ไอเดียยาลิขสิทธาวดี:
ว่าด้วยเส้นแบ่งที่พร่าเลือนของพล็อตเรื่อง ไอเดีย และการคุ้มครอง
ขออนุญาตไม่กล่าวเล่าย้อนความที่มาที่ไปของดราม่า การ์ตูนอโยธยาเอยาวดี v. ซีรีส์หงสาวดี ให้เปลืองเนื้อที่ เช่นเดียวกับที่ขอละประเด็นหนักหนาหากไร้สาระอย่างการแจ้งความด้วยข้อหาร้ายแรงนั่นด้วยเช่นกัน
เพราะยังมีสิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ แกนของดราม่า หรือข้อพิพาทดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในมิติของทรัพย์สินทางปัญญาและลิขสิทธิ์ที่ยังไม่มีข้อยุติอย่างไรบ้าง ทั้งในแง่ของข้อกฎหมายและนัยทางปฏิบัติ ปัญหาเรื่องความคุ้มครองหากเกิดข้อพิพาทในความเหมือนคล้ายของรายละเอียด หรือโครงเรื่อง
เรื่องนี้ผู้คนในวงการนักเขียนและนักอ่านที่สนใจอยากลองขีดเขียน หรือสร้างเรื่องราวของตัวเองและสนใจเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญาและได้ศึกษามาบ้างคงเคยได้ยินหลักการที่ว่า “กฎหมายลิขสิทธิ์ไม่คุ้มครองแนวคิดหรือไอเดีย” ดังนั้น “พล็อตเรื่อง” จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง
ซึ่งตามหลักการแล้วมันก็ถูก แต่มันก็ไม่ง่ายดายขนาดนั้น เพราะจริงๆ แล้วกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นไม่คุ้มครอง “ไอเดีย”ที่อยู่ในสภาพของแนวคิด (Idea) ก็จริง หากก็คุ้มครอง “ไอเดียที่ได้แสดงออกมาแล้ว” Expression of idea)
ดังนั้น “พล็อตเรื่อง” ที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองจริงๆ จะเป็นลักษณะที่ถ้าผมไปเล่าให้ใครฟังลอยๆ ว่าผมจะนำเอาเรื่องสั้นเรื่อง “หญิงเสา” ที่เคยได้รับรางวัลเรื่องสั้นมติชนมาขยายความเป็นนิยาย มีเนื้อเรื่องประมาณนี้ๆ แล้วใครได้ยินเข้าแล้วเอาไปเขียนเป็นนิยายที่มีพล็อตหลักเป็นเรื่อง “ผู้หญิงที่ออกมาจากเสา” เช่นนี้ ผมก็ไปเรียกร้องอะไรจากเขาไม่ได้ แม้ว่าผมจะเคยเขียนเรื่องสั้นเรื่องนี้จริงๆ ก็ตาม
เพราะเรื่องที่ “ผู้หญิงออกมาจากเสา” มันเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็คิดได้ เหมือนเรื่องผีนางตานีที่ออกมาจากเสาตกน้ำมัน ในทางวิชาการเรียกว่าเป็น “ฉากพึงมี” (Scènes à faire) ตามปกติของเรื่องผีแนวนี้ ซึ่งผมไม่มีสิทธิหวงกัน
แต่ถ้าผมนำแนวคิดดังกล่าวมาเขียนเป็นนิยายขนาดยาวเรื่องของนักข่าวหนุ่มไฟแรงที่ย้ายไปอยู่ในแมนชั่นที่ห้องนั้นมีเสาคอนกรีตต้นใหญ่ มีคราบเปื้อนดูคล้ายร่างผู้หญิงขดตัวอยู่ แล้วเช้าวันรุ่งขึ้นก็มีผู้หญิงสาวมานอนร่วมเตียงด้วยได้ยังไงไม่รู้ แถมเธอคนนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครและเข้ามาในห้องของเขาได้อย่างไร หนำซ้ำเธอมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับเพื่อนนักศึกษาหญิงคนหนึ่งของเขา ที่มีข่าวว่าบังคับสูญหายไปเมื่อสิบปีก่อน ทำให้นักข่าวหนุ่มและหญิงสาวปริศนาที่ออกมาจากเสาในห้องต้องช่วยกันค้นหาความจริงอันคาดไม่ถึง ถ้าพล็อตดังกล่าวได้รับการเขียนเป็นนิยายจนจบสมบูรณ์และเผยแพร่แล้ว หากใครนำไปเขียนเรื่องราวที่เหมือนหรือคล้ายพล็อตนี้ในสาระสำคัญ ก็จะถือว่าเป็นการดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนอันถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้เช่นกัน เพราะรายละเอียดอื่นๆ ที่บรรยายไว้นี้ไม่ใช่เป็นเพียงพล็อต หรือไอเดียแนวคิดแล้ว แต่เป็นการแสดงขยายพล็อตในลักษณะของ (Expression of Idea)
กรณีการ “ลอก” สาระสำคัญของเนื้อหางานต้นฉบับ เคยมีคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์สหรัฐวางหลักไว้ในคดี Twentieth Century-fox v. Mca, Inc. ปี 1983 ซึ่งเรื่องนี้ ทเวนตี้เซนจูรีฟอกซ์ ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Star Wars (ภาคแรก หรือ Episode IV A new hope) ได้ฟ้อง MCA ผู้สร้างซีรีส์ Battlestar Galactica ว่าดัดแปลงลอกเลียนงานต้นฉบับของตน โดยจำเลยให้การต่อสู้ว่า ฉากที่อ้างว่าเหมือนหรือคล้ายนั้นถือเป็น “ฉากพึงมี” (Scènes à faire) ตามปกติของหนังแนวไซไฟอวกาศที่ต้องมียานรบ มีปืนเลเซอร์ มีเอเลี่ยนทั้งสิ้น ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โดยชี้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าไม่ปรากฏว่าจำเลยละเมิดต่อโจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกย้อนให้พิจารณาต่อโดยชี้ว่าโจทก์สามารถระบุความคล้ายคลึงเฉพาะเจาะจงได้ถึง 34 จุด เช่น ตัวละครเอกคือ ฮานส์ โซโล กับสตาร์บั๊กของจำเลยที่มีความกะล่อนคล้ายกัน ฉากบาร์เอเลี่ยนที่มีดนตรีบรรเลงแปลกๆ ให้บรรยากาศที่คล้ายกัน รวมถึงดีไซน์ของหุ่นยนต์และความสัมพันธ์ของตัวละคร ศาลอุทธรณ์จึงมองว่าเมื่อนำองค์ประกอบทั้งหมดมารวมกัน มันทำให้เกิดความรู้สึกและแนวคิดโดยรวมที่เหมือนกันจนเกินกว่าจะถือเป็นไอเดียทั่วไปและอาจถือเป็นการลอกเลียนได้แล้ว
ทั้งนี้ แม้คดีนี้จะไม่มีการพิพากษาในเนื้อหา แต่การวางแนวดังกล่าวก็ได้วางหลักการสำคัญของเรื่อง “ความรู้สึกและแนวคิดโดยรวม” (Total Concept and Feel) จำเลยจึงต้องขอเจรจาและยอมความกันนอกศาลในที่สุด
สำหรับในระบบกฎหมายไทยนั้นแม้จะยังไม่มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินว่าความเหมือนหรือคล้ายระดับใดจะถือเป็นการลอกเลียนหรือดัดแปลงพล็อตหรือสาระสำคัญของงานต้นฉบับจนถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่ก็มีคำพิพากษาที่ชี้กลายๆ ว่า หากโจทก์จะฟ้องว่าผลงานของจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของตนก็มีภาระต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนถึงความคล้ายคลึงอันเฉพาะเจาะจงในแต่ละจุดเช่นกัน ตามคำพิพากษาฎีกาที่ 3427/2566 โดยโจทก์ฟ้องว่าจำเลยคัดลอกและดัดแปลงบทนวนิยายทั้งสองเรื่องของโจทก์ในนิยายเรื่องหนึ่งของจำเลย
แม้คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จะตัดสินยกฟ้องเพราะปัญหาการบรรยายฟ้องเป็นหลักก็ตาม โดยคำพิพากษาฉบับศาลฎีกาของไทยได้ยืนยันหลักการไว้อย่างชัดเจนว่าการพิจารณาการละเมิดนั้น “เป็นการพิจารณาถึงการแสดงออก (Expression) ไม่ใช่แนวคิด (Idea)” การที่โจทก์อ้างว่าต้องพิจารณาเนื้อหาโดยรวมทั้งหมดประกอบกันโดยไม่ต้องแยกส่วนนั้นจึงไม่อาจรับฟังได้ พร้อมกันนั้นก็ได้วางบรรทัดฐานและชี้ให้เห็นกลายๆ ที่น่าสนใจว่าศาลฎีกาได้เหมือนจะยอมรับในหลักเรื่องความคล้ายคลึงอันเฉพาะเจาะจง (Specific Similarities) โดยกำหนดในภาระการพิสูจน์ เพราะเมื่อโจทก์กล่าวอ้างว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์เพียง “บางส่วน” โจทก์มีหน้าที่ต้องบรรยายฟ้องให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงว่า บทสนทนา บริบทตัวละคร หรือฉากสำคัญที่อ้างว่าถูกลอกเลียนนั้นไปนั้นคือส่วนไหนของนวนิยายโจทก์ และถูกนำไปดัดแปลงใช้อยู่ตรงส่วนไหนในนวนิยายของจำเลย เพื่อให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาและต่อสู้คดีได้ ซึ่งหลักการนี้เทียบเคียงได้กับคดี Star Wars ของสหรัฐ ที่โจทก์คือฟอกซ์ได้ชี้จุดที่เหมือนกันออกมาให้ศาลเห็นถึง 34 จุดนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะยอมรับว่าแนวคิดหรือไอเดียเฉยๆ ไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่ไอเดียที่ได้แสดงหรือขยายออกมาเป็นผลงานแล้วจะได้รับความคุ้มครองในฐานะงานอันมีลิขสิทธิ์นั้น ปัญหาคือ จะต้อง “แสดง” ออกมาแค่ไหน
ในยุคก่อน รูปแบบของการนำไอเดียมาแปลงแสดงออกเป็นผลงานและถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์นั้นมีไม่กี่รูปแบบ เช่น หากพิจารณานิยามในพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ มาตรา 4 “วรรณกรรม” หมายความว่า งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ และให้หมายความรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วย หรือถ้าในทางปฏิบัติ ไอเดียที่จะถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ในทางวรรณกรรมนั้น ง่ายๆ คือจะต้องเขียนให้ออกมาเป็นนวนิยาย เรื่องสั้น ความเรียง หรือกวีนิพนธ์ที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่ หรือแม้ในยุคต่อมาที่มีสื่อออนไลน์ในระยะแรกก็ยังอนุโลมว่าให้เผยแพร่ในช่องทางออนไลน์ก็ได้ แต่ผลงานก็ต้องอยู่ในรูปแบบดังกล่าวเช่นกัน
หากต่อมาในยุคของสื่อสังคมออนไลน์ตั้งแต่ยุคเว็บบอร์ดพันทิปจนถึงโซเชียลเน็ตเวิร์ก รูปแบบของการนำเสนอไอเดียให้ออกมาเป็น “ผลงานสร้างสรรค์” ที่อาจมีลิขสิทธิ์ได้ก็เริ่มพร่าเลือน ในระยะแรกเริ่มนั้นเราอาจจะปฏิเสธว่า การเขียนเล่าเรื่องไม่ว่าจะจริงหรือแต่งลงในกระทู้เว็บบอร์ดนั้น “ไม่น่าจะถือเป็น” วรรณกรรมที่ได้รับการคุ้มครอง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ในประเทศญี่ปุ่น “นิยายในรูปแบบเว็บบอร์ด” ถือเป็นวรรณกรรมรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย หรือแม้แต่ของไทยเอง ภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดระดับตำนานอย่าง “ธี่หยด” นั้นก็มีที่มาจากกระทู้พันทิป ดอทคอม ในยุครุ่งเรืองเช่นกัน ในปัจจุบันจึงไม่อาจปฏิเสธได้อีกต่อไปว่า การที่ใครสักคนระบายไอเดียของตนลงในเว็บบอร์ดนั้นถือเป็นเพียง “ไอเดียลอยๆ” ที่ไม่อาจนับเป็นผลงานสร้างสรรค์อันเป็นการแสดงออกซึ่งไอเดียที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์
ถ้าเช่นนั้น การเขียนไอเดียบางอย่างของตนลงในสเตตัสเฟซบุ๊ก หรือในเอ็กซ์นั้น หากไอเดียนั้นมีความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร และมีความละเอียดซับซ้อนในระดับหนึ่งจนเกินกว่าฉากหรือเนื้อหาพึงมีของเรื่องแนวเดียวกันแล้ว จะถือว่ามีลักษณะเฉพาะเพียงพอที่จะถือเป็นการแสดงออกซึ่งความคิดที่อาจมีลิขสิทธิ์ได้แล้วหรือไม่ รวมถึงการบ่นเล่าปัญหาชีวิต หรือแม้แต่เรื่องจริงของแต่ละคนอาจจะถือว่ามีลิขสิทธิ์ได้หรือไม่ เพราะต้องยอมรับเช่นกันว่า สเตตัสบ่นบ้าของมิตรสหายบางคนก็อ่านสนุกกว่าบทความของนักเขียนหลายๆ คนเสียอีก
ถึงกระนั้น การยอมรับว่าสิ่งใดจะได้รับความคุ้มครองว่าเป็นงานสร้างสรรค์ที่เกินกว่าไอเดีย หรือแนวคิดสามัญทั่วไปที่ใครก็อาจหยิบไปดัดแปลงใช้ได้นั้นก็อันตรายอยู่เช่นกัน เพราะในจุดแบ่งที่พร่าเลือนนั้นก็มีผู้ที่สับสนว่า สิ่งที่ตนคิดขึ้นมาและคิดว่ามันพิเศษเป็นเอกลักษณ์หรือเป็นสิ่งเฉพาะเจาะจงที่ตนจะหวงกันอ้างสิทธิได้นั้น แท้จริงแล้วคือแนวคิดหรือไอเดียสามัญที่ใครๆ ก็สามารถคิดและเอาไปดัดแปลงสร้างรายละเอียดได้
ดังเช่นที่มีดราม่าเบาๆ แทรกขึ้นมาในระหว่างศึกหงสาเอยาวดีที่มีผู้เข้าใจว่า ผลงานเกี่ยวกับคดีสืบสวนฆาตกรรมผ้าทอของนักเขียนชื่อดังท่านหนึ่งนั้นลอกเลียนผลงานชิ้นหนึ่งของตน เพราะมีเนื้อหาในยุคเดียวกันและมีเนื้อหาบางส่วนคล้ายกัน แต่หากมองด้วยมุมมองของนักเขียนแล้วจะพบว่าเป็นความเข้าใจผิด เพราะเรื่องใช้ฉากในช่วงเวลาดังกล่าวในประวัติศาสตร์ ดังนั้น “ปัจจัย” ต่างๆ มันจะทำให้แรงจูงใจหรือแรงกดดันหรือการดำเนินเรื่องดังกล่าวต้องดำเนินไปในทางนั้นแบบ “ฉากบังคับ” (Scènes à faire) นั่นเอง
ไปจนถึงเรื่องที่อาจเรียกว่าเป็นโศกนาฏกรรมจากการทึกทักเอาเอง ดังเรื่องที่ชายคนหนึ่งได้ส่งนิยายของเขาเข้าประกวดกับสตูดิโอแอนิเมชั่นแห่งหนึ่ง แต่ตกรอบไป ถึงอย่างนั้นเขากลับฝังใจเชื่อว่าทีมงานของสตูดิโอแอบเก็บข้อมูลจากนิยายที่เขาเสนอไปแล้วนำมาใช้ในภายหลังในแอนิเมะ จนกระทั่งชายคนนั้นได้บุกเข้าไปวางเพลิงอาคารสตูดิโอแอนิเมชั่นแห่งนั้นจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตถึง 36 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปินและแอนิเมเตอร์ระดับแถวหน้าของประเทศญี่ปุ่น แรงจูงใจเดียวที่เขาพร่ำกล่าวอ้างซ้ำๆ คือ “สตูดิโอขโมยนิยายของเขาไปทำแอนิเมะ”
ฉากที่ว่านั้นเป็นเพียงตอนที่ตัวละครไปซื้อ “เนื้อลดราคาที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต” ซึ่งผู้ก่อเหตุอ้างว่าเขาเคยเขียนฉากตัวละครไปซื้อเนื้อลดราคาแบบนี้ในนิยายที่เขาส่งประกวด ทั้งที่ในความเป็นจริงการซื้อของลดราคาในซุปเปอร์มาร์เก็ตตอนเย็นเป็นวิถีชีวิตปกติของคนญี่ปุ่นอยู่แล้ว และปรากฏเป็นฉากพื้นฐานในมังงะ หรืออนิเมะแนวชีวิตประจำวัน (Slice of Life) มาแล้วนับไม่ถ้วน ไม่ได้มีลักษณะเฉพาะตัวจนน่าจะถือเป็นลิขสิทธิ์ของใครคนใดคนหนึ่งได้เลย
ที่เล่าไปข้างต้นคือ โศกนาฏกรรม เกียวโต แอนิเมชั่น (Kyoto Animation) หรือ “เกียวอนิ” ในปี 2019 ที่เกิดจากการหลงผิดและหวงกันแนวคิดหรือไอเดียของตนอย่างเกินพอดี

