัพย์สิน/ที่ดิน (ก้าวหน้า) กับแบบที่เน้นการมีบทบาทของรัฐบาลเมืองที่น้อย ไม่แทรกแซงลงไปในตลาด/เศรษฐกิจไม่เพิ่มหรือลดภาษีทรัพย์สินและที่ดิน เน้นบทบาทเอกชนในการนำการลงทุนและพัฒนาเมืองเน้นการปราบหนักกับอาชญากรรม เน้นลดกฎระเบียบในการจัดการผังเมือง (อนุรักษนิยม)
แนวคิดที่จะกล่าวถึงก็คือแนวคิดที่เรียกว่า “(ก้าว) พ้นการเมือง” หรือ “หลังการเมือง” (post-politics) หรือ “เมืองที่ก้าวพ้นการเมือง” (post-politics city)
ความเข้าใจนี้เริ่มมาจากการทำความเข้าใจใหม่ทางทฤษฎีการเมือง ที่เข้าใจกระบวนการ “ลดทอนการเมือง” หรือ “ทำให้ไม่เป็นการเมือง” (depoliticization) ที่อาจจะใช้คำว่า “หลังการเมือง” (post-politics) “หลังประชาธิปไตย” (post-democracy) หรือ “หลังความเป็นการเมือง” (post-political)
ในคำจำกัดความนั้นแม้อาจจะยังไม่ตรงกันนัก แต่ก็พอจะจุดที่ตรงกันว่ามันคือสถานการณ์ที่ความเป็นการเมือง (the political) ในความหมายที่ว่าถึงพื้นที่แห่งการต่อสู้แย่งชิง-ต่อรอง (a space of contestation and agonistic engagement) นั้นถูกปกครองครอบงำมากขึ้น (colonized) ด้วย “การเมือง” (politics) ที่มีนัยแบบการรักษาความสงบ การสอดส่องจัดการ (police) และที่หมายถึงการใช้กลไกทางเทคนิคในการบริหารจัดการพื้นที่ด้วยกรอบกติกาและกระบวนการที่เห็นพ้องต้องกันที่ไม่มีใครตั้งข้อสงสัยอีกต่อไปในเรื่องของประชาธิปไตยแบบตัวแทน เศรษฐกิจแบบตลาดเสรี และความเป็นเสรีนิยมแบบพลเมืองโลก ที่อ้างถึงความเปิดกว้างทางสังคม เชื่อมั่นในความเท่ากันของทุกคน (technocratic mechanisms and consensual procedures that operate within an unquestioned framework of representative democracy, free market economics and cosmopolitan liberalism)
ในโลก “หลังการเมือง” หรือ “พ้นจากการเมือง” ความแตกต่างทางการเมืองจะถูกลดทอนลงสู่
“ปัญหาในระดับนโยบาย” ที่จะต้องถูกจัดการโดยเหล่าผู้เชี่ยวชาญต่างๆ และถูกทำให้เกิดความชอบธรรมผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมที่ขอบเขตของผลผลิตที่เป็นไปได้จะถูกกำหนดเอาไว้แล้วล่วงหน้า
ในความหมายของการเมืองแบบพ้นการเมืองนี้ “ประชาชน” ซึ่งเดิมมีความหมายนัยของความเป็นกลุ่มก้อนของผู้คนที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงและสร้างความปั่นป่วน (potentially disruptive political collective) ถูกแทนที่โดยคำและแนวคิดเรื่อง “ประชากร” ซึ่งมีความหมายในแบบกลุ่มก้อนเช่นกันแต่เป็นกลุ่มก้อนแบบวัตถุในความหมายของ “กลุ่มก้อนของทัศนคติจากโพล” กลุ่มก้อนจากการถูกสอดส่องสังเกต และการหาค่าที่เหมาะสมที่สุดทางชีววิทยา คำและความหมายของคำว่า “พลเมือง” (citizens) ถูกทำให้มีความหมายถึงผู้บริโภค การเลือกตั้งถูกวางกรอบให้เป็นเรื่องแค่การ “เลือก” (choice) ที่ปัจเจกบุคคลต่างๆ ได้ทำการเลือก “ผู้จัดการ” ที่ตนต้องการเพื่อจัดการกับสภาวการณ์ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ (Jophy Wilson and Erik Syngedouw. Introduction: Seeds of Dystopia: Post-Politics and the Return of the Political. In The Post-Political and its Discontents: Spaces of Depoliticization, Spectres of Radical Politics. Edinburgh: Edinburgh University Press, 2014 และ Erik Swyngedouw. The Antinomies of the Postpolitical City: In search of a Democratic Politics of Environmental Production. International Journal of Urban and Regional Research. 33:3., 2009: pp 601-620)
นัยของการเมืองนครแบบพ้นการเมืองนี้ จะหมายถึงการที่การเมืองในระดับท้องถิ่นเป็นเรื่องของการบริหารจัดการ เป็นเรื่องของเทคนิคเทคโนโลยี การมีส่วนร่วมหมายถึงการสร้างเครือข่าย-ภาคี ที่หมายถึงการจับตัว-รวมตัวกันของชนชั้นนำ เอ็นจีโอ และกลุ่มเอกชนที่ทั้งหมดให้ความสำคัญกับการเห็นพ้องต้องกันมากกว่าการถกเถียง และไม่พูดเรื่องปัญหาโครงสร้างทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง แต่จะสนใจส่วนที่ทำได้ ปรับได้
การเมืองในนครแบบนี้จึงก้าวพ้นการเมืองแบบก้าวหน้า แบ่งเขาแบ่งเรา ทั้งซ้ายและขวา ไม่เน้นเรื่องความขัดแย้ง โค่นล้ม การเมืองเป็นเรื่องของการเลือกผู้บริหารเมืองที่มาจัดการปัญหาเมืองด้วยความรู้และเทคโนโลยี ไม่มีเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองใหญ่ๆ ซึ่งแม้ว่าจะไม่สร้างความขัดแย้งในเรื่องการรณรงค์หาเสียง
แต่ก็ทำให้ความขัดแย้งต่างๆ ถูกละเลย และในระยะยาวทำลายคุณค่าของคำว่าการเมืองที่ไม่หยุดนิ่ง และละเลยปัญหาของคนอีกมากมายที่ไม่รู้ว่าจะจับใส่ตรงไหนไว้ในนโยบายและโครงการบริหารเมือง เพราะถูกครอบงำโดยวิธีการบริหารทางเทคนิค (technocratic hegemony)
ความท้าทายของการเมืองนครแบบพ้นการเมืองนี้ทำให้การเมืองนครที่ชี้ให้เห็นปัญหาความไม่เท่าเทียม ปัญหาของคนจำนวนมากที่ต้องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างก็ถูกมองด้วยสายตาว่ามันมากไป ส่วนข้อเสนอแบบเน้นโครงสร้างใหญ่ๆ แต่ไม่ได้สร้างเครือข่ายกับคนที่มีอิทธิพลทางความเห็นต่างๆ ในเมืองก็ถูกมองว่ามากเกินไปเช่นกัน
แต่ถ้าเป็นโครงการย่อยๆ แต่ทำให้เมืองมันดูดี มีการลงทุน คนที่มีสิทธิในเมืองแบบชนชั้นกลางมีคุณภาพชีวิตที่ดี (แต่ไม่ได้เกี่ยวกับคนชายขอบ หรือประชากรแฝงที่หาเช้ากินค่ำ) ก็จะได้รับการตอบรับที่ดีทางการเมือง และจะมีการบริหารเมืองได้ต่อไป
ยิ่งความท้าทายที่มีกับทุนนิยม หรือเสรีนิยมใหม่ที่กระแทกเข้ามาจากภายนอกนี่ไม่ต้องคิดมาก เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องเป็นไป และต้องหยิบจับมาใส่พื้นที่ให้เป็นส่วนหนึ่งของเมืองในระดับโลก (global cities)
ความท้าทายของการเมืองนครจึงอยู่ที่การนำเอาประชาธิปไตย และความเป็นการเมืองกลับมา โดยพลิกประเด็นบางอย่างกลับหัวกลับหาง เช่นทำให้ประชาชนและประชาธิปไตยเป็นตัวที่ “สร้างความปั่นป่วน” ให้กับเมือง
ไม่ใช่มองว่าเมืองนั้นต้องรับความปั่นป่วนจากภายนอกแล้วมาเถียงกันว่า “ระบบ” หรือเทคโนโลยีแบบไหนจะเหมาะกับเรา และนักบริหารจะเหมาะกับเรา แบบสร้างเยอะ หรือสร้างน้อยๆ
นี่คือความหมายที่ทำให้เมือง และการเมือง ที่มาจากคำว่า “เมือง” นี่แหละครับที่เป็นรากฐานของการเป็นชุมชนที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง แตกกระจาย ปั่นป่วน นั้นอยู่ด้วยกันให้ได้ มีอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน และมีความแตกต่าง หลากหลายที่ต้องอยู่ด้วยกันผ่านตรรกะของความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่อยู่กันแบบหลากหลายแล้วเอาเปรียบกัน หรือยอมรับความหลากหลายไว้ขายคนอื่น แต่คนในเมืองเดือดร้อนจากการกินชีวิตกัน
พูดอีกอย่างก็คือ การเมืองในเมืองนั้นย่อมที่จะต้องพูดถึงความไม่เป็นระเบียบ ความลงรอยกัน เพราะความต้องการของประชาชนนั่นแหละมัน disrupt ระบบที่พยายามจะกดทุกอย่างเอาไว้ในฉากหน้าของความเรียบร้อย เป็นระเบียบ ความมีประสิทธิภาพ และ ประสิทธิผลของเทคโนโลยีการบริหารเมืองที่วัดกันด้วยตัวชี้วัด และเมืองอัจฉริยะ และเชื่อว่าประชาชนควรจะอยู่ในที่ในทาง เช่นการแจ้งความต้องการ ไปเลือกตั้ง ได้ผู้บริหาร ก็มาทำงาน และให้ความเห็นเป็นเรื่องๆ แล้วก็แก้กันเป็นเรื่องๆ มองความประสบความสำเร็จจากการไม่มีความแปรปรวน ปั่นป่วน
ความเปลี่ยนแปลงและปั่นป่วนของเมือง หรือวุ่นวายจากคนในเมืองนั้นเป็นเรื่องปกติ จับเข้าที่เข้าทางได้ยาก และยิ่งเกี่ยวข้องกับความไม่เท่าเทียมและไม่เป็นธรรมนั้น ความปั่นป่วนที่แสดงออกมาต้องถูกมองในแบบที่ไม่ได้กดเอาไว้ หรือหลีกเลี่ยง แต่ต้องนำมาถกเถียงกัน และพยายามหาทางออก ไม่ใช่มองว่าเป็นปัญหาที่ไม่อยากพูด
นี่คือความท้าทายเบื้องต้นที่การเมืองนครแบบก้าวพ้นการเมืองต้องเจอครับ
และนี่คือความท้าทายในการเลือกตั้งของมหานครหลายแห่ง ไม่ใช่แค่มาเถียงกันว่าใครจะได้เป็นผู้ว่าฯ โดยไม่ได้เถียงกันเลยว่าปัญหาระดับโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม รวมไปถึงการมองเห็นและมองไม่เห็นคนอีกหลายกลุ่มในเมืองนั้นถูกพูดในนโยบายไหม และจะพูดได้อย่างไร เป็นประเด็นใหญ่ในการเลือกตั้งด้วย ไม่ใช่มองแต่การเมืองแค่เป็นกระบวนการในการมาจัดระเบียบพื้นที่เท่านั้น เพราะในพื้นที่มันมีความสัมพันธ์หลายมิติที่ซับซ้อนอยู่ในนั้น
เรื่องเหล่านี้ไม่ได้มองแบบซ้าย ขวา แต่มองว่ามีอะไรที่ยังไม่เห็นไหม ในเมืองแต่ละแห่งครับ

