ข้อคิดจากการไปไหว้พระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ที่วัดศาลาทอง โคราช
ก่อนสงกรานต์ปีนี้ผู้เขียนได้ไปไหว้พระประธานในโบสถ์วัดศาลาทองที่โคราช ซึ่งบรรพบุรุษของผู้เขียนมีส่วนในการร่วมสร้างขึ้น เป็นพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ซึ่งเป็นพระพุทธองค์ในพระอิริยาบถประทับนั่ง ห้อยพระบาท โดยมีช้างและลิงหมอบอยู่เบื้องหน้า ทำให้นึกถึงประวัติความเป็นมาของการสร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นจึงนำเล่าวิเคราะห์ให้ท่านผู้อ่านที่เคารพเชื่อมโยงกับเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดในโลกปัจจุบันในขณะนี้บ้าง ดีกว่าอยู่เปล่าๆ นะครับ
เรื่องเกิดขึ้นในสังฆมณฑลของพระพุทธศาสนาเอง ณ เมืองโกสัมพี เมื่อกว่าสองพันห้าร้อยปีก่อน และต้นเหตุของความขัดแย้งนั้นน่าประหลาดใจอย่างยิ่ง คือ “ส้วม” โดยพระพุทธเจ้าของเราท่านมาจากวรรณะกษัตริย์นะครับ ท่านย่อมเป็นผู้ดีมีมารยาท ดังนั้น ท่านจึงทรงบัญญัติเรื่องมารยาทผู้ดีเอาไว้ โดยเฉพาะเรื่องการใช้ส้วม แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในที่ลับตาคนก็ตาม เช่น พระภิกษุจะยืนปัสสาวะไม่ได้นะครับ ต้องนั่งปัสสาวะอย่างเดียว ถ้ายืนฉี่ก็ต้องอาบัติทุกกฎซึ่งเป็นอาบัติอย่างเบาๆ การแก้ไขก็ง่ายๆ ด้วยการปลงอาบัติกับพระภิกษุรูปหนึ่งเท่านั้นด้วยความจริงใจว่าจะระมัดระวังไม่ยืนฉี่อีกต่อไป เท่านั้นก็สิ้นเรื่อง
เรื่องส้วมโกสัมพีเริ่มด้วยตัวละครเอกมีสองท่านครับ ท่านแรกเป็นพระเถระผู้เชี่ยวชาญด้านพระธรรม (พระธรรมธร) อีกท่านเป็นพระเถระผู้เชี่ยวชาญด้านพระวินัย (พระวินัยธร) ทั้งสองท่านนี้มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มเมือง เปรียบสมัยนี้ก็เหมือนหัวหน้าภาควิชาในมหาวิทยาลัยนั่นแหละครับ
วันหนึ่ง ท่านพระธรรมธรเข้าไปถ่ายทุกข์ในส้วมตามปกติ พอเสร็จกิจท่านก็ล้างเนื้อล้างตัว แต่ดันเหลือน้ำในกระบอกน้ำชำระไว้เล็กน้อย ไม่ได้เททิ้งให้หมดตามพระธรรมวินัยเพื่อป้องกันยุง แมลงร้ายมาเพาะพันธุ์ไข่ไว้ได้ ต่อมาท่านพระวินัยธรเข้าห้องน้ำต่อ เห็นน้ำเหลืออยู่ในกระบอกน้ำชำระ ก็เดินออกมาถามด้วยความสงสัย
ซึ่งท่านพระธรรมธรก็ยอมรับโดยซื่อว่า ใช่
ท่านพระวินัยธรเลยได้ที ร่ายยาวว่าการทำแบบนี้มันผิดวินัยนะ เป็นอาบัติทุกกฎ พระธรรมธรก็เป็นคนใจกว้าง (ในตอนแรก) ก็รับว่าจะปลงอาบัติ แก้ไขให้ถูกต้อง
เรื่องมันควรจะจบตรงนี้ครับ ถ้าท่านพระวินัยธรไม่ไปปากโป้งกับลูกศิษย์ตัวเองทำนองว่า ท่านพระธรรมธรน่ะเหรอ เก่งแต่เทศนา แต่เรื่องวินัยพื้นฐานแค่นี้ยังทำผิดเลย แล้วยังไม่รู้ตัวด้วยนะว่าตัวเองผิด
พวกลูกศิษย์นี่แหละครับตัวดี พอได้ยินอาจารย์นินทาฝ่ายตรงข้าม ก็คาบข่าวไปบอกลูกศิษย์ฝ่ายพระธรรมธรว่า อาจารย์พวกเธอน่ะทำผิดวินัยแล้วยังหน้าด้าน ไม่รู้ตัวอีก
พอลูกศิษย์ฝ่ายพระธรรมธรได้ยินเข้าก็โกรธสิครับ วิ่งไปบอกอาจารย์ตัวเองว่า อาจารย์ครับ ท่านพระวินัยธรเขาเอาอาจารย์ไปพูดเสียๆ หายๆ ว่าอาจารย์ไม่รู้เรื่องวินัย ทั้งที่ตอนแรกอาจารย์ก็ยอมรับแล้วว่าจะปลงอาบัติ ท่านพระธรรมธรพอโดนลูกศิษย์เป่าหูบวกกับรู้สึกว่าโดนหักหลัง ก็เปลี่ยนใจทันที “อ้าว! ทีแรกบอกว่าฉันผิด ฉันก็ยอมรับ แต่ตอนนี้ฉันมาคิดดูใหม่ ไอ้เรื่องน้ำเหลือในกระบอกเนี่ย มันไม่ได้ตั้งใจ มันไม่ควรเป็นอาบัตินี่หว่า… สรุปคือ ท่านพระวินัยธรนั่นแหละที่พูดเท็จ!”
ทีนี้แหละครับ ศึกพระสงฆ์ที่โกสัมพีก็เริ่มขึ้น สองฝ่ายด่ากันไปมา ต่างฝ่ายต่างขุดคุ้ยหาความผิดของอีกฝ่ายมาแฉกลางที่แจ้ง จากเรื่องส้วมลามไปเรื่องวัตรปฏิบัติ เรื่องความรู้ จนท้ายที่สุดฝ่ายพระวินัยธรก็ใช้อำนาจพวกมากลากไป สั่ง “นานาสังวาส” หรือแบนพระธรรมธรออกจากหมู่คณะ ไม่ให้ร่วมสังฆกรรม
เรื่องราวใหญ่โตจนชาวบ้านชาวช่องที่มาทำบุญเริ่มส่ายหน้า แทนที่จะได้ฟังธรรม กลับได้ยินพระด่ากันโขมงโฉงเฉง ข่าวไปถึงหูของพระพุทธเจ้า
พระองค์เสด็จมาถึงเมืองโกสัมพี แล้วตรัสเตือนสติบรรดาพระสงฆ์ของเมืองโกสัมพีด้วยพุทธพจน์ที่ไพเราะและคมคายที่สุดบทหนึ่งว่า “พวกเธออย่าทะเลาะกันเลย การจองเวรไม่เคยระงับด้วยการจองเวร แต่ระงับได้ด้วยการไม่จองเวร” พระพุทธเจ้าท่านทรงยกชาดกเรื่อง “พระทีฆาวุกุมาร” มาเล่าให้ฟัง เพื่อชี้ให้เห็นว่าการให้อภัยสำคัญแค่ไหน แม้แต่กษัตริย์ที่โดนฆ่าล้างโคตรยังสั่งเสียลูกว่าอย่าจองเวร
แต่เชื่อไหมครับ? “อีโก้” ของคนมันบังตาจนมืดมิด มีภิกษุบางรูปถึงกับกราบทูลพระพุทธเจ้าว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพักผ่อนเถิด อย่ามายุ่งกับเรื่องของพวกข้าพระองค์เลย พวกข้าพระองค์จะทะเลาะกันให้จบเรื่องเอง”
ลองนึกภาพนะครับ พระพุทธเจ้าอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่ความอยากเอาชนะมันใหญ่กว่าพระพุทธเจ้าไปแล้ว พระพุทธเจ้าจึงหลีกเข้าไปจำพรรษาอยู่ในป่าพระองค์เดียว มีแต่ช้างกับลิงมาคอยดูแลพระองค์ตลอดพรรษา โดยไม่ให้พระสงฆ์ที่โกสัมพีเข้าเฝ้าเลย
ชาวบ้านเมืองโกสัมพีเลยเลิกตักบาตรทำบุญกับพระสงฆ์หัวดื้อเหล่านั้นตลอดพรรษาเหมือนกัน จนพระอดอยากสำนึกตัวเลิกทะเลาะกันแล้วพากันไปกราบขอขมาพระพุทธองค์ ซึ่งกาลสมัยนั้นทำให้มีการสร้างพระพุทธรูปปางปาลิไลยก์ที่เป็นรูปพระ พุทธเจ้าประทับห้อยพระบาทและมีช้างหมอบเอาผลไม้มาถวายกับลิงที่เอารวงผึ้งมาถวายนั่นเอง
ในทางรัฐศาสตร์ ปรากฏการณ์เช่นนี้สามารถอธิบายได้ผ่านแนวคิดเรื่อง “epistemic closure” หรือการปิดตัวทางความรู้ กล่าวคือ เมื่อกลุ่มหนึ่งเชื่อมั่นในระบบความคิดของตนอย่างสมบูรณ์ ก็จะไม่เปิดรับข้อมูลหรือมุมมองจากภายนอกอีกต่อไป เมื่อประกอบเข้ากับ “อัตตา” ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนทางจิตวิทยาที่ทรงพลัง ความขัดแย้งจึงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว พระสงฆ์ในโกสัมพีเริ่มโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน มีการเสียดสี ประชดประชัน และในที่สุดก็ไม่สามารถทำสังฆกรรมร่วมกันได้ สถานการณ์เช่นนี้ หากแปลเป็นภาษาการเมืองร่วมสมัย ก็คือ “การล่มสลายของสถาบันร่วม” (institutional breakdown) เมื่อข่าวไปถึงพระพุทธเจ้า พระองค์ก็เสด็จไปยังโกสัมพีเพื่อทรงไกล่เกลี่ย วิธีการของพระองค์มิใช่การใช้อำนาจบังคับ หากแต่เป็นการใช้เหตุผลและหลักธรรมในการชี้ให้เห็นถึงโทษของความแตกแยก และคุณของความสามัคคีแต่ผลลัพธ์กลับเป็นสิ่งที่สะท้อนธรรมชาติของมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งแต่พระสงฆ์ในโกสัมพี ไม่ฟัง คำว่า “ไม่ฟัง” ในที่นี้ มิได้หมายถึงการไม่ได้ยิน หากแต่หมายถึงการไม่ยอมรับ ในทางจิตวิทยาการเมือง นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “motivated reasoning” กล่าวคือ มนุษย์มีแนวโน้มที่จะประเมินข้อมูลในลักษณะที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตนแม้แต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเอง ก็ไม่สามารถทะลวงกำแพงของอัตตาได้เมื่อสถานการณ์มาถึงจุดที่เหตุผลไม่สามารถทำงานได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงเลือกการถอย
การเสด็จหลีกไปประทับอยู่ในป่าปาริเลยยกะ มิใช่การหนีปัญหา หากแต่เป็นการตระหนักถึงข้อจำกัดของการแก้ไขความขัดแย้งในบางสถานการณ์ ในเชิงทฤษฎีความขัดแย้ง นี่คือการ “strategic withdrawal” หรือการถอนตัวเชิงยุทธศาสตร์ ภาพของพระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ในป่า มีช้างป่าคอยอุปัฏฐาก กลายเป็นต้นแบบของ “พระพุทธรูปปางปาลิไลยก์” ปางนี้มีนัยสำคัญเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง มันมิได้เป็นเพียงภาพของความสงบ หากแต่เป็นภาพของความสงบที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ล้มเหลวในการอยู่ร่วมกัน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ความขัดแย้งนี้มิได้ยุติลงด้วยการชนะทางเหตุผล หรือการแทรกแซงจากอำนาจสูงสุด หากแต่ยุติลงด้วยแรงกดดันจากสังคม เมื่อชาวบ้านเห็นว่าพระสงฆ์ทะเลาะกันก็เริ่มเสื่อมศรัทธาและหยุดถวายทาน ในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง นี่คือการใช้มาตรการคว่ำบาตรทางสังคม (social sanction) พระสงฆ์ซึ่งพึ่งพาการอุปถัมภ์จากชุมชน จึงต้องเผชิญกับต้นทุนของความขัดแย้งอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อความขัดแย้งมีต้นทุนสูงขึ้น การประนีประนอมจึงเริ่มเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลในที่สุด พระทั้งสองฝ่ายจึงยอมคืนดีและไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อขอขมา
ในบริบทของสังคมโลกปัจจุบัน กรณีสงครามอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เราอาจตั้งคำถามได้ว่า เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับส้วมเมืองโกสัมพีหรือไม่?
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

