หน้าแรก คอลัมนิสต์ จากมาราวี ถึง...

จากมาราวี ถึง อาเซียน : โดย สีดา สอนศรี

30.05.17 | 14:10 น.

เมืองมาราวี (Marawi) มีประชากรประมาณ 2 แสนคน อยู่ในจังหวัดลาเนา เดล ซูร์ ซึ่งอยู่ในเกาะมินดาเนาที่อยู่ใต้สุดของฟิลิปปินส์ เมืองนี้รวมอยู่ในเขตปกครองตนเองภายใต้รัฐบาล (Autonomous Region) รวมทั้งจังหวัดมากินดาเนา ซูลู บาซิลัน และตาวี-ตาวี ซึ่งจังหวัดเหล่านี้เป็นจังหวัดที่อยู่ห่างไกลกัน การเดินทางและการคมนาคมจึงไม่ค่อยสะดวก นอกจากนี้ยังเป็นจังหวัดที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม

ในสมัยอดีตประธานาธิบดี เบนิกโน อากีโน ที่ 3 ได้มีการเจรจากับกลุ่มแบ่งแยกดินแดน MNLF (Moro National Liberation Front) และ MILF (Moro Islamic Liberation Front) โดยมีมาเลเซียเป็นตัวกลาง (Third Parties) และมีกลุ่มผู้สังเกตการณ์จากประเทศต่างๆ เข้าร่วม จนบรรลุถึงการร่างกฎหมาย Bangsamoro Law พร้อมที่จะนำสู่สภาเพื่ออภิปรายและหยั่งเสียงประชามติประชาชน แต่เนื่องจากอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล กฎหมายนี้จึงยังค้างอยู่ในสภา ยังไม่ได้นำมาสู่การอภิปรายใดๆ

อีกประการหนึ่ง รัฐบาลนี้ต้องการนำระบบสหพันธรัฐมาใช้กับประเทศ จึงได้พักเรื่องนี้ไว้ก่อน ซึ่งมีหลายกลุ่มในมินดาเนาตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย Bangsamoro ทำให้กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงได้ใช้ช่องว่างนี้ ในการก่อความไม่สงบขึ้น ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 โดยกลุ่ม Maute (มาอูเต) มีผู้นำคือ Abdullah Maute เป็นเครือข่ายของกลุ่ม Abu Sayyaf กลุ่ม Maute มีคำขวัญของกลุ่มว่า “Wanna Be Islamic State of Lanao” มีพฤติกรรมลักพาตัว ฆ่าตัดหัว โจมตีสถานที่ต่างๆ ใน 4 จังหวัดภาคใต้ (จาก 22 จังหวัด) ในมินดาเนา

กลุ่ม Maute นี้ได้เคยปฏิบัติการวางระเบิด เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2516 ที่เมืองดาเวา ซึ่งดูแตร์เตเคยเป็นนายกเทศมนตรีอยู่ก่อนที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี และครั้งนี้ก็ปฏิบัติการยึดเมืองมาราวีเกือบทั้งหมด เผาเมือง ยึดโรงพยาบาล เรือนจำ และโรงเรียน เป็นเหตุให้ ประธานาธิบดีดูแตร์เตต้องประกาศกฎอัยการศึกทั้งเกาะมินดาเนา ไม่เฉพาะเมืองมาราวีเท่านั้น เพื่อป้องกันชีวิตประชาชน ซึ่งคาดว่าเหตุร้ายอาจจะลุกลามไปทั่วทั้งเกาะ

การประกาศกฎอัยการศึกครั้งนี้ ประธานาธิบดีประกาศได้ 60 วัน และต้องนำเรื่องแจ้งในสภาภายใน 48 ชั่วโมง หลังจากประกาศกฎอัยการศึกแล้ว และศาลฎีกาต้องทบทวนว่าเหมาะสมหรือไม่ด้วย ซึ่งเป็นการรั้งและถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกัน ตามรัฐธรรมนูญของฟิลิปปินส์ ในปี 1987 การประกาศกฎอัยการศึก ไม่มีผลต่อการดำเนินการใดๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ยังปฏิบัติการเหมือนเดิม

Advertisement

แต่มี ส.ว.และ สส.หลายกลุ่มด้วยกันที่ไม่เห็นด้วยกับการประกาศกฎอัยการศึกทั้งเกาะมินดาเนา และมีความเห็นว่าน่าจะประกาศเฉพาะจังหวัดลาเนา เดล ซูร์ เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้น่าจะถูกอภิปรายในสภาร่วมกัน (สภาสูงและสภาล่าง)

ถึงแม้รัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้วก็ตาม แต่แนวคิดสุดโต่งของกลุ่ม Maute นี้ยังมีอยู่ คือต่อต้านแนวคิดที่ไม่ใช่อิสลามทุกรูปแบบ รวมทั้งวิถีชีวิตใหม่ๆ ของชาวมุสลิมด้วย จึงไม่แน่ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ ถ้าหากดูแตร์เตยังใช้วิธีการรุนแรง โดยใช้ทหารและตำรวจเข้าไปควบคุม เนื่องจากกลุ่มนี้มีเครือข่ายโยงใยจากกลุ่มก่อการร้ายในท้องถิ่น คือกลุ่ม Abu Sayyaf (ซึ่งปฏิบัติการตั้งแต่ 1991) โดยมีคำขวัญว่า “Wanna Be Islamic State of Lanao” รวมกับกลุ่มภายในภูมิภาค คือ กลุ่ม JI ในอินโดนีเซีย กลุ่มก่อการร้ายในซาบาร์ของมาเลเซีย ซึ่งผู้นำมีแนวคิด “One IS Group” ทั่วอาเซียน และเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้าย ISIS (Islamic State of Iraq and Syria) ภายนอกภูมิภาค แต่ยังเป็นกลุ่มที่ยังไม่เป็นทางการ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกประเทศในภูมิภาคอาเซียนต้องเฝ้าระวังภัยที่จะเกิดจากกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ และการก่อการร้ายครั้งนี้จะเป็นบทเรียนให้กับทุกประเทศในอาเซียน จึงควรต้องร่วมมือกันสอดส่องดูแลและป้องกันภัยในแต่ละประเทศของตนเองด้วย

อนึ่งรัฐบาลฟิลิปปินส์จะไม่เจรจากับกลุ่มก่อการร้ายในประเทศ ทั้งกลุ่ม Abu Sayyaf กลุ่ม Maute และกลุ่มอื่นๆ ภายในประเทศที่มีพฤติกรรมรุนแรง แต่จะเจรจากับกลุ่มที่ต้องการพัฒนา เช่น กลุ่ม MILF กลุ่ม MNLF เพราะถือว่าทั้งสองกลุ่มนี้มีแนวคิดที่ไม่สุดโต่ง และต้องการพัฒนาพื้นที่ให้มีความเจริญ การก่อการร้ายของมุสลิมหัวสุดโต่งจึงเป็นคนกลุ่มน้อยที่ต้องการแบ่งแยกมุสลิมออกจากคาทอลิก และก่อความรุนแรงในประเทศ เพื่อดึงดูดความสนใจมายังความเป็นรัฐอิสลาม

สำหรับในฟิลิปปินส์เอง จังหวัดที่มีผู้นับถือศาสนาอิสลามมากกว่าคาทอลิก ในหมู่เกาะมินดาเนา คือ จังหวัดลาเนา เดล ซูร์ (เมืองมาราวี) มากินดาเนา ตาวี
-ตาวี บาซิลัน และซูลู ซึ่งจังหวัดเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการปกครองตนเองภายใต้รัฐบาลกลาง ในกฎหมาย Bangsamoro ที่อยู่ในสภาขณะนี้

จากความคิดของ One IS Group in ASEAN ของมุสลิมหัวรุนแรงนี้เอง อาจเป็นเหตุให้มีการกระทำการในประเทศอื่นๆ ในอาเซียนด้วย เนื่องจากโลกไร้พรมแดนในยุคนี้ ทำให้การสื่อสาร การเดินทางไปมาหาสู่กันได้ง่ายมาก ภัยก่อการร้ายจึงเกิดขึ้นได้ทุกขณะ ซึ่งในการประชุมของผู้นำอาเซียนที่ฟิลิปปินส์ครั้งล่าสุดนั้น ผู้นำสิงคโปร์ได้พูดถึงการป้องกันภัยจากการกระทำของกลุ่มก่อการร้ายด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์ในวันที่ 23 พฤษภาคม 2560 นั้น นายพล Galvez ซึ่งเคยอยู่ในกระบวนการเจรจาสันติภาพกับกลุ่มปกครองตนเอง (MILF) ในสมัยประธานาธิบดีเบนิกโน อากีโน ที่ 3 และยังปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยอยู่จังหวัดซัมบวงกา ได้ออกมาแถลงการณ์ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะไม่กระทบกับการเจรจาสันติภาพกับกลุ่ม MNLF และ MILF และยังยอมรับการเจรจาที่ผ่านมาแล้ว เนื่องจากกลุ่ม Maute เป็นกลุ่มก่อการร้าย รัฐบาลยังดำเนินการทุกอย่างตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้

ที่สำคัญ ประชาสังคมหลายกลุ่มได้ร่วมปฏิบัติการสอดส่องดูแลความปลอดภัยร่วมกับรัฐบาล เช่น กลุ่ม International Alert Group ได้สร้างเครือข่าย “Protect Marawi” ขึ้น ออกแถลงการณ์ให้กลุ่ม Maute ยุติความรุนแรง เนื่องจากปลายเดือนนี้เป็นเดือนรอมฎอน และมีกลุ่มอื่นๆ ทั้งมุสลิมและคริสเตียนได้ให้ความรู้แก่เยาวชนในจังหวัดมินดาเนาและจังหวัดใกล้เคียงกับเมืองมาราวี ไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มก่อการร้าย เพราะกลุ่มนี้มักใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือกระทำการ และฝึกอบรมเยาวชนให้มีแนวคิดตามที่พวกเขาต้องการ

ฝ่ายมุสลิมสายกลางก็ได้ออกมาตำหนิการกระทำของมุสลิมหัวรุนแรง และได้ออกมาเรียกร้องมิให้ชาวฟิลิปปินส์เหมารวมว่ามุสลิมทั้งหมดมีพฤติกรรมเช่นนี้

ในความคิดของผู้เขียนเอง ประชาชนในกลุ่มอาเซียนเองไม่ควรตำหนิชาวมุสลิม เนื่องจากอิสลามเป็นศาสนาเพื่อสันติภาพเช่นเดียวกับศาสนาอื่นๆ เพราะยังมีมุสลิมสายกลางที่ไม่เกี่ยวข้องกับมุสลิมหัวรุนแรงเหล่านี้ นอกจากนี้ประเทศต่างๆ ในอาเซียน ควรสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม (CSO) เพื่อช่วยรัฐในการสอดส่องดูแลความปลอดภัยร่วมกับรัฐบาล ทหาร ตำรวจ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศครั้งนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้นำทุกประเทศในอาเซียน ต้องใช้มาตรการป้องกันให้เข้มงวดตลอดเวลา มิใช่เกิดเหตุการณ์แล้วป้องกันระยะสั้นๆ การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นในประเทศหนึ่งจะลามไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างง่ายดาย

อนึ่งเจตนารมณ์ของประชาคมอาเซียน คือ การไหลไปมาของคน เงินทุน การลงทุน และข่าวสารไปมาอย่างเสรี ก็ยิ่งสร้างปัญหาข้ามพรมแดนมากขึ้น

โดย สีดา สอนศรี