หน้าแรก คอลัมนิสต์ พิชญ์ พงษ์สวั...

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | ความคาดหวังในการรณรงค์หาเสียงผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก.ในปี’69

20.04.26 | 14:01 น.
ความคาดหวังในการรณรงค์หาเสียงผู้ว่าฯกทม.และ ส.ก.ในปี’69

แม้เราจะเข้าสู่บรรยากาศการนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้ง ผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) และสมาชิกสภากรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขตในไม่ถึงสามเดือนแล้ว แต่บรรยากาศการนับถอยหลังดูจะยังไม่ค่อยมีความคึกคักเท่าที่ควร

หลายคนรู้สึกว่าบรรยากาศการเลือกตั้งในรอบนี้ ไม่น่าจะมีอะไรเกินการคาดหมาย หาก อาจารย์ชัชชาติในฐานะ “ซุปเปอร์แคนดิเดต” ตัดสินใจลงสมัคร เพราะจะหาแคนดิเดตในการมาแข่งขันยากอยู่

ยิ่งถ้าอาจารย์ชัชชาติไม่ส่งผู้สมัคร ส.ก.ในนามของทีมชัชชาติเองแล้ว กอปรกับข่าวที่ทางพรรคเพื่อไทยอาจจะไม่ส่งผู้สมัครทั้งตัวผู้ว่าฯและ ส.ก.ก็ยิ่งทำให้สังคมและสื่อในช่วงนี้ยังหามุมเล่นในเรื่องของการนับถอยหลังการเลือกตั้งในครั้งนี้ได้ยากหน่อย

อาจจะยังมีลุ้นในเรื่องของรายชื่อของผู้สมัครผู้ว่าฯของพรรคประชาชนกันอยู่บ้าง แต่เหมือนกับในช่วงนี้กระแสนี้อาจจะยังไม่แรงพอ

พูดให้ถึงที่สุด บางคนอาจจะอยากจะรู้สึกเหมือนที่ผมเคยเขียนว่า แทนที่จะมาเถียงกันเรื่อง “ชัชชาติสมัยที่สอง” มาพูดกันเรื่อง กทม.ในยุคหลังชัชชาติไปเลยดีกว่า (อีกสี่ปีค่อยมาลุ้นกัน … เขาว่ากันอย่างนั้น)

Advertisement

ในสัปดาห์นี้ผมเลยอยากจะขอนำเสนอมุมมองใหม่ว่า บางทีเรื่องที่น่าสนใจในการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ในรอบที่สอง (และการเลือกตั้ง ส.ก.ในรอบนี้ที่มากกว่าการลุ้นว่าพรรคไหนจะได้ อ.ชัชชาติจะส่งผู้สมัคร ส.ก.ไหม หรือใครจะมา) อาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครชนะ”

แต่อยู่ที่ว่าประเด็นที่เกี่ยวกับเมืองประเด็นไหนบ้างที่เป็นประเด็นที่คนในเมืองสนใจ และต้องการเปลี่ยนแปลง

ไม่ใช่แค่ “ใคร” จะเป็นผู้ว่าฯ หรือใครจะเป็น ส.ก.

หรือพรรคไหนจะได้ชัยชนะ หรือคนที่ชนะได้คะแนนมาจากพรรคไหนบ้าง เมื่อเทียบกับคะแนนการเลือกตั้งระดับชาติที่ผ่านมา

อย่างในการเลือกตั้งผู้ว่าฯในรอบที่แล้ว บางคนอาจจะมองแค่ว่าใครชนะใครแพ้ คะแนนอยู่ที่เท่าไหร่

จนอาจลืมไปว่า อย่างน้อยสามคนหลักในการแข่งขันในรอบที่แล้ว ได้นำเสนอประเด็นในเมืองที่ต่างกัน

อย่างน้อยเท่าที่จำได้ ปัญหาเมืองถูกมองในสามประเด็นใหญ่

คุณวิโรจน์ เองสนใจเรื่องการจัดการทุนใหญ่ในเมือง

อาจารย์สุชัชวีร์ มองเรื่องโครงสร้างขนาดใหญ่

อาจารย์ชัชชาติ มองเรื่องการสร้างความเชื่อมโยงของโครงสร้างย่อยๆ ในเมืองที่มีอยู่แล้วให้มันเข้มแข็งขึ้น

เรื่องเหล่านี้สำคัญ และสื่อควรจะให้ความสนใจประเด็นที่เรียกว่า “วาระสำคัญของเมือง” (urban agenda) เหล่านี้เป็นหลัก ไม่ใช่แค่สนใจแต่สีสันการหาเสียง หรือทำเรื่องของดีเบตให้เป็นความบันเทิงแนวเกมส์โชว์เป็นหลัก

วาระสำคัญของเมืองควรจะเป็นเรื่องหลักที่ถูกเรียกร้อง จดจำ และถกเถียงอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในกรณีของ กทม. ว่าแต่ละท่าน แต่ละทีมนั้นมองเรื่องไหนเป็นเรื่องสำคัญ และนำเสนอมุมมองในการแก้ปัญหา รวมทั้งรับรู้ถึง “ข้อจำกัด” และ “ความเป็นไปได้” ในการบริหารจัดการเมืองและเรียกร้องการมีส่วนร่วมของพลเมืองกรุงเทพฯอย่างไร

ส่วน ส.ก.นั้นประเด็นที่น่าสนใจคือ “วาระของแต่ละเขต” นั้นมีอะไรบ้าง และบทบาทความสัมพันธ์ของ ส.ก.กับการทำงานของทีมผู้ว่าฯ รวมทั้งบทบาทของสำนักงานเขตเอกที่เป็นส่วนหนึ่งในการบริหารงานของทีมผู้ว่าฯกทม.นั้นจะเป็นอย่างไร

อย่าลืมว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว แม้จะได้มาซึ่งผู้ว่าฯที่ได้รับคะแนนท่วมท้น

แต่สิ่งที่หายไปคือ การมีส่วนร่วมในระดับเขต เพราะโครงสร้างสมาชิกสภาเขตทั้งหมดถูกยกเลิกไปในช่วง คสช.

ด้วยข้ออ้างที่ว่าพวก ส.ข.นี้เป็นเครื่องมือของนักการเมือง ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ควรถูกทบทวนและร่วมกันนำเสนอโครงสร้างใหม่ในการเป็นตัวแทนในระดับเขต

ความท้าทายอยู่ที่ในการออกแบบโครงสร้างกรุงเทพมหานครนั้น จำต้องใช้กฎหมายในระดับประเทศ เพื่อแก้รูปแบบการปกครองท้องถิ่นแบบพิเศษหน่วยงานนี้

แต่ดูท่าแล้วน่าจะยังไม่มีหวังว่าพรรคการเมืองระดับชาติในช่วงนี้ เว้นแต่พรรคประชาชนที่นำเสนอไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่ายังไม่ได้เป็นที่สนใจมากนักในช่วงที่ผ่านมา และยังไม่ได้เชื่อมต่อกับการรณรงค์ของ ส.ส. และ ส.ก. ในสังกัดของพรรคทั้งหมด ก็คงต้องจับตาดูกันต่อไป

ทีนี้มาดูส่วนสุดท้ายว่า เราจะหาวาระที่สำคัญของเมืองได้อย่างไรบ้าง

ส่วนหนึ่งเราสามารถหาได้จากการทำความเข้าใจปัญหาของเมืองที่มีอยู่ และข้อถกเถียงที่มีอยู่แล้วในเมืองของเรา ดูว่าที่ผ่านมาได้แก้ปัญหาอะไรไปได้บ้างแล้ว

บางคนอาจจะมองไปที่การใช้เครื่องมือเอไอในการมองปัญหา หรือสอบถามผู้รู้ต่างๆ

แต่มีอีกช่องทางหนึ่งในการมองปัญหาเรื่องเมือง อย่างเป็นระบบ ก็คือเรื่องของการทำความเข้าใจวาระเรื่องเมืองในระดับโลก โดยองค์กรที่ทำงานเรื่องนี้มาอย่างยาวนาน ที่เป็นส่วนหนึ่งของสหประชาชาติ

นั่นก็คือองค์กรที่ชื่อว่า UN-Habitat หรือชื่อทางการคือ โครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งมาอย่างยาวนาน (อยากแปลว่า องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเมืองของสหประชาชาติเสียมากกว่า) และทำงานในเรื่องของการพัฒนาเมืองทั้งในแง่ของโครงการ และนำเสนอแนวคิดต่างๆ ในเรื่องการพัฒนาเมืองทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา

ในทีนี้มีประเด็นสั้นๆ ในเรื่องของ UN-Habitat ที่อยากนำเสนอในสัปดาห์นี้อยู่สักสี่เรื่องใหญ่

ประการแรก ความสนใจเรื่องเมืองในกรอบการพัฒนาระดับโลกโดยเฉพาะของสหประชาชาตินั้นเป็นเรื่องใหม่กว่าเรื่องอื่นๆ การจัดตั้งยูเอ็นแฮบิแทตเริ่มต้นเมื่อทศวรรษที่ 1970 โดยตั้งต้นเป็นมูลนิธิเพื่อการตั้งถิ่นฐานและที่อยู่อาศัยก่อนในปี ค.ศ.1975 (The United Nations Habitat and Human Settlements Foundation) โดยเป็นหน่วยงานแรกของสหประชาชาติที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการพัฒนาเมืองโดยตรง และเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนด้านการเงินและความช่วยเหลือด้านเทคนิคในเรื่องของที่อยู่อาศัยในประเทศกำลังพัฒนา แต่ในยุคนั้นงบประมาณที่ได้ก็ยังน้อยอยู่ และคนในโลกนี้ส่วนมากสองในสามยังอยู่ในพื้นที่ชนบทมากกว่า

ประการที่สอง ยูเอ็นแฮบิแทต นั้นมีกรอบนโยบายใหญ่ทุกยี่สิบปี และตอนนี้อยู่ในยุคที่สามแล้ว โดยยุคแรกเริ่มต้นเมื่อ ค.ศ.1976 จากการประชุมใหญ่ที่แวนคูเวอร์ แคนาดา เรียกว่า Habitat I ต่อมาในปี 1996 ก็มีการประชุมใหญ่ครั้งที่สอง ที่อิสตันบูล ตุรกี เรียกว่า Habitat II และกรอบนโยบายล่าสุดคือ Habitat III จากการประชุมใหญ่ที่กีโต เอกวาดอร์ ในปี 2006 ที่ โดยในกรอบที่สามนี้ เชื่อมโยงกับประเด็นการพัฒนาที่ยั่งยืนหัวข้อที่ 11 ของสหประชาชาติที่ออกมาในปี ค.ศ.2015 ที่ว่าด้วยเรื่องการพัฒนาเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ปลอดภัย ยืดหยุ่นพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และยั่งยืน

ทำให้กลายเป็นว่า ยูเอ็นแฮบิแทตรับผิดชอบวาระที่ 11 ของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติอย่างเต็มตัว

ประการที่สาม อาจจะเรียกได้ว่า ในยุคแรกของยูเอ็นแฮบิแทต ให้ความสนใจเรื่องของชุมชนแออัด และความสนใจเรื่องที่พักอาศัยของผู้มีรายได้น้อยในเมืองเป็นหลัก ส่วนในยุคที่สองนั้น เป็นเรื่องของการยกระดับความเข้าใจและโครงการพัฒนาจากเรื่องของที่พักอาศัยของคนยากจนไปสู่การทำความเข้าใจการพัฒนาเมืองทั้งระบบ และให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในการพัฒนาเมือง รวมถึงความเชื่อที่ว่าคนในเมืองจะต้องเข้าถึงที่พักอาศัยให้ได้

ส่วนในวันนี้ ที่เรียกว่า Habitat III หรือวาระใหม่ในการพัฒนาเมือง (New Urban Agenda) มองเมืองในฐานะพัฒนาในการเปลี่ยนแปลงในทางบวกมากกว่ามองเฉพาะปัญหาในเมือง และนำเข้าเครื่องมือและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการแก้ปัญหาเมือง และมองการแก้ปัญหาในหลายระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ ระดับกรอบกฎหมาย ระดับการออกแบบ ระดับการเงิน และการทำงานจริงในท้องถิ่นด้วย

ตอนนี้สิ่งที่กำลังเป็นที่สนใจในโลกของกรอบการพัฒนาเมืองอยู่ที่การประชุมใหญ่เรื่องของเมืองครั้งที่ 13 ที่เมืองบากู อาเซอร์ไบจาน ในช่วงวันที่ 17-22พฤษภาคม 2526 (World Urban Forum 13) ซึ่งกรอบหลักก็คือการพูดถึงที่พักอาศัยสำหรับคนทั้งโลก โดยทำให้เมืองและชุมชนนั้นปลอดภัยและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง (Housing the World: Safe and Resilient Cities and Communities)

ส่วนหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ แนวทางในการประชุมที่จะเกิดขึ้นนี้ มันก็สอดคล้องกับรายงานประจำปีฉบับล่าสุดของยูเอ็นแฮบิแทตที่อยู่หน้าเว็บไซต์ที่ยังอยู่ในปี ค.ศ.2024 ที่ยังย้ำเน้นไปถึงเรื่องของการมีที่พักอาศัยที่เพียงพอสำหรับทุกคน (Adequate Housing for All-UN-Habitat Annual Report 2024)

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดท้ายเหมือนกับการเคลื่อนตัวเป็นวงกลมของยูเอ็นแฮบิแทตนั่นแหละครับ เริ่มจากการช่วยคนจนที่ขาดแคลนที่พักอาศัยในเมือง ต่อมาอยากจะพูดภาพรวมเมืองเพราะอาจจะกลัวว่าทำเรื่องแต่ที่พักอาศัยอาจไม่ครอบคลุม แล้วพอมาถึงเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ สุดท้ายหนึ่งในพื้นฐานเรื่องของเมืองก็คือเรื่องของสิทธิในการมีที่พักอาศัยในเมืองนั้นแหละครับ

เสียดายที่ในการพัฒนาเมืองของบ้านเรานั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของสิทธิที่พักอาศัยเป็นหลัก ต่างคนต่างเอาตัวรอดผ่านความหวือหวาของการทำเมืองให้เป็นพื้นที่เทศกาล ต้อนรับทุนและการท่องเที่ยวเสียมากกว่า และไม่มีใครรับจบในเรื่องที่พักอาศัยอย่างจริงจัง แม้แต่การเคหะเองก็มีกรอบการทำงานที่จำกัดและมีทรัพยากรที่ไม่เพียงพอ

การเลือกตั้งทีมบริหารรัฐบาลเมืองของเราไม่ว่าจะเมืองไหน ก็จะไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก และไม่ได้มองว่าเป็นรากฐานของเรื่องอื่นๆ ในเมืองมากเท่ากับโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ

แต่ใช่ว่ายูเอ็นแฮบิแทตจะไม่สนใจมิติการพัฒนาด้านอื่นนะครับ เดี๋ยวมีโอกาสจะมาว่ากันต่อครับ แค่อยากให้เห็นว่าในโลกนี้การพูดถึงเรื่องเมืองจะขาดการพูดเรื่องที่พักอาศัยไปไม่ได้หรอกครับ

ขึ้นกับว่าเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากแค่ไหน และเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆ ในเมืองมากแค่ไหน

ที่สำคัญไม่ได้บอกว่าเราต้องตามประเด็นของโลกไปทุกเรื่อง เราอาจจะต้องคิดว่ากรุงเทพฯนั้นจะเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเด็นและวาระเรื่องเมืองอะไรขึ้นมาบ้าง ในช่วงที่เรานับถอยหลังในการเลือกตั้งผู้ว่าฯและ ส.ก.รอบนี้

ย้ำว่าประเด็นและวาระเมืองไม่ได้สำคัญน้อยกว่าการทำนายว่าใครจะเป็นผู้ว่าฯและ ส.ก.ครับ